ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักธุรกิจผู้หลงทางในป่าคอนกรีต•ตอนที่ 4

มื้อเย็นในป่าไม่มีอาหารหรู

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"บอกแล้วไงคะ... เอ๊ย! บอกแล้วไงครับว่าอย่าส่งเสียงดัง!" รินรดาเกือบเผลอหลุดปากสำเนียงปกติของเธอออกมาตอนที่ดึงแขนเสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงของธันวาให้หมอบราบลงไปกับพงหญ้าชื้นแฉะ ดวงตาสีเข้มของซีอีโอหนุ่มผู้ไม่เคยต้องเปื้อนโคลนมาก่อนในชีวิตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ร่างกายเกร็งแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่กำลังเผชิญหน้ากับพายุทอร์นาโด เบื้องหน้าของพวกเขาผ่านพุ่มไม้ทึบสลัวไปไม่ถึงสิบเมตร เงาร่างมหมหึมาที่ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอเมื่อครู่ ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากความมืดมิด... "แฮ่..." เสียงพ่นลมหายใจดังฟึดฟัด ก่อนที่ร่างอ้วนท้วนกลมกลึงพร้อมขนสีน้ำตาลยุ่งเหยิงจะก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับกระดิ่งคอที่ส่งเสียง *กรุ๊งกริ๊ง* เบาๆ ธันวาขยับแว่นตาที่เอียงกระเท่เร่ด้วยมือที่สั่นเทา เขากะพริบตาปริบๆ มองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าด้วยความงุนงงระคนตกตะลึง "นี่มัน... หมูป่าผสมหมูบ้าน?" "หมูหลุดจากเล้าของชาวบ้านแถบนี้ต่างหากเล่าคุณชาย!" รินรดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกจนแทบทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น เธอปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับออกลวกๆ ก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวใส่ผู้ชายข้างกายที่เกือบทำให้หัวใจเธวายตายคาที่ "แล้วเมื่อกี้คุณทำท่าเหมือนจะวิ่งหนีเสือโคร่งทำไมเนี่ย! เกือบทำให้ฉันหัวใจวายตายเพราะความตื่นตูมของคุณแล้วนะ!" ธันวาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกางเกงสแลคราคาแพงอย่างเสียฟอร์ม ถึงแม้ใบหน้าหล่อเหลาจะพยายามรักษามาดนิ่งขรึมและอีโก้ระดับซีอีโอเอาไว้ แต่หูทั้งสองข้างที่แดงแจ๋ฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังอับอายขายหน้าแค่ไหน "ผมไม่ได้ตื่นตูม แค่ประเมินสถานการณ์ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนักธุรกิจต่างหาก" ธันวาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยกลบเกลื่อนความกลัว "ใครจะไปรู้ว่าสัตว์ป่าดุร้ายในจินตนาการของคุณ จะกลายเป็นหมูอ้วนตุ๊ต๊ะที่ดูเหมือนพร้อมจะเดินเข้าโรงเชือดได้ทุกเมื่อแบบนี้" "ปากเก่งจริงๆ นะพ่อคุณ!" รินรดาค้อนความปะลับปะเหลือก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแบตเตอรี่ที่เหลือเพียงน้อยนิด "สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เน็ตก็ตัด ป่าก็ลึก และที่สำคัญที่สุด... ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทแล้วครับท่านซีอีโอ" คำพูดของรินรดาเหมือนสวิตช์ไฟที่ปิดฉากความหรูหราทั้งหมดลง ความมืดมิดของผืนป่าดิบชื้นยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงแมลงและจิ้งหรีดเริ่มส่งเสียงระงม แสงไฟฉายดวงเล็กในมือรินรดาจึงกลายเป็นแหล่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ส่องให้เห็นใบหน้าตื่นตระหนกของธันวาที่เริ่มฉายชัดขึ้นอีกครั้ง "แล้ว... เราจะนอนกันที่ไหน?" ธันวาถามเสียงเบา หันซ้ายแลขวาด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าจะมี "หมูหลุด" ตัวอื่นโผล่มาอีก "โรงแรมใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน รีสอร์ทห้าดาวมีไหม หรืออย่างน้อย... มีห้องพักติดแอร์กับเตียงสปริงนุ่มๆ ไหม?" รินรดาหัวเราะร่าออกมาทันทีจนไหล่ไหว "โรงแรมห้าดาว? ห้องแอร์? คุณธันวาคะ ตื่นจากความฝันแล้วมองรอบตัวสิคะ ที่นี่คืออุทยานแห่งชาติ ป่าดิบแล้ง และพวกเรา... กำลังจะกลายเป็นเหยื่อของยุงป่าถ้าไม่รีบก่อกองไฟ" เธอเดินนำหน้าเขาไปยังเพิงพักชั่วคราวหลังเล็กที่สร้างจากไม้ไผ่และใบตองตึง ซึ่งชาวบ้านทำไว้หลบฝน พื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างแห้งและปลอดภัยพอสมควร รินรดายัดเป้สะพายหลังใบโตใส่มือหนาของธันวาแบบไม่เกรงใจ "อะไรรึครับ?" ธันวาขมวดคิ้วมองกระเป๋าเป้ใบตุง "รื้อเปหาเสบียงสิคะคุณชาย หรือคิดว่าจะกินอากาศธาตุแทนข้าวเย็น?" รินรดายกมือขึ้นกอดอกมองเขาด้วยสายตาท้าทาย "บอกไว้ก่อนนะว่าทริปนี้ฉันไม่ได้เตรียมอาหารหรูหราแบบที่คุณคุ้นเคยในห้องอาหารบนตึกสูงหรอกนะ ในเป้นั่นมีแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองห่อ ปลากระป๋องหนึ่งกระป๋อง ข้าวสารเหนียวห่อใบตอง และไข่ไก่บ้านอีกสามฟองที่เพิ่งไปขอชาวบ้านมา" ธันวานิ่งงันไปสามวินาที สมองระดับบริหารที่เคยจัดการโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านกำลังประมวลผลกับวัตถุดิบตรงหน้าด้วยความยากลำบากขั้นสุด "ไข่ไก่... กับปลากระป๋องเนี่ยนะ? คุณจะให้ผมทำเมนูอะไร มิชลินสามดาวเหรอ?" "ถ้าคุณทำได้ฉันจะกราบสามทีเลยเอ้า!" รินรดาหัวเราะคิกคัก ชอบใจที่ได้เห็นคนเนี๊ยบๆ จนน่าหมั่นไส้ต้องทำหน้าเหเกเหมือนกินยาขม "เอาล่ะ หน้าที่ก่อกองไฟและหุงข้าวเหนียวมอบหมายให้คุณซีอีโอผู้สูงส่ง ส่วนหน้าที่ทำกับข้าวระดับเชฟกระทะเหล็ก... เดี๋ยวฉันจัดการเอง" บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แสงสีส้มอุ่นจากกองไฟเล็กๆ ที่ธันวาพยายามจุดจนเหงื่อท่วมตัว ช่วยขับไล่ความมืดและไอหนาวออกไปได้บ้าง รินรดานั่งยองๆ อยู่หน้าหม้อสนามอลูมิเนียมเก่าๆ เธอกำลังใช้ช้อนตักปลากระป๋องลงไปผัดกับพริกแห้งและกระเทียมป่าที่หาเก็บได้ระหว่างทาง กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศเริ่มโชยเตะจมูกท่ามกลางอากาศเย็นเยียบ ธันวาที่เพิ่งจัดการฟืนกองสุดท้ายเสร็จ นั่งหอบแฮกอยู่ข้างๆ เสื้อสูทราคาแพงตอนนี้ถูกถอดพับวางไว้เรียบร้อย เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เนคไทเส้นแพงถูกปลดออกจนหลวมโปก ใบหน้าคมคายมีรอยเขม่าควันดำเปื้อนอยู่ข้างแก้มอย่างน่าเอ็นดู เขามองภาพหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากวันแรก รินรดาในตอนนี้ไม่ได้ดูเป็นแค่ไกด์สาวปากจัดจ้าน แต่เธอกลับดูคล่องแคล่ว อบอุ่น และพึ่งพาได้ในยามคับขันอย่างน่าประหลาด "มองอะไรคะ หน้าฉันมีเขม่าควันติดอยู่เหมือนคุณเหรอ?" รินรดาเอ่ยแซโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหม้อข้าว แต่ริมฝีปากบางกลับอมยิ้มบางๆ "เปล่า..." ธันวาตอบเสียงนุ่ม ผิดวิสัยคนปากแข็งอย่างเขา "แค่กำลังคิดว่า... ผู้หญิงที่กินง่ายอยู่ง่ายและทำอาหารกลางป่าได้แบบคุณ หาได้ยากกว่าหุ้นบลูชิพในตลาดหลักทรัพย์เสียอีก" รินรดาชะงักมือที่กำลังคนปลากระป๋อง เธอกะพริบตาปริบๆ หันขวับมามองชายหนุ่มด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดจาหวานเลี่ยนชวนเลี่ยนไส้แบบนี้ใส่เธอ โดยไม่มีคำพูดกวนประสาทต่อท้าย "นี่คุณ..." รินรดาหรี่ตาลงอย่างจับผิด "ไปกินเห็ดพิษมารึเปล่าคะเนี่ย ทำไมพูดจาแปลกๆ หรือว่าไข้ป่าเริ่มขึ้นสมองแล้ว?" ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นก้องกังวานอบอุ่นท่ามกลางเสียงป่า "ผมพูดความจริงต่างหาก รินรดา... ขอบคุณนะครับ" คำขอบคุณที่เอ่ยออกมาอย่างจริงจังและนุ่มนวล ทำเอารินรดารู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะจนเธอต้องรีบหันกลับไปสนใจหม้อข้าวตรงหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ "ไม่ต้องมาทำปากหวานเลยค่ะ!" เธอแกล้งทำเป็นเสียงดุกลบเกลื่อนความเขินอาย "ตักข้าวใส่กระทงใบตองมาได้แล้ว หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!" พวกเขานั่งทานมื้อเย็นด้วยกันข้างกองไฟ แสงไฟวับแวมสาด 1ส่องใบหน้าของทั้งคู่ เมนูบ้านๆ อย่างข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกปลากระป๋องฝีมือรินรดา กลับรสชาติอร่อยล้ำกว่าอาหารมื้อหรูในภัตตาคารห้าดาวที่ธันวาเคยสัมผัสมาทั้งชีวิต เสียงหัวเราะและการต่อปากต่อคำเล็กๆ น้อยๆ ช่วยละลายน้ำแข็งระหว่างคนทั้งคู่ให้ระเหยหายไปในอากาศยามค่ำคืน ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและอบอุ่นหัวใจอยู่นั้นเอง *แกร็ก!* เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นแผ่วเบามาจากความมืดหลังพุ่มไม้ทึบห่างจากเพิงพักไปไม่ถึงยี่สิบเมตร รินรดารีบวางกระทงใบตองในมือลงทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตัว ขณะที่ธันวารemวาดแขนโอบไหล่เธอเข้ามาใกล้ตัวโดยสัญชาตญาณ เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับแสงไฟฉายสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของแขกยามวิกาลที่ทำให้ทั้งคู่แทบหยุดหายใจ รินรดาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนธันวากลับหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นชัดเจนว่าคนๆ นั้นคือใคร... ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันรอยยิ้มไปด้วยกันในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักธุรกิจผู้หลงทางในป่าคอนกรีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%