“ถอยไป!”
สุรเสียงของฮ่องเต้เฉินหยวนแผดก้องจนบรรยากาศในห้องทรงพระอักษรดูจะสั่นสะเทือน หลินเฟยหลันไม่ได้ถอยหนี นางเพียงแต่ลดสายตาลงต่ำ ซ่อนประกายความเย็นเยียบเอาไว้ภายใต้ขนตางอนงาม ในจังหวะเดียวกันนั้น บานประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักออกพร้อมกับการปรากฏตัวของกุ้ยเฟยที่เยื้องกรายเข้ามาด้วยกิริยาชดช้อยราวกับหงส์ผู้สง่างาม
กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาจางๆ ที่ติดตัวกุ้ยเฟยมานั้นช่างดูขัดกับกลิ่นอายความตายที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของเฟยหลัน
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาถวายเพคะ เห็นว่าช่วงนี้พระองค์ทรงตรากตรำงานหนักเกินไป” กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานทว่าแฝงนัยบางอย่างที่นางตั้งใจจะสื่อถึงเฟยหลัน
ทว่าในวินาทีที่สายตาของกุ้ยเฟยปะทะเข้ากับร่องรอยความไม่พอพระทัยบนใบหน้าของเฉินหยวน และร่างที่คุกเข่าอยู่ของหลินเฟยหลัน รอยยิ้มนั้นก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเหมือนงูที่เห็นเหยื่อในบ่วง “อ้าว... ดูเหมือนหม่อมฉันจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่าเพคะ? หรือว่านางกำนัลผู้นี้ทำอะไรให้ฝ่าบาททรงพิโรธ?”
เฟยหลันนิ่งเงียบ นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง กลิ่นของน้ำแกงในถ้วยกระเบื้องเคลือบนั้นมีความผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย กลิ่นของรากบัวที่หอมหวานเกินจริงนั้นคือจุดอ่อนที่ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างใช้ความคิด
“กุ้ยเฟย... เจ้ามาก็ดีแล้ว” เฉินหยวนเอ่ยเสียงต่ำพลางปัดมือไล่ขันทีให้ออกไป “นางผู้นี้เป็นคนจัดเตรียมน้ำแกงถ้วยก่อนหน้าให้ข้า และดูเหมือนจะมีส่วนผสมที่ไม่ควรจะมีอยู่ข้างใน”
ใบหน้าของกุ้ยเฟยเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างแนบเนียน “หมายความว่าอย่างไรเพคะ? น้ำแกงพิษงั้นหรือ? ช่างบังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำ มีเหตุผลอันใดต้องหมายเอาชีวิตโอรสสวรรค์!”
เฟยหลันเงยหน้าขึ้น สบตากับกุ้ยเฟยด้วยความนิ่งสนิท “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลตัวเล็กๆ จะหาญกล้ากระทำการอุกอาจเช่นนั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น... น้ำแกงถ้วยที่ฝ่าบาททรงตรัสถึงนั้น ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นผู้ลงมือปรุงเองกับมือ หากแต่เป็นนางกำนัลจากตำหนักของพระองค์ต่างหากที่นำวัตถุดิบมาส่งให้เมื่อยามสาย”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เฉินหยวนชะงักไปชั่วครู่ สายตาคมกริบของเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากเฟยหลันไปจับจ้องที่กุ้ยเฟยแทน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เสียงของเฉินหยวนเรียบสนิท แต่มันคือสัญญาณของพายุใหญ่ “นางกำนัลจากตำหนักเจ้า... เป็นคนนำมาให้?”
กุ้ยเฟยหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง แต่นางก็รีบปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสร้อย “ฝ่าบาท... นางคงกุเรื่องใส่ร้ายหม่อมฉันเพคะ คนที่จงเกลียดจงชังหม่อมฉันในวังหลังนี้มีไม่น้อย นางเพียงต้องการหาแพะรับบาปเพื่อเอาตัวรอด!”
เฟยหลันเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น นางรู้ดีว่าหากจะสู้กับหมาป่าในคราบแก้ว นางก็ต้องเป็นพรานที่ใจนิ่งกว่า “หากหม่อมฉันกุเรื่อง ข้าพระองค์ย่อมไม่กล้าท้าพิสูจน์ แต่หากเหนียงเหนียงมั่นใจในความบริสุทธิ์ของนางกำนัลผู้นั้น เหตุใดเราไม่ลองนำน้ำแกงถ้วยนี้ไปให้หมอหลวงตรวจสอบพร้อมกับเศษวัตถุดิบที่เหลืออยู่ในห้องเครื่องเล่าเพคะ? หรือไม่... ก็เชิญนางกำนัลผู้นั้นมาเผชิญหน้ากัน ณ ที่แห่งนี้เดี๋ยวนี้เลย”
การโต้กลับอย่างฉลาดล้ำทำเอาเฉินหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เขาต้องการเห็นความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาอยากรู้ว่าหงส์ตัวน้อยตัวนี้จะเอาตัวรอดจากพายุที่นางเป็นคนสร้างขึ้นได้อย่างไร
“เอาสิ... ไปตามนางมา” เฉินหยวนสั่งสั้นๆ
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป นางกำนัลหน้าตาตื่นตระหนกคนหนึ่งถูกลากตัวเข้ามา นางตัวสั่นเทาเหมือนใบไม้ต้องลมทันทีที่เห็นกุ้ยเฟยและน้ำแกงในถ้วยนั้น
“ข้า... ข้า...” นางกำนัลอึกอัก สายตาเหลือกมองไปที่กุ้ยเฟยด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เฟยหลันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ นางลุกขึ้นยืนด้วยกิริยาที่สง่างามเกินกว่านางกำนัลทั่วไป “เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัว หากเจ้าพูดความจริง ข้าจะกราบทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานอภัยโทษให้เจ้า แต่หากเจ้าเลือกจะรับบาปแทนผู้อื่น... เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าโทษของการวางยาฮ่องเต้นั้นคือการประหารเจ็ดชั่วโคตร”
คำว่า ‘ประหารเจ็ดชั่วโคตร’ เปรียบเสมือนคมดาบที่พุ่งเข้าปักกลางใจนางกำนัลผู้นั้น นางล้มพับลงกับพื้น ร้องไห้คร่ำครวญ “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะ! มีคนจ้างวานข้า... มีคนบังคับข้า!”
นิ้วเรียวของนางกำนัลชี้ไปที่หญิงสาวข้างกุ้ยเฟย—นางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยที่ยืนนิ่งแข็งอยู่ด้านหลัง กุ้ยเฟยหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีขาวกระดาษ
“หยุดเดี๋ยวนี้!” กุ้ยเฟยตวาดลั่น “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ถึงได้กล่าวโทษคนของข้า!”
เฟยหลันก้าวเข้าไปใกล้กุ้ยเฟย กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “เหนียงเหนียงเพคะ... หมากกระดานนี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่านเดินเพียงคนเดียว และดูเหมือนว่า... ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นความลับบางอย่างที่ท่านซ่อนไว้หลังรอยยิ้มมานานแล้วนะเพคะ”
เฉินหยวนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่รังสีคุกคามจนทุกคนในห้องต้องก้มหัวลงต่ำ “กุ้ยเฟย... ดูเหมือนข้าจะต้องพิจารณาเรื่องการดูแลตำหนักของเจ้าใหม่เสียแล้ว”
เขาก้าวผ่านกุ้ยเฟยไปหยุดอยู่ตรงหน้าเฟยหลัน สายตาที่เคยระแวงกลับเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความสนใจที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม
“เจ้า... ช่างน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้มาก” เขาเอ่ยเสียงพร่า
ทว่าในวินาทีที่เฟยหลันกำลังจะเอ่ยคำถวายบังคมลาเพื่อออกจากสถานการณ์บีบคั้นนี้ เสียงขันทีหน้าห้องก็ประกาศก้องด้วยความตื่นตระหนกที่มากกว่าครั้งใด “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเพลิงไหม้ที่ตำหนักคุนหนิง! ฮองเฮาทรง... ทรงติดอยู่ข้างในเพคะ!”
เฉินหยวนชะงัก สายตาที่เคยจ้องมองเฟยหลันเปลี่ยนเป็นความตระหนกสุดขีด เขารีบก้าวออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้เฟยหลันยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าขนลุกกับกุ้ยเฟยที่กำลังแสยะยิ้มออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าคิดว่าเจ้าชนะงั้นรึ หลินเฟยหลัน?” กุ้ยเฟยกระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “หมากกระดานนี้ยังไม่จบ... เพราะไฟที่ไหม้อยู่นั่น คือของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้คนที่จะมาเป็นตัวแทนข้าในอนาคตต่างหาก!”
เฟยหลันหันไปมองกุ้ยเฟย หัวใจนางกระตุกวูบเมื่อเห็นรอยเลือดที่ซึมออกมาจากมุมปากของนางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยที่เพิ่งล้มลงไปสิ้นใจด้วยพิษร้าย—พิษชนิดเดียวกับที่อยู่ในถ้วยน้ำแกงใบนั้น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเส้นทางอันตรายของเฟยหลันไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
หงส์เหนือบัลลังก์เลือด: กลยุทธ์นางในผู้ไม่ยอมสยบ•ตอนที่ 4
กับดักในสวนหลวง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์เลือด: กลยุทธ์นางในผู้ไม่ยอมสยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!