หงส์เหนือบัลลังก์เลือด: กลยุทธ์นางในผู้ไม่ยอมสยบ•ตอนที่ 15

พายุเริ่มก่อตัว

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“ฝ่าบาท... ระวัง!” เสียงกังวานเย็นเยียบของหลินเฟยหลันดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่ามันกลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจสั่งการที่ทำให้สัญชาตญาณของนักรบในตัวเฉินหยวนตื่นตัวถึงขีดสุด เขาไม่ได้หันไปมองต้นเสียง แต่ในจังหวะที่ประกายเหล็กเย็นเฉียบวูบผ่านหน้าผากไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ร่างสูงใหญ่กลับหมุนตัวหลบได้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะตวัดดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักข้างพระวรกายออกมาต้านรับคมมีดจากเงามืดนั้นอย่างแม่นยำ *เคร้ง!* ประกายไฟจากการปะทะอาวุธสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความสลัวของตำหนักที่เงียบงัน หลินเฟยหลันไม่ได้ถอยหนี นางกลับหยิบแจกันหยกข้างกายทุ่มใส่จุดที่นักฆ่าผู้นั้นกำลังจะอาศัยความมืดพุ่งตัวหนี เสียงแจกันแตกกระจายดังก้องไปทั่วราวกับเสียงระฆังเตือนภัยที่ทำลายความเงียบงันของวังหลังให้พินาศลง “เจ้าเป็นใคร!” เฉินหยวนตะคอก เสียงเข้มของเขาสั่นด้วยโทสะและความตระหนก สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังเงาร่างในชุดดำที่บัดนี้ถูกต้อนเข้ามุมอับ เงาดำนั้นไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว มันเพียงแต่หัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยาม ก่อนจะโปรยผงสีเทาลงพื้น กลิ่นฉุนกึกระจายตัวฟุ้งไปทั่วบริเวณ เฉินหยวนรีบกลั้นหายใจและใช้ชายเสื้อบังใบหน้า ทว่าในจังหวะที่ควันจางลง เงาร่างนั้นก็หายวับไปราวกับภูตผี เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเลือดหยดหนึ่งบนพื้นพรมและเศษผ้าสีดำสนิทที่บ่งบอกว่าการลอบสังหารนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลินเฟยหลันค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืด ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางก้มลงมองรอยเลือดนั้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮ่องเต้ที่ยังคงยืนหอบหายใจอยู่ไม่ห่าง “ฝ่าบาททรงเห็นหรือไม่เพคะ” นางเอ่ย เสียงราบเรียบราวกับกำลังสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศ “นักฆ่าผู้นี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ชีวิตของพระองค์ แต่มันต้องการ ‘เวลา’ ของพระองค์ให้เสียไปกับการไล่ล่าเงาที่จับต้องไม่ได้” เฉินหยวนลดดาบลง แววตาที่เต็มไปด้วยโทสะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความฉงน “เจ้ากำลังจะบอกว่า... นี่คือแผนการดึงความสนใจของพวกนาง?” “ในวังหลังแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไร้จุดหมาย การลอบสังหารในตำหนักของพระองค์กลางดึกสงัดเช่นนี้ มิใช่เพื่อปลิดชีพคน แต่เพื่อทำลายความสงบสุขที่เปราะบางที่สุดให้แตกกระจาย” เฟยหลันก้าวเข้ามาใกล้ ลมหายใจของนางแฝงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยตัดกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังคละคลุ้ง “นับแต่วินาทีนี้ไป พายุที่แท้จริงได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมันจะพัดพาเอาความลับที่ฝังลึกใต้ผืนดินของวังหลวงให้ปรากฏแก่สายตาเพคะ” เฉินหยวนคว้าข้อมือนางไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอจะทำให้ผิวเนื้อบอบบางขึ้นรอยแดง “เจ้าดูใจเย็นเกินไป หลินเฟยหลัน หรือว่าเจ้าเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย?” นางเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเขาอย่างท้าทาย มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยที่ยากจะตีความ “หากหม่อมฉันเป็นผู้บงการ ป่านนี้ฝ่าบาทคงมิได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้เพื่อกล่าวหาหม่อมฉันหรอกเพคะ... ทว่าสิ่งที่หม่อมฉันอยากให้ฝ่าบาททรงตระหนัก คือคนที่ทรงไว้วางใจที่สุดในตอนนี้ อาจจะเป็นคนที่กำลังลับมีดรอเสียบที่กลางหลังของพระองค์อยู่ก็ได้” คำพูดนั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงบนความระแวงของฮ่องเต้ เฉินหยวนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขารู้ดีว่านางฉลาด แต่ความฉลาดที่ซ่อนคมอยู่ทุกย่างก้าวนี้นี่เองที่ทำให้เขาทั้งหลงใหลและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนาแน่นของเหล่าองครักษ์นับสิบคนดังใกล้เข้ามาที่หน้าตำหนัก บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นขึ้นทันตาเห็น หลินเฟยหลันรีบดึงมือออกและก้าวถอยหลังไปในระยะที่เหมาะสม ทิ้งจังหวะให้เฉินหยวนกลับมาครองสติในฐานะโอรสแห่งสวรรค์ “ฝ่าบาท... เมื่อประตูตำหนักเปิดออก จงแสดงให้พวกนางเห็นว่าเสือที่บาดเจ็บ มักจะดุร้ายกว่าเสือที่ซ่อนเล็บเสมอเพคะ” นางกระซิบสั่งเสมือนผู้คุมเกม ทันใดนั้น บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกอย่างแรง กุ้ยเฟยในชุดอาภรณ์สีแดงเพลิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกที่แสร้งทำขึ้นอย่างแนบเนียน นางหยุดชะงักเมื่อเห็นสภาพความวุ่นวายภายในตำหนัก และเมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับรอยเลือดบนพื้นและชายเสื้อสีดำในมือของฮ่องเต้ แววตาของกุ้ยเฟยก็ฉายประกายบางอย่างที่ทำให้เฟยหลันถึงกับแค่นยิ้มในใจ “ฝ่าบาท! หม่อมฉันได้ยินเสียง... เกิดอะไรขึ้นเพคะ!” กุ้ยเฟยรีบปรี่เข้าไปหาเฉินหยวน ทว่าในจังหวะที่นางก้าวผ่านเฟยหลันไป กุ้ยเฟยกลับหยุดกะทันหันก่อนจะหันมามองนางด้วยแววตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เจ้า... เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ในเวลาเช่นนี้ หลินเฟยหลัน?” เฟยหลันยังไม่ทันได้ตอบโต้ กุ้ยเฟยก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางชี้มือไปที่หยดเลือดบนพื้นแล้วตวาดเหล่าองครักษ์ “จับตัวนางไป! นางเป็นคนเดียวที่ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ทั้งยังยืนอยู่ใกล้พระวรกายของฝ่าบาทมากที่สุด นี่ต้องเป็นแผนของนางที่ต้องการกักขังฝ่าบาทไว้ในตำหนักเพื่ออำนวยความสะดวกให้พรรคพวก!” เฉินหยวนขมวดคิ้วแน่น เขากำลังจะอ้าปากคัดค้าน ทว่าหลินเฟยหลันกลับก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างสง่างาม นางไม่เปิดโอกาสให้กุ้ยเฟยได้ฉวยโอกาสใส่ความได้ง่ายๆ “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงช่างมีสายตาที่เฉียบคมนัก ทว่าหม่อมฉันเกรงว่าพระองค์จะมองข้ามสิ่งสำคัญไป...” เฟยหลันก้มลงหยิบเศษผ้าสีดำขึ้นมาโชว์ต่อหน้าทุกคน เศษผ้านั้นไม่ได้มีเพียงสีดำ แต่ที่มุมหนึ่งของผ้ามีตราประทับรูป ‘ดอกโบตั๋นล้อมจันทร์’ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตัวของหน่วยองครักษ์ลับที่ขึ้นตรงต่อตำหนักกุ้ยเฟย! ใบหน้าของกุ้ยเฟยซีดเผือดลงในทันที นางถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ ขณะที่เฉินหยวนหันขวับไปมองกุ้ยเฟยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามและเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง “เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร... กุ้ยเฟย?” เฉินหยวนถามเสียงเหี้ยม ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะขาดผึง หลินเฟยหลันกลับได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ดังมาจากหลังม่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย เป็นเสียงของชายลึกลับที่เพิ่งลอบสังหารเมื่อครู่ แต่น้ำเสียงนั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ‘เจ้าพลาดแล้ว หลินเฟยหลัน... เพราะข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงคนเดียว’ สิ้นเสียงนั้น เปลวไฟปริศนาก็ลุกพรึบขึ้นที่มุมหนึ่งของตำหนัก พร้อมกับร่างขององครักษ์นับสิบที่ล้มฟุบลงไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ท่ามกลางความชุลมุนที่กำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในวังหลัง หลินเฟยหลันรู้สึกถึงคมดาบเย็นเยียบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของนางจากเงามืดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นางหลับตาลงนิ่ง รับรู้ได้ทันทีว่าเกมนี้เดิมพันด้วยชีวิตของนางเองจริงๆ ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับก้าวเดินที่แสนอันตรายของเฟยหลันในครั้งนี้ด้วยนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์เลือด: กลยุทธ์นางในผู้ไม่ยอมสยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%