"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ริน"
ประโยคสั้นๆ ที่ดังขึ้นในความเงียบงันของห้องพักยามวิกาล ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผม แม้ว่าเจ้าของเสียงปริศนาจะหายลับไปจากครรลองสายตาหลังม่านหมอกแห่งราตรีแล้วก็ตาม สมุดบันทึกสีครามในมือหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด ราวกับน้ำหนักของมันไม่ได้มาจากกระดาษและหมึก หากแต่เป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกบันทึกไว้ในอดีตที่ผมสูญเสียไป
รินก้มมองกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกเสียบไว้หน้าปกสมุด ลายมือหวัดๆ นั้นไม่ใช่ของผมอย่างแน่นอน แต่มันคือคำท้าทายที่ส่งตรงถึงตรรกะและสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ถูกปลุกเร้าด้วยระบบนิติวิทยาศาสตร์ในหัวของผม
"คิดจะเล่นเกมจิตวิทยากับฉันงั้นเหรอ..." ผมพึมพำเบาๆ กับตัวเอง สายตากวาดมองตัวอักษรบนกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อวิเคราะห์รูปแบบของหมึกและแรงกดของปลายปากกา
"อย่ามัวแต่ยืนคุยกับความว่างเปล่าเลยริน กาแฟแก้วนี้จะเย็นชืดหมดเสียก่อน... และเชื่อฉันเถอะว่านายไม่อยากดื่มกาแฟรสชาติแย่ๆ ในคืนที่กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่หรอกนะ"
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเฉียบคมดังขึ้นจากมุมมืดของห้องครัว ศศิ อาจารย์สาวลึกลับก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว เธอยังคงสวมเสื้อกาวน์สีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก นิ้วเรียวยาวกำลังหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างใจเย็น แววตาของเธอภายใต้กรอบแว่นทรง Cat-eye บ่งบอกว่าเธอล่วงรู้บางสิ่งที่ผมยังไม่ทันสังเกตเห็น
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเธอก่อนจะวางสมุดบันทึกสีครามลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง "อาจารย์รู้อะไรมาอีก..."
"ฉันรู้แค่ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ใจดีกับเด็กความจำเสื่อมอย่างนายเลยสักนิด" ศศิยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "โดยเฉพาะในวันที่คดีฆาตกรรมครั้งที่สองกำลังจะอุบัติขึ้นในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด... และไม่ใช่ในตรอกมืดๆ เปลี่ยวๆ แบบคดีแรกด้วย"
สิ้นคำพูดของศศิ เสียงแจ้งเตือนจากระบบนิติวิทยาศาสตร์ในสมองของผมก็ดังขึ้นทันทีด้วยโทนเสียงที่เฉียบแหลมกว่าทุกครั้ง
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังงานชีวภาพในรัศมี 3 กิโลเมตร]*
*[ภารกิจใหม่ระดับ A: คลี่คลายคดีฆาตกรรม 'กลางแสงไฟ' ก่อนที่หลักฐานจะถูกทำลายโดยเจตนา]*
*[คำเตือน: เป้าหมายอยู่ในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น ระดับความยากในการเก็บกู้หลักฐาน: สูงมาก]*
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองเริ่มประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรกลความเร็วสูง สถานที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น... ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง? สถานีรถไฟใต้ดิน? หรือว่า...
"สารวัตรกวินโทรมาเมื่อสามนาทีที่แล้วตอนที่นายกำลังเหม่อลอยอยู่" ศศิโยนสมาร์ทโฟนเครื่องหรูลงบนโต๊ะตรงหน้าผม หน้าจอแสดงภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่ส่งตรงมาจากสถานีตำรวจ
ภาพที่ปรากฏทำเอาผมต้องขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม
นั่นคือห้องสมุดประชาชนสาธารณะใจกลางเมือง สถานที่ที่เต็มไปด้วยนักเรียน นักศึกษา และผู้คนหลากหลายวัยที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในยามค่ำคืน แต่ตรงกลางโถงนิทรรศการชั้นสอง มีร่างของชายคนหนึ่งฟุบลงกับโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ สภาพศพดูเผินๆ เหมือนคนกำลังนอนหลับฟุบโต๊ะธรรมดา ทว่าสิ่งที่ทำให้สารวัตรกวินต้องหัวเสียจนต้องโทรหาเราก็คือ... ของเหลวสีแดงเข้มที่ค่อยๆ ซึมเปื้อนกระดาษหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง จนกลายเป็นสีดำสนิทใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์
สิบห้านาทีต่อมา รถกระบะของสารวัตรกวินก็พาเรามาจอดสนิทหน้าอาคารห้องสมุดประชาชน แสงไฟสีแดงและน้ำเงินจากรถตำรวจกะพริบสะท้อนกับกระจกใสบานใหญ่ของตัวอาคาร ฝูงชนและนักข่าวบางส่วนเริ่มมารวมตัวกันที่แนวรั้วกั้นเพื่ออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสถานที่ราชการอันเงียบสงบแห่งนี้
"ยินดีต้อนรับสู่สถานเกิดเหตุที่ปวดหัวที่สุดในรอบปีของฉัน" สารวัตรกวินยืนกอดอกพิงตัวรถ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจนริ้วรอยบนหน้าผากเห็นได้ชัดเจน ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้คนที่ถูกกันตัวให้อยู่ในความควบคุมของตำรวจ "ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ แม้ว่าจะมีคนนั่งอ่านหนังสืออยู่ห่างจากโต๊ะของเหยื่อไม่ถึงสามเมตรก็ตาม!"
ผมก้าวลงจากรถ สูดกลิ่นอายยามค่ำคืนที่ผสมผสานกับกลิ่นอัปของกระดาษเก่าและกลิ่นอายความตายจางๆ เข้าไปในปอด
"เพราะมันไม่ใช่การฆาตกรรมแบบพุ่งเป้าด้วยกำลังกายยังไงล่ะครับสารวัตร" ผมเอ่ยขึ้นเรียบๆ พรางหยิบถุงมือยางสวมเข้ากับมือทั้งสองข้าง
สารวัตรกวินหันมามองผมด้วยหางตา "นายหมายความว่ายังไง เจ้าหนูริน?"
"เราต้องเข้าไปดูข้างในครับ... สถานที่สาธารณะไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป แต่มันคือสถานที่ที่ผู้ร้ายสามารถซ่อนตัวตนได้แนบเนียนที่สุดต่างหาก"
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องสมุด ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าโอบล้อม บรรยากาศแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง ชั้นหนังสือสูงตระหง่านราวกับซากปรักหักพังของโบราณสถาน ทอดเงาทอดยาวทาบทับลงบนพื้นพรมสีเทาเข้ม ร่างไร้ชีวิตของเหยื่อชายนอนฟุบอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ บริเวณรอบตัวเต็มไปด้วยหนังสือศิลปะและประวัติศาสตร์ที่ถูกเปิดค้างไว้
ศศิเดินเลี่ยงไปอีกด้าน เธอกำลังใช้เครื่องสแกนคลื่นความถี่ต่ำตรวจสอบพื้นที่รอบๆ เพื่อหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อาจถูกซ่อนไว้ ส่วนสารวัตรกวินยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังเพื่อกันไม่ให้เจ้าหน้าที่นายอื่นเข้าใกล้จุดเกิดเหตุจนทำลายหลักฐาน
ผมก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเหยื่อ ชายหนุ่มอายุราวสามสิบปี สวมเสื้อเชيرสีฟ้าอ่อน ใบหน้าซบลงกับกองหนังสือ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ เล็บมือสะอาดสะอ้าน ดวงตาปิดสนิทราวกับกำลังหลับสนิท
*[แจ้งเตือนระบบ: เริ่มต้นการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้น]*
*[ทักษะ 'สายตาเหยี่ยว (Level 3)' ทำงาน]*
ผมก้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างสายตาผมกับศพเหลือเพียงไม่กี่คืบ ทักษะที่ระบบมอบให้ทำให้ประสาทสัมผัสของผมคมกริบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นผิวของโต๊ะไม้ รอยขีดข่วนเล็กๆ เส้นใยผ้า และที่สำคัญที่สุด... กลิ่น
"สารวัตรครับ เหยื่อไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกายด้วยของแข็งหรืออาวุธมีคม" ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องสมุด
สารวัตรกวินเลิกคิ้วสูง "แน่ใจแค่ไหน? หมอชันสูตรยังไม่มาถึงนะ"
"รอยฟกช้ำไม่มี รอยแผลเปิดไม่มี แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีเยี่ยม" ผมใช้ปลายแหนบโลหะคีบกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เปื้อนคราบเลือดขึ้นมาเบาๆ เพื่อไม่ให้สัมผัสโดยตรง "แต่สาเหตุการตายอยู่ที่นี่... บริเวณต้นคอด้านหลัง มีรอยจุดเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มหมุด"
ศศิเดินเข้ามาใกล้ เธอก้มลงมองผ่านเลนส์แว่นขยายที่ผมยื่นให้ "อืม... รอยเข็มฉีดยาขนาดเล็กมาก แทรกซึมผ่านเส้นเลือดฝอยบริเวณก้านสมองโดยตรง ชนิดที่เหยื่อจะหมดสติและเสียชีวิตทันทีภายในไม่ถึงสามสิบวินาทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ"
"ถูกต้องครับ" ผมพยักหน้ารับ "ฆาตกรเลือกใช้สารพิษออกฤทธิ์เร็วที่สลายตัวได้ง่ายในอุณหภูมิห้อง และที่สำคัญที่สุดคือ..."
ผมหันไปมองรอบๆ โถงห้องสมุดที่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ถึงสี่มุม แต่ละมุมหันส่องครอบคลุมพื้นที่เกือบทุกตารางเมตร ยกเว้นจุดอับสายตาจุดเดียว... จุดที่ผู้ตายกำลังนั่งอยู่พอดี
"ฆาตกรไม่ได้เป็นแค่มืออาชีพ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงต่ำจนเกือบเป็นกระซิบ "แต่มันรู้มุมกล้อง รู้พฤติกรรมของผู้ตาย และที่น่ากลัวที่สุดคือ... มันนั่งปะปนอยู่กับผู้คนนับร้อยในห้องสมุดแห่งนี้ในฐานะ 'ผู้ใช้บริการ' คนหนึ่ง"
บรรยากาศภายในห้องสมุดพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันตาเห็น แม้จะเป็นห้องปรับอากาศ แต่เหงื่อกาฬกลับซึมตามไรผมของสารวัตรกวิน
"ถ้าอย่างนั้น..." สารวัตรกวินหันขวับไปมองประตูทางออกหลักที่ถูกปิดตายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ "คนร้ายก็ยังหนีไปไหนไม่ได้ไกลน่ะสิ?"
"ใช่ครับ" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตากวาดมองไปยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่ตามโต๊ะอ่านหนังสืออื่นๆ ที่ยังคงมีสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดผวาหลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย "พวกเขาทั้งหมด... ยังคงอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ"
ผมก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินระหว่างชั้นหนังสือ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและระแวดระวัง ระบบในหัวส่งเสียงเตือนถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะบอกว่าเรากำลังเข้าใกล้ตัวอันตรายเข้าทุกที
จนกระทั่งผมหยุดเดินที่โต๊ะอ่านหนังสือตัวมุมสุด โต๊ะที่ควรจะว่างเปล่าตามรายงานการเช่าพื้นที่ แต่กลับมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางทิ้งไว้...
มันคือสมุดบันทึกปกสีคราม... หน้าตาและลวดลายแบบเดียวกับที่ผมถืออยู่ไม่มีผิดเพี้ยน!
ผมชะงักฝีเท้า หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือบรรจงทิ้งไว้บนหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้
*“ยินดีด้วยนะริน... นายหาฉันเจอแล้ว แต่ระวังให้ดี ของขวัญชิ้นต่อไป อาจจะรออยู่ข้างหลังนาย...”*
ยังไม่ทันที่ผมจะหันกลับไปตามคำเตือน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาประชิดตัว พร้อมกับความเย็นเฉียบของปลายโลหะที่จ่อเข้าที่ต้นคอด้านหลังของผมอย่างรวดเร็ว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันเสมอนะครับ
- นักสืบแว่นขยาย
นิติวิทยาศาสตร์กับสมุดบันทึกสีคราม•ตอนที่ 5
ร่องรอยในที่สาธารณะ
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติวิทยาศาสตร์กับสมุดบันทึกสีคราม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!