หยดเลือดสีชาดหนึ่งหยดร่วงเผาะลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ น้ำหมึกสีดำสนิทที่เพิ่งเขียนเสร็จยังไม่ทันแห้งสนิทดี พลานซึมซาบแผ่ขยายเป็นวงรีคล้ายรอยมลทินบนผืนหิมะ
ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะปรายตามองบาดแผลที่ฝ่ามือซ้าย ซึ่งเกิดจากการกำก้านกระบี่แน่นเกินไปจนคมจิตปราณบาดลึก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬยังคงจดจ้องมองข้อความสั้นๆ บนแผ่นกระดาษนั้นอย่างไม่กะพริบ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตานตันหมุนวนรุนแรงดั่งพายุคลั่ง สะท้อนความระอุคุกรุ่นในจิตใจที่ยากจะสงบลงได้
*“เจ็ดวันมรณะ หากไร้เงาฉินเยี่ยที่ยอดเขาเมฆาอัสดง ชีวิตของศิษย์น้องเจ้า... จักเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่ร่วงหล่นดั่งกลีบเหมันต์”*
ลายมือนี้ประณีตเยือกเย็น ทว่าซ่อนจิตสังหารแฝงเร้นไว้ถึงเจ็ดชั้นฟ้า มันมิใช่จดหมายท้าประลองทั่วไป แต่คือประกาศิตแห่งความตายที่ถูกส่งตรงมาจาก "สำนักเมฆา" ขุมกำลังอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบูรพา
"ช่างบังAชาญนัก..." เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากลำคอของฉินเยี่ย แววตาของเขาฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอันลุ่มลึกดั่งห้วงสมุทร
ร่างระหงในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังเขาอย่างเงียบเชือง เซียนจื่อเวยไม่จำเป็นต้องส่งเสียงทักทาย ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของนางก็เพียงพอที่จะทำให้สรรพสิ่งรอบกายลดอุณหภูมิลดลงหลายส่วน นางกวาดสายตาเรียบเฉยไปยังจดหมายบนโต๊ะหินอ่อน ก่อนที่เรียวคิ้วงามดั่งคันศรจะขมวดเข้าหากันน้อยมาก
"นี่คือแผนล่อเสือออกจากถ้ำ" สุ้มเสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายจิตสังหารที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี "พวกมันรู้ว่าเจ้ากำลังจะทะลวงผ่านขอบเขตเซียนกระบี่ขั้นที่ห้า จึงจงใจใช้ศิษย์สำนักเมฆาผู้นั้นมาเป็นหมากตัวหนึ่งเพื่อทำลายสมาธิของเจ้า"
"ข้ารู้..." ฉินเยี่ยตอบรับสั้นๆ มือหนายกขึ้นพับจดหมายเก็บเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม "แต่ต่อให้รู้ว่าเป็นหลุมพรางที่ขุดรอไว้ ทว่าคนผู้นั้น... มีบุญคุณปกป้องชีวิตข้าไว้เมื่อสามปีก่อน ข้าไม่อาจทำเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้เขาต้องสังเวยคมกระบี่ของพวกมันได้"
เซียนจื่อเวยนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นางทราบดีว่าบุรุษผู้นี้มีความทะนงตนในวิถีกระบี่เพียงใด และยิ่งใหญ่แค่ไหนในเรื่องของ "คุณธรรมน้ำมิตร" ฉินเยี่ยอาจดูเยชา เย็นชาต่อโลกภายนอก แต่วิญญาณกระบี่ของเขากลับมีความซื่อตรงต่อคำสัญญาประดุจเหล็กกล้า
นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครึ่งก้าว กลิ่นอายความเย็นเยือกจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้าจมูก ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมไปแตะที่ข้อศอกของเขาแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่กลับอัดแน่นไปด้วยความห่วงใยที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดในรอบร้อยปี
"ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะไปกับเจ้า" สุ้มเสียงของนางหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และไม่อาจปฏิเสธได้
ฉินเยี่ยหันกลับมาสบตากับดั่งแก้วผลึกสีนิลของนาง เขามองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาคู่นั้น เงาของจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวที่บัดนี้ไม่ได้เดินบนเส้นทางอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไปแล้ว
"สำนักเมฆาไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามอำเภอใจ อาวุโสแปดสำนักพร้อมค่ายกลกระบี่ผสานสวรรค์รอต้อนรับพวกเราอยู่..." ฉินเยี่ยเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
"แล้วอย่างไรเล่า?" เซียนจื่อเวยมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง งดงามจนราวกับสามารถละลายน้ำแข็งพันปีบนยอดเขาได้ชั่วพริบตา "ต่อให้พวกมันยกค่ายกลสวรรค์มาทั้งสำนัก หากพวกมันกล้าแตะต้องคนที่เจ้า... คนที่ข้าต้องการปกป้อง ข้าจักใช้กระบี่เหมันต์นิรันดร์แช่แข็งวิญญาณพวกมันให้สิ้นซาก"
วาจานั้นเปี่ยมด้วยพลังปราณเซียนอันยิ่งใหญ่ สะท้อนความเย่อหยิ่งของผู้คุมหอคอยเหมันต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉินเยี่ยแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ความอึดอัดขัดข้องก่อนหน้าพลันมลายหายสิ้น เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่าชายหนุ่มซึมซาบผ่านผิวเนื้อของนาง ทั้งสองประสานสายตากันอย่างมีความหมาย ดั่งกระบี่คู่ฟ้าดินที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศรอบกายกำลังผสานเข้าสู่ความเงียบอันลุ่มลึกและอบอุ่นนั้นเอง...
*ตูมมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่างหุบเขา แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแท่นหินบำเพ็ญเพียรแตกร้าวเป็นทางยาว ค่ายกลป้องกันรอบตำหนักเหมันต์สั่นกระพิกแสงสีทองวาบขึ้นมากะทันหัน ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงโปรยปรายดั่งหิมะ
ฉินเยี่ยและเซียนจื่อเวยเปลี่ยนสีหน้าทันที ทั้งสองพุ่งร่างทะยานออกนอกหน้าต่างศาลาโบราณด้วยความเร็วสูงสุดดั่งสายฟ้าแลบ
ณ ลานหิมะเบื้องล่าง หมอกหนาทึบที่ปกคลุมหุบเขามานับร้อยปีบัดนี้ถูกแหวกออกด้วยพลังปราณอันมหาศาล ร่างนับสิบค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ทว่าที่น่าตกใจที่สุดมิใช่จำนวนของศัตรู หากแต่เป็นผู้นำขบวนที่ยืนตระหง่านอยู่แถวหน้าสุด
สตรีในชุดคลุมสีทองปักลายหงส์เพลิง ดวงตาดอกท้อคมกريบจับจ้องมาที่ฉินเยี่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน นางคือ "มู่หรงเสวี่ย" เจ้าสำนักน้อยแห่งสำนักเมฆาผู้เลื่องชื่อ และเป็นสตรีที่ควรจะอยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้ทางตะวันออก!
"ฉินเยี่ย... ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่กับนางมารเหมันต์ผู้นี้" มู่หรงเสวี่ยหัวเราะเสียงใส ทว่าแฝงด้วยจิตสังหารอันแหลมคม นางสะบัดแขนเสื้อ ขว้างวัตถุสิ่งหนึ่งตกลงแทบเท้าของฉินเยี่ย
มันคือศีรษะที่โชกไปด้วยเลือดของศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวของเขาในสำนักเมฆา!
"ดูเหมือนเจ้าจะไม่ต้องรอถึงเจ็ดวันหรอกนะ..." มู่หรงเสวี่ยแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม "เพราะวันนี้... สำนักเมฆาได้ยกโขยงมาส่งศพให้เจ้าถึงที่แล้ว!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฝันมรสุมอักษรมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 17
จดหมายจากสำนักเมฆา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!