กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 2

วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
เสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกสีเทาทึบที่ปกคลุมยอดเขาหมื่นเหมันต์ ลมปราณกดดันระดับบรรพกาลแผ่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังกดทับลงบนบ่าของผู้อยู่เบื้องล่าง แต่ฉินเยี่ยหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ เขายังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ดั่งต้นสนทมิฬท่ามกลางพายุหิมะ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นกวาดมองผู้มาเยือนด้วยความเยือกเย็นถึงขีดสุด “หวางเทียนกวง... เจ้าคิดว่าการนำค่ายกลสะบั้นวิญญาณเก้าสวรรค์มาขวางทางข้า จะทำให้ข้าต้องหันหลังกลับงั้นรึ?” น้ำเสียงของฉินเยี่ยราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าทุกคำที่เปล่งออกมากลับแฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบกายหนתทึบลงไปถนัดตา ปราณกระบี่ในกายของเขาหมุนวนอย่างดุร้าย ร้องคำรามอยู่ในตันtianราวกับพยัคฆ์ร้ายที่รอเวลาหลุดจากกรงขัง ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องบนคือ หวางเทียนกวง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่มารโลหิต นัยน์ตาของมันเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ ในมือถือกระบี่กระดูกมารที่ปล่อยไอทมิฬชวนคลื่นไส้ รอบตัวมันยังมีเหล่าสาวกนับร้อยคอยคุมเชิงอยู่บนหน้าผาสูงชัน พร้อมที่จะปลิดชีพเป้าหมายได้ทุกเมื่อ “ฉินเยี่ย! อย่าได้ปากดีนักเลย วิชาดาบตระกูลฉินของเจ้าสูญสลายไปตั้งแต่วันที่เจ้าสำนักคนเก่าดับสูญแล้ว วันนี้ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขจนตรอกที่จะต้องสังเวยใต้กระบี่ของข้า!” หวางเทียนกวงคำรามลั่น ประกายแสงสีเลือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆหมอกรอบกายเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น อักขระโบราณนับพันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นค่ายกลมหابโลหิตที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลکสลาย ในวินาทีนั้นเอง ณ ตำแหน่งลึกเข้าไปในหอคอยเหมันต์ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู เซียนจื่อเวย กำลังยืนมองเหตุการณ์เบื้องล่างผ่านหน้าต่างน้ำแข็ง นางพยายามโคจรพลังปราณเพื่อกดขี่พิษเย็นที่กำลังกัดกินชีพจรของตน ทว่าหัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นฉินเยี่ยต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งนับร้อยลำพัง *“ฉินเยี่ย... เจ้าคนโง่ เหตุใดจึงต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อข้า...”* นางพึมพำกับตนเอง หยาดน้ำตาคลอหน่วยดวงตาคู่งามที่ปกติแล้วเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ความรู้สึกผิดและห่วงใยตีวนอยู่ในอก นางรู้ดีว่าค่ายกลของหวางเทียนกวงนั้นน่ากลัวเพียงใด มันคือค่ายกลที่ใช้กลืนกินพลังปราณและจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์จนหมดสิ้น ภายนอกหอคอย ฉินเยี่ยสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณด้านหลัง ทว่าเขากลับไม่ได้หันกลับไปมอง สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หวางเทียนกวง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา “เจ้าบอกว่าวิชาดาบของข้าสูญสลายงั้นรึ?” ฉินเยี่ยกล่าวทวนคำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม มือขวาค่อยๆ ยกขึ้นกุมด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว กระบี่เล่มนี้ดูสามัญธรรมดา ไม่มีอภินิหารใดๆ เปล่งประกาย ไม่มีอักขระเวทสลักเสลา ทว่าเมื่อนิ้วเรียวยาวสัมผัสโดนด้ามกระบี่ อากาศโดยรอบพลันนิ่งงันราวกับเวลาหยุดเดิน “น่าขันสิ้นดี... เจ้าคิดจะใช้เศษเหล็กขึ้นสนิมเล่มนั้นมาต้านทานค่ายกลสะบั้นวิญญาณของข้าหรือ?” หวางเทียนกวงระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง มันโบกมือขึ้นฟ้า อักขระสีเลือดนับหมื่นพุ่งเข้าใส่ฉินเยี่ยราวกับห่าฝนโลหิต แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของฉินเยี่ยแตกละเอียดเป็นผุยผง ทว่า ฉินเยี่ยหาได้ขยับเขยื้อนไม่ เขากลับหลับตาลงช้าๆ ดื่มด่ำกับความเงียบงันและความหนาวเหน็บรอบกาย ในห้วงนึกคิดของเขา ภาพความทรงจำในวันที่อาจารย์ถ่ายทอดวิชาครั้งสุดท้ายไหลย้อนกลับมา *“กระบี่ไร้ลักษณ์หาใช่การมีรูปแบบ ทว่ามันคือการไร้ซึ่งรูปแบบ... เมื่อไร้รูปแบบ ก็ไร้พ่าย”* พรึบ! ในเสี้ยววินาทีที่ห่าฝนโลหิตพุ่งเข้ามาถึงตัว ฉินเยี่ยลืมตาขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างพลันประกายแสงสีเงินยวดยิ่งยวด สะท้อนภาพเงาของกระบี่นับหมื่นที่พุ่งเข้ามา เขาชักกระบี่ออกจากฝักอย่างช้าๆ ไม่มีเสียงคำรามกึกก้อง ไม่มีแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา มีเพียงประกายแสงสีเทาหม่นสายหนึ่งที่พาดผ่านความว่างเปล่าอย่างแผ่วเบา ราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ไผ่ในยามค่ำคืน ทว่า... ในพริบตานั้นเอง เวลาของสรรพสิ่งคล้ายถูกแช่แข็ง กระบี่ไร้ลักษณ์! วิชาที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็น วิชาที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว ประกายแสงสีเทานั้นไม่ได้เข้าปะทะกับห่าฝนโลหิตโดยตรง หากแต่มัน “กลืนกิน” และ “ลบเลือน” ทุกสิ่งให้หายไปจากความจริง อักขระโบราณนับหมื่นสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา ราวกับพวกมันไม่เคยมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก “อ... อะไรกัน! เป็นไปไม่ได้!” หวางเทียนกวงเบิกตากว้างจนแทบถลน ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมวิญญาณ เมื่อมันพบว่าพลังปราณทั้งหมดที่สะสมมานานนับร้อยปี กำลังถูกพลังกระบี่ลึกลับนั้นกัดกินจนเหือดแห้ง ฉินเยี่ยก้าวเท้าไปข้างหนึ่ง ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับภาพมายา พริบตาเดียวก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของหวางเทียนกวงโดยที่ไม่มีใครมองทัน ปลายกระบี่สนิมเขรอะจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักมารโลหิต โดยมีระยะห่างเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวคั่นกลาง ความตายแผ่ซ่านปกคลุมร่างของหวางเทียนกวง เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ร่างกายสั่นเทาน้อยๆ ด้วยความหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ “ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น” ฉินเยี่ยเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งบนยอดเขา ทว่า... ในวินาทีที่ฉินเยี่ยกำลังจะกดปลายกระบี่ปลิดชีพศัตรู ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคำรามลั่นด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหว เมฆหมอกสีเทาทลายลง กลายเป็นห้วงมิติสีดำสนิทที่ฉีกขาดออกเป็นทางยาว แรงกดดันระดับสวรรค์สะเทือนพุ่งทะยานลงมาพร้อมกับเงาร่างลึกลับสามร่างที่สวมชุดคลุมสีทองอร่าม ปรากฏกายขึ้นกลางห้วงมิติที่บิดเบี้ยว หนึ่งในเงาร่างนั้นหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังลั่น ก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขาหมื่นเหมันต์ “ฉินเยี่ย... เจ้าคิดว่าเจ้ากำจัดมารพวกนี้ได้แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของ ‘แดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ งั้นรึ? วันนี้ ทัณฑ์สวรรค์จะลงทัณฑ์คนตระกูลฉินให้สิ้นซาก!” ฉินเยี่ยชะงักฝ่ามือ นัยน์ตาหรี่แคบลงอย่างอันตราย เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่พรากทุกสิ่งไปจากชีวิตของเขาเมื่ออดีต... ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%