กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 3

นางเซียนผู้เปี่ยมรัศมี

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"กลิ่นอายนี้... เจ้าสารเลวผู้นั้น เหตุใดจึงมาปรากฏบนยอดเขาเทียนซานได้!" ฉินเยี่ยคำรามลอดไรฟัน แววตาของจอมยุทธ์หนุ่มทอประกายอำมหิตจนอากาศรอบกายพล Hแปรเปลี่ยนเป็นสีเทหะอัปมงคล ฝ่ามือที่หมายจะปลิดชีพศัตรูเบื้องหน้าพล ชะงักค้างกลางอากาศ พลังปราณกระบี่ที่สะสมไว้ระเบิดออกรอบตัวจนหิมะบนพื้นพุพองกลายเป็นหลุมลึกนับร้อยเมตร ความแค้นฝังหุ่นเมื่อสิบปีก่อน—วันที่สำนักกระบี่เมฆาถูกเผาทำลายและอาจารย์ต้องดับสิ้น ลอยวนเวียนกลับมาในห้วงนึกคิดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่า ก่อนที่เขาจะได้สะบัดกายพุ่งทะยานตามร่องรอยของปราณอันคุ้นเคยนั้น ท้องนภายามวิกาลเหนือยอดเขาเทียนซานก็พล พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มจัดราวกับน้ำหมึก *เปรี้ยง!* สายฟ้าสีครามสายหนึ่งฟาดผ่าลงมาจากห้วงเมฆหมอกหนาทึบอย่างไร้สุ้มเสียง แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยกดดันแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์ที่ทำให้หัวใจของยอดฝีมือทั่วหล้าต้องสั่นสะท้าน มวลหมู่เมฆาสีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ แหวกตัวออกจากกันช้า ๆ ราวกับม่านโรงละครขนาดมหึมาที่กำลังเปิดฉากการแสดงอันยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี ท่ามกลางความเวิ้งว้างของท้องฟ้าและมวลเมฆที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นปราณ ร่างหนึ่งก็ก้าวเดินออกมา นางมิได้เร่งรีบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับเหยียบย่ำลงบนความว่างเปล่าราวกับมีบันไดทิพย์รองรับอยู่ใต้ฝ่าเท้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แผ่ซ่าน รัศมีสีเงินยวดยิ่งยวดแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง รัศมีแห่งเซียนอันสูงส่งกดทับลงมาจนเหล่าสัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต่างต้องหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว นางคือเซียนจื่อเวย ผู้คุมหอคอยเหมันต์... ผู้ที่ผู้คนในยุทธภพต่างเล่าลือกันว่าเป็นเทพเซียนผู้ไร้หัวใจและตัดขาดจากโลกีย์วิสัย ฉินเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาแหงนมองสตรีผู้ก้าวลงมาจากฟากฟ้า นัยน์ตาคมกริบราวกับใบกระบี่จับจ้องร่างระหงนั้นไม่วางตา แม้จิตใจของเขาจะถูกรบกวนด้วยเงาอดีตอันดำมืด แต่สัญชาตญาณของนักดาบผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนก็ยังคงเตือนให้เขาระแวดระวังพลังอันไร้ก้นบึ้งของนาง "บังอาจนัก! ดินแดนแห่งนี้คือเขตหวงห้ามของหอคอยเหมันต์ ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ามาส่งเสียงเอะอะโกลาหลเบื้องหน้าท่านเซียน!" เสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากผู้วอาวุโสชุดเทาผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้คุ้มกันกฎของหอคอยเหมันต์ ผู้อาวุโสท่านนั้นสะบัดแขนเสื้อทีเดียว ปราณกระบี่นับพันสายพุ่งเข้าหาฉินเยี่ยราวกับห่าฝน ทว่าเป้าหมายของมันหาใช่การสังหาร แต่เป็นการกดดันให้จอมยุทธ์หนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้าผู้มาใหม่ ฉินเยี่ยแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ "หอคอยเหมันต์? ต่อให้เป็นเซียนจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากขวางทางสะสางความแค้นของข้า วันนี้กระบี่ในมือข้าก็พร้อมจะสับมันออกเป็นพันชิ้น!" *ฟรึบ!* แม้กระบี่ไร้ลักษณ์จะยังไม่ถูกชักออกจากฝัก แต่เพียงแค่จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวของฉินเยี่ย ก็เพียงพอที่จะแปรสภาพเกล็ดหิมะรอบกายให้กลายเป็นคมมีดนับหมื่นเล่ม ปราณกระบี่พุ่งสวนขึ้นไปปะทะกับห่าฝนปราณของผู้วอาวุโสชุดเทาอย่างดุเดือด เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา หิมะปลิวว่อนจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของกันและกัน ท่ามกลางพายุหิมะและแรงกดดันอันมหาศาล ร่างระหงของจื่อเวยหยุดนิ่งกลางอากาศ นางก้มลงมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยสายตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาสีรัตติกาลของนางกวาดผ่านฉินเยี่ยเพียงแวบเดียว แต่กลับทำให้ลมหายใจของจอมยุทธ์หนุ่มสะดุดไปชั่วขณะ นั่นไม่ใช่สายตาของเซียนผู้สูงส่งที่มองมดปลวก แต่มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความประหลาดใจ และบางสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา "หยุดมือ..." สุ้มเสียงของจื่อเวยมิได้ดังนัก แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น ราวกับระฆังทองคำที่ตีจากสรวงสวรรค์ ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลง พายุหิมะที่กำลังโหมกระหน่ำก็พลันสงบลงในพริบตาเดียว ปราณกระบี่ของทั้งสองฝ่ายสลายกลายเป็นไอเย็นอย่างไร้ร่องรอย ผู้วอาวุโสชุดเทารีบคุกเข่าลงทันทีด้วยความเคารพ "คารวะท่านเซียน ผู้น้อยสั่งสอนคนผู้นี้ไม่ดี ขอท่านเซียนโปรดลงทัณฑ์ด้วยครับ" จื่อเวยมิได้ชายตามองผู้วอาวุโสผู้นั้น นางก้าวเดินลงมาจากฟากฟ้าทีละก้าว ชายผ้าอาภรณ์สีขาวปลิวไสวตามแรงลม กลิ่นอายความหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้านางกลายเป็นผลึกน้ำแข็งใสแจ๋ว นางเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฉินเยี่ยห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ฉินเยี่ยไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว เขายังคงยืนหยัดอย่างทะนงตัว มือขกกำด้ามกระบี่แน่น แม้เหงื่อกาฬจะซึมไหลตามไรผมจากแรงกดดันระดับมหาเทพเซียน แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและท้าทาย "เจ้าคือผู้ที่ถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์สินะ..." จื่อเวยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ทว่ากลับสะกดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมาที่นาง "สิบปีผ่านไป นึกไม่ถึงว่าทายาทคนสุดท้ายของสำนักกระบี่เมฆาจะยังมีชีวิตอยู่ แถมยังกล้าอาจหาญถึงขนาดมาท้าทายกฎแห่งเทียนซาน" ฉินเยี่ยหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง "ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร... เช่นนั้นก็คงรู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร หลบไปซะ! คนที่ข้าตามหาเมื่อครู่หนีไปทางทิศตะวันออก หากเจ้ายังขวางทาง ข้าก็ไม่เกรงใจแม้ว่าเจ้าจะเป็นถึงเซียนก็ตาม!" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ผู้วอาวุโสชุดเทาและเหล่าศิษย์หอคอยเหมันต์ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง กล้าพูดจากับผู้คุมหอคอยเหมันต์ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเพียงคนตายเท่านั้นที่ทำได้! ทว่า จื่อเวยกลับไม่โกรธเคือง รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง ริมฝีปากสีชาดขยับเอ่ยคำพูดที่ทำให้ฉินเยี่ยถึงกับนิ่งงันไป "คนผู้นั้นที่เจ้าตามหา... ต่อให้เจ้าพลิกแผ่นดินหาทั่วหล้า ก็ไม่มีวันพบเขาหรอก เพราะตอนนี้ เขากำลังรอความตายด้วยน้ำมือของข้าอยู่ภายในหอคอยเหมันต์แห่งนี้..." คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดซ้ำลงกลางใจของฉินเยี่ย ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนที่จิตสังหารอันบ้าคลั่งจะระเบิดทะลักออกมาจากร่างอีกครั้งอย่างไร้การควบคุม นางเซียนผู้นี้รู้เรื่องราวในอดีตของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง และดูเหมือนว่านางจะกุมความลับทั้งหมดที่เขาตามหามาตลอดสิบปีเอาไว้! ฉินเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะที่พลุ่งพล่าน นัยน์ตาดุดั่งพญาอินทรีย์จ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนที่นิ้วมือเรียวยาวของเขาจะขยับเข้าใกล้โกร่งกระบี่มากขึ้นทุกที "เช่นนั้น..." ฉินเยี่ยเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาทอประกายคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะตัดขาดทุกสรรพสิ่ง "ท่านเซียน... โปรดกรุณาชี้แนะกระบวนท่าให้ข้าด้วย!" *แกร๊ก...* เสียงโลหะเสียดสีกันเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เป็นสัญญาณเตือนว่าคมกระบี่ไร้ลักษณ์กำลังจะถูกชักออกจากฝักเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%