กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 5

ปรัชญาเต๋าในใจคน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"หากเจ้าย่างก้าวเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn* ร่างเงานั้นคงกลายเป็นปุ๋ยใต้หิมะไปนานแล้ว..." น้ำเสียงของฉินเยี่ยมิได้ดัง หากแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณกระบี่ที่คมกริบราวกับเศษน้ำแข็งนับหมื่นเล่มที่กรีดผ่านอากาศ ความกดดันรอบกายพลันทวีความเข้มข้นจนหิมะที่โปรยปรายรอบตัวหยุดนิ่งกลางอากาศราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาเพียงแค่หรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วชี้ข้างขวากดลงบนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอวอย่างมั่นคง หัวใจที่เคยเต้นช้าลงบัดนี้กลับมาเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงดุจกลองศึก ทว่าทั่วทั้งร่างกลับสงบนิ่งราวกับบึงน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น เซียนจื่อเวยชะงักฝีเท้าลงทันที ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากหอคอยเหมันต์ ดวงตาดั่งหยกคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ไร้รูปร่างแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามหันตภัยใดๆ จิตสังหารนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่นาง แต่มันกำลังแผ่ขยายออกไปเพื่อโอบล้อมและกดดัน 'เงาร่างลึกลับ' ที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะประชิด เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระดูกอสูรไร้ตา มีเพียงไอน้ำสีดำทมิฬที่พวยพุ่งออกมาจากรอยต่อของหน้ากาก บ่งบอกถึงตัวตนอันชั่วร้ายที่ฝึกฝนวิชาสายมารระดับสูง มันยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเงื้อมือเตรียมจู่โจม แต่ในยามนี้ มือข้างนั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "ฉินเยี่ย... เจ้าสังเกตเห็นมันตั้งแต่เมื่อใด?" เสียงหวานใสที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็งพันปีของจื่อเวยเจือด้วยความประหลาดใจระคนตกตะลึง นางเป็นถึงผู้คุมหอคอยเหมันต์ ผู้บรรลุขอบเขตเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ แต่กลับมีศัตรูแฝงตัวเข้ามาในระยะไม่ถึงสามก้าวโดยที่นางไม่รู้ตัว หากไม่ใช่เพราะฉินเยี่ยขัดขวางไว้ เกรงว่าผลลัพธ์คงไม่อาจจินตนาการได้ "วิชา 'เงาไร้ลักษณ์ วิถีสูญญตา' ของสำนักมารโลหิตโลกันตร์... น่าสนใจไม่เลว" ฉินเยี่ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของจอมยุทธ์หนุ่มฉายแววหยิ่งทะนงและเย้ยหยัน "แต่คิดจะใช้ลูกไม้นี้ต่อหน้ากระบี่ของข้า เจ้ามืดบอดเกินไปแล้ว" *ฉวบ!* สิ้นเสียงคำรามในลำคอ ร่างของฉินเยี่ยก็เลือนหายไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เหลือไว้เพียงภาพติดตาที่ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองหิมะ เงาร่างสวมหน้ากากกระดูกอสูรสะดุ้งสุดตัว มันกรีดร้องด้วยเสียงแหบพร่าราวกับภูตผี แล้วสะบัดกรงเล็บสีดำสนิทพุ่งทะลวงเข้าใส่ห้วงอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าทันทีอย่างไร้ทิศทาง ปราณมารสีดำทะลักทลายออกมาแผ่ซ่านทำลายล้อมรอบตัวจนหืนคาวคละคลุ้ง *เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!* ประกายไฟสีม่วงเข้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว ฉินเยี่ยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในระยะประชิดอย่างกะทันหัน กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือยังคงอยู่ในฝัก ทว่าพลังปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากปลายฝักกลับคมกริบยิ่งกว่าศาสตราวาสตราใดๆ ในใต้หล้า มันเข้าปะทะกับกรงเล็บมารจนเกิดแรงกระแทกมหาศาลสะท้อนกลับไป เงาร่างลึกลับกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าลึกปรากฏขึ้นบนพื้นน้ำแข็งหนาเตอะ เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกมาจากมุมปากภายใต้หน้ากากอสูร มันมองฉินเยี่ยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด "วิชา... วิชาดาบสวรรค์ตัดภพ... เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" เงาร่างนั้นเค้นเสียงถามด้วยความยากลำบาก พลังปราณในร่างปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่ได้ ฉินเยี่ยไม่ตอบคำถามนั้น เขายกมือซ้ายขึ้นไขว้หลัง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราวก้อนหินผา ดวงตาดำขลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลทอดมองไปยังศัตรูเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่าไร้ซึ่งความแยแส "คนใกล้ตาย... ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของข้า" ฉินเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจกดขี่จนผู้ฟังแทบอยากคุกเข่าลงคำนับ "บอกเป้าหมายของพวกเจ้ามา ใครเป็นผู้ส่งเจ้ามาที่หอคอยเหมันต์แห่งนี้" เงาร่างชุดดำแค่นหัวเราะเยาะหยัน แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่มันกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวความตายแม้แต่น้อย "ฮ่าๆๆ... ฉินเยี่ย เจ้าคิดว่าเจ้าไร้เทียมทานแล้วอย่างนั้นรึ? วันนี้ข้าอาจจะพลาดท่า แต่จงจำไว้... ความมืดมิดได้กลืนกินรากฐานของยุทธภพไปหมดแล้ว แม้แต่ตัวเจ้าเอง... ก็หนีไม่พ้นโชคชะตานี้!" สิ้นคำพูด ร่างของเงาดำก็เปล่งแสงสีดำทมิฬเจิดจ้าขึ้นมากะทันหัน มันกำลังจะใช้เคล็ดวิชา 'สลายร่างโลหิต' เพื่อหลบหนี "คิดจะหนี? ง่ายดายเกินไปกระมัง" จื่อเวยที่ยืนนิ่งดูสถานการณ์มาตลอดขยับตัวแล้ว ร่างระหงของนางลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาววาดผ่านอากาศเบื้องหน้า อักขระเหมันต์โบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นเปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า ก่อนจะพุ่งเข้าประสานกันกลางอากาศกลายเป็น 'คุกน้ำแข็งพันปี' ครอบคลุมรัศมีร้อย丈* ทันที *ครืนนน—!* ความหนาว 10,000 องศาใต้ศูนย์พุ่งทะยานเข้าแช่แข็งทุกสรรพสิ่งในพริบตา ร่างของเงาดำที่กำลังจะสลายตัวถูกความเย็นยะเยือกตรึงไว้กับที่ทันที อวัยวะภายในและกระแสลมปราณของมันถูกแช่แข็งจนกลายเป็นผลึกแก้วสีดำ มันทำได้เพียงเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแตกละเอียดกลายเป็นผุยผงสีดำปลิวไปตามสายลมหนาว ความเงียบสงบกลับคืนสู่หอคอยเหมันต์อีกครั้ง หิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉินเยี่ยลดมือลง ปล่อยให้กระบี่ไร้ลักษณ์แนบสนิทกับข้างกายดังเดิม เขากวาดสายตามองเศษซากผุยผงบนพื้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับเซียนจื่อเวยที่กำลังลอยตัวลงมาพื้นดินอย่างสง่างาม "เจ้าประมาทเกินไป" ฉินเยี่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขามีความห่วงใยเจืออยู่จางๆ แม้จะถูกปกปิดไว้ภายใต้ความเย็นชา เซียนจื่อเวยเม้มริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อเล็กน้อย นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาซับซ้อน ในยุทธภพนี้ มีผู้ใดบ้างกล้าตำหนินางซึ่งเป็นถึงผู้คุมหอคอยเหมันต์เช่นนี้? แต่กับฉินเยี่ย... นางกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านขึ้นในอก—ความรู้สึกที่นางไม่ได้สัมผัสมานานนับร้อยปี "ข้าไม่ได้ประมาท..." จื่อเวยกล่าวเสียงแผ่วเบา นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ฉินเยี่ยอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวคล้ายดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของชายหนุ่ม "ข้าเพียงแค่... อยากรู้ว่าในยามวิกฤตเช่นนั้น หัวใจของเจ้าจะมีเงาของข้าอยู่บ้างหรือไม่" ฉินเยี่ยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาน้ำแข็งของนาง ความเย่อหยิ่งทระนงในวิถีกระบี่ของเขาคล้ายถูกสั่นคลอนด้วยประกายตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งของหญิงสาว "เซียนจื่อเวย... สำหรับเจ้าแล้ว คำว่า 'เซียน' คืออะไรกันแน่?" ฉินเยี่ยเปลี่ยนเรื่องถามอย่างกะทันหัน น้ำเสียงของเขากลับมาจริงจังและลุ่มลึกขึ้น "เหตุใดเจ้าจึงต้องแบกรับความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวนี้ไว้บนบ่าเพียงลำพัง? บำเพ็ญเพียรจนบรรลุขอบเขตไร้พ่าย ตัดขาดจากโลกีย์ ท้ายที่สุดแล้ว... เพื่อสิ่งใด?" คำถามนั้นราวกับคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้าผ่ากลางห้วงจิตวิญญาณของจื่อเวย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยไหววับเล็กน้อย ความทรงจำในอดีตอันยาวนานหลั่งไหลย้อนกลับมา "เซียน..." จื่อเวยทวนคำ เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว "คนธรรมดาคิดว่าเซียนคือผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลส ความทุกข์ และความตาย ยืนอยู่เหนือปวงชน มองดูโลกใบนี้ด้วยความเมตตาและเย็นชา... แต่สำหรับข้าแล้ว ฉินเยี่ย..." นางหยุดเว้นจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับทอประกายระยิบระยับด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้าที่ถูกสะกดไว้ด้วยพลังปราณ "...เซียนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก ก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนหินน้ำแข็งบนยอดเขา... โดดเดี่ยว หนาวเหน็บ และไร้ซึ่งชีวิตชีวา" จื่อเวยก้าวเข้าไปประชิดฉินเยี่ยจนแทบชิด ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความจริงใจจากก้นบึ้งของหัวใจ "ก่อนหน้าที่ข้าจะได้พบเจ้า... ข้าคิดว่าเส้นทางนี้คือชะตากรรมที่ข้าต้องเดินไปจนถึงจุดสิ้นสุด แต่ทว่า..." นางเอื้อมมือเรียวยาวออกไป แตะปลายนิ้วลงบนอกเสื้อด้านซ้ายของฉินเยี่ย ตรงบริเวณที่หัวใจของเขากำลังเต้นอยู่ "...ตั้งแต่ข้าได้เห็นวิถีกระบี่ของเจ้า ได้เห็นความทระนงที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดินใดๆ ข้าจึงเข้าใจ... ว่าการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง มิใช่การตัดขาดจากทุกสิ่ง แต่เป็นการค้นพบ 'หัวใจ' ที่แท้จริงของตนเอง ท่ามกลางความหนาวเหน็บของโลกใบนี้" ฉินเยี่ยยืนนิ่งงัน ปลายนิ้วมือขวาที่จับด้ามกระบี่คลายออกเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านจากปลายนิ้วของหญิงสาวทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ผิวหนัง และตรงดิ่งสู่ห้วงลึกของหัวใจที่เขาปิดตายมานานนศวรรษ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างของเขาพลันสงบลงอย่างว่านอนสอนง่าย ราวกับมันได้พบกับบ้านที่แท้จริง "เจ้า..." ฉินเยี่ยกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! *เปรี้ยงงงง—!* ท้องนภายามราตรีที่เคยมีหิมะโปรยปราย กลับถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยสายฟ้าสีทองอร่ามเส้นมหึมา แรงกดดันระดับมหาศาลจากเบื้องบนกดทับลงมาจนพื้นน้ำแข็งใต้เท้าของทั้งสองร้าวแตกเป็นทางยาว เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้อนมาจากห้วงมิติที่อยู่สูงขึ้นไปเหนือชั้นเมฆ จื่อเวยหน้าเปลี่ยนสีทันที นางผละออกจากฉินเยี่ยแล้วแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาตื่นตระหนก "นั่นมัน... ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า! เป็นไปได้อย่างไร? ใครกำลังจะทะลวงผ่านขอบเขตเซียนอมตะ?!" ฉินเยี่ยหรี่ตาลงคมกริบ เงยหน้าขึ้นมองลำแสงสีทองที่พุ่งทะลวงลงมาจากสวรรค์ ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตกตะลึง มิใช่เพราะความรุนแรงของทัณฑ์สวรรค์นั้น... แต่เป็นเพราะเงาร่างหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของลำแสงสีทองนั้น ร่างที่คุ้นเคยยิ่ง ร่างที่เขาตามหามาตลอดสิบปีเต็ม! "อาจารย์...?" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียนในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%