คราบโลหิตสีดำคล้ำบนพื้นศิลาหยกขาวส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ชวนให้คลื่นไส้จนถึงขั้วหัวใจ
เซียนจื่อเวยยืนนิ่งค้างดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ปลายกระบี่หิมะโปรยในมือสั่นระริกโดยไม่ทราบสาเหตุ ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนร้าวราน ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ร่องรอยการต่อสู้กับผู้รุกรานจากภายนอก หากแต่เป็นค่ายกลลับใต้หอคอยเหมันต์ที่ถูกแผ้วถางด้วย "เคล็ดกระบี่เหมันต์สวรรค์" ซึ่งเป็นวิชาประจำสำนักที่นางเป็นผู้ถ่ายทอดด้วยตนเอง
และร่างที่นอนไร้ลมหายใจอยู่แทบเท้านาง หาใช่คนนอก... แต่เป็น "มู่หรงเฉิน" ศิษย์เอกผู้ที่นางไว้วางใจให้ดูแลคลังสมบัติสำนักมาตลอดสามร้อยปี
"เหตุใดกัน..." น้ำเสียงของนางแหบพร่า เย็นเยียบจนเกล็ดน้ำแข็งรอบกายร่วงกราวลงสู่พื้น
ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าประดุจสายฟ้าฟาดผ่ากลางจิตวิญญาณ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักหิมะโปรยประสบปัญหาทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรลดน้อยลงอย่างน่าประหลาด สมุนไพรวิญญาณระดับสูงสูญหายอย่างไร้ร่องรอย นางเคยคิดว่าเป็นฝีมือของสำนักมารอสูรโลหิตที่คอยลอบกัด แต่กลับกลายเป็นหนอนบ่อนไส้ที่กินเนื้อหนังของตนเอง มู่หรงเฉินไม่เพียงแต่ลักลอบขายศิลาวิญญาณ แต่ยังแอบติดต่อกับพรรคฝ่ายมารเพื่อแลกกับคัมภีร์ต้องห้าม
ฉินเยี่ยก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชือก ไร้ซึ่งสุ้มเสียงดั่งเงาทมิฬ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทหยุดยืนเคียงข้างนาง กลิ่นอายกระบี่อันคมกล้าแผ่ซ่านออกมารอบกายจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขากวาดสายตาคมกริบมองคัมภีร์หนังมนุษย์ที่ตกอยู่ข้างศพ แววตาฉายแววเย้ยหยันต่อความเน่าเฟะของสำนักฝ่ายคุณธรรม
"ความภักดีที่เจ้าพยายามปกป้อง... ดูเหมือนจะมีราคาถูกกว่าเศษศิลาวิญญาณเสียอีกนะ, จื่อเวย"
คำพูดของฉินเยี่ยไม่ได้เจือความเยาะเย้ย หากแต่เต็มไปด้วยสัจธรรมอันโหดร้ายของยุทธภพ โลกของการบำเพ็ญเพียรไม่เคยมีคำว่าปรานี ผู้ที่อ่อนแอคือเหยื่อ ผู้ที่โลภย่อมตกเป็นทาสของกิเลส
เซียนจื่อเวยเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความรู้สึกผิดหวัง ความโกรธเกรี้ยว และความโดดเดี่ยวถาโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นพายุ นางอุทิศตนเพื่อสำนักหิมะโปรยมาทั้งชีวิต ละทิ้งทาง1โลกีย์ บำเพ็ญเพียรจนบรรลุขอบเขตเซียนแท้จริง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการหักหลังอย่างเลือดเย็นจากคนที่ตนเอ็นดูดั่งบุตรในไส้
"เขากล้า... กล้าเอาเคล็ดวิชาของสำนักไปแลกกับวิชามารนอกรีต" จื่อเวยกล่าวลอดไรฟัน ปราณเหมันต์รอบตัวระเบิดออกอย่างควบคุมไม่ได้ ผนังหินรอบด้านปกคลุมด้วยน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
"คนทรยศสมควรตายอยู่แล้ว" ฉินเยี่ยกล่าวเรียบๆ มือหนายื่นออกไปแตะลงบนบ่าบอบบางของนาง สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เข้าไปบรรเทาความหนาวเหน็บในจิตใจของนางได้อย่างน่าประหลาด "แต่เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้หรอก ดูที่รอยแผลบนหน้าอกของมันสิ"
จื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นโทสะ นางก้มลงมองศิษย์เอกผู้ล่วงลับอย่างละเอียด ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นร่องรอยบาดแผลที่แปลกประหลาด รอยแผลนั้นไม่ได้เกิดจากกระบี่ของนาง หรือแม้แต่กระบี่ไร้ลักษณ์ของฉินเยี่ย แต่มันคือร่องรอยของ "วิชาดรรชนีสุริยันผลาญโลหิต" ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับสุดยอดของ "สำนักพรรคฟ้าคำราม" สำนักใหญ่อันดับหนึ่งฝ่ายธรรมะที่อ้างตัวว่าเป็นพันธมิตรมาโดยตลอด!
หัวใจของนางกระตุกวูบ ความจริงข้อนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการทรยศของศิษย์เอก มู่หรงเฉินเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง สำนักพรรคฟ้าคำรามต่างหากคือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง พวกมันต้องการแทรกซึมและฮุบสำนักหิมะโปรยมาตั้งแต่แรกแล้ว!
"พวกมัน... กล้าดียังไง" จื่อเวยแค่น
พลังปราณเซียนระเบิดทะลักออกจากร่างจนเพดานหอคอยสั่นสะเทือน เศษหินร่วงกราวลงมาดั่งหิมะถล่ม
ฉินเยี่ยหรี่ตาลง มองลึกเข้าไปในความมืดมิดของอุโมงค์เบื้องล่าง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของนักดาบผู้ไร้พ่ายบอกเขาว่า มีสายตาหลายคู่กำลังแอบมองพวกเขากำลังเล่นละครตลกฉากนี้อยู่
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิดนะ"
ฉินเยี่ยชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก เสียงกรีดร้องแหลมสูงของคมกระบี่ดังระฆังเงินกังวานก้องไปทั่วถ้ำ ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุกำแพงหอคอยเหมันต์จนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดยักษ์ เผยให้เห็นเมฆฝนทะมึนที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วด้านนอก
ทันใดนั้น เงาร่างนับร้อยก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า รายล้อมหอคอยเหมันต์ไว้ทุกทิศทุกทาง ผู้นำกลุ่มคือนักพรตชราในชุดคลุมสีทองอร่าม ใบหน้าเหี่ยวย่นประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาส่อแววเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาคือ "นักพรตเทียนFēng" (เทียนเฟิง) ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งพรรคฟ้าคำราม
"ฮ่าๆๆๆ... เซียนจื่อเวย เจ้าช่างโง่เขลานัก อุตส่าห์ดั้นด้นมาพบความจริงด้วยตนเองถึงที่นี่" เสียงหัวเราะก้องกังวานของเทียนเฟิงสั่นสะเทือนแก้วหู "น่าเสียดาย... ความจริงมักมีราคาแพงเสมอ และวันนี้... ราคาที่พวกเจ้าต้องจ่าย คือชีวิตของพวกเจ้าทั้งสองคน!"
สิ้นเสียงของเทียนเฟิง ค่ายกลปิดผนึกสวรรค์ก็ถูกเปิดใช้งานรอบด้าน แสงอักขระสีทองอร่ามพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ถักทอเป็นกรงขังขนาดยักษ์กดทับลงมาด้วยแรงกดดันมหาศาล บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวนับพันจิน
ฉินเยี่ยก้าวออกไปยืนบังหน้าจื่อเวย ดวงตาคมปลาบจ้องมองผู้อาวุโสพรรคฟ้าคำรามด้วยรอยยิ้มหยัน ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปเบื้องหน้าอย่างไร้ความลังเล
"แก่ใกล้ลงโลงแล้ว ยังกล้ามาอาจหาญในเขตแดนของข้า... รนหาที่ตายจริงๆ"
เทียนเฟิงหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของฉินเยี่ย ปราณกระบี่ที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว นั่นไม่ใช่พลังของขอบเขตเซียนทั่วไป แต่มันคือ...
ก่อนที่เทียนเฟิงจะทันได้เปล่งวาจาใดออกมา ผืนฟ้าเบื้องบนก็พลันคำรามลั่นด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหว สายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมาผ่าผ่าลงกลางค่ายกลศัตรูอย่างแม่นยำ พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ—เงาร่างที่ถือ "กระบี่วิญญาณโลหิต" ซึ่งจื่อเวยไม่มีวันลืมตลอดกาล!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 12
ศิษย์ทรยศแห่งสำนักหิมะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!