..."โลหิตนี้มิใช่ของข้า... แต่เป็นประกาศิตจากนรกที่พวกเจ้าจักต้องชดใช้!"
สุริยันจันทราพลันดับมืดลงชั่วพริบตา เมื่อรอยแยกมิติเบื้องบนฉีกกระชากออกราวกับผืนผ้าเก่าๆ ปรากฏเงาร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ทว่าเปื้อนหยาดเลือดสดๆ สะท้อนประกายอำมหิตจากคม "กระบี่วิญญาณโลหิต" ในมือ จื่อเวยเบิกตากว้างจนแทบปริแตก ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อร้อยปีก่อนที่อาจารย์ของนางต้องดับสูญใต้คมกระบี่นี้ไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก นางสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกระทึกไหว ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งจากร่างของนางจนพื้นดินรอบบริเวณกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามในพริบตา
ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองเงาร่างปริศนาที่ค่อยๆ เดินทะลุผ่านม่านพลังมิติออกมาทีละน้อย กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านกดทับลงบนบ่าจนกระดูกข้อต่อส่งเสียงลั่นกรอบ แต่ความทะนงตนในวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กลับลุกโชนขึ้นในอกยิ่งกว่าเดิม มือหนากุมด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
วิชาดาบและกระบี่ในยุทธภพนี้ล้วนมีที่มา ทว่ากระบี่ในมือของบุรุษลึกลับผู้นี้กลับไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มันไหลวนเปลี่ยนรูปคล้ายของเหลวและก๊าซพิษในเวลาเดียวกัน นั่นคือวิชาที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์—วิชามารกลืนฟ้าดิน!
"ระวังตัวด้วย... จื่อเวย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของจอมยุทธ์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
"ฉินเยี่ย... เจ้ามิใช่คู่มือของมันในยามนี้" จื่อเวยก้าวขึ้นมาขนาบข้าง ไอเย็นจากหอคอยเหมันต์แผ่ขยายเป็นโล่คุ้มกันโปร่งใส นางปรายตามองบุรุษผู้กุมหัวใจของนางด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าราวกับแกะสลักจากน้ำแข็ง "มันคือ 'เจ้าสำนักโลหิตสวรรค์' ผู้ใช้ร่างบรรพชนเป็นสะพานเชื่อมพลัง..."
เงาร่างในชุดขาวหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดแก้วหูจนโลหิตไหลซึมออกจากมุมปากของเหล่าศิษย์สำนักรอบด้าน ร่างนั้นหยุดยืนอยู่บนยอดผาหินเหนือหัวพวกเขาทั้งสอง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนริมฝีปากซีดขาว "ฮ่าๆๆ... ฉินเยี่ย เจ้าเด็กน้อยผู้บังอาจท้าทายกฎแห่งฟ้าดิน คิดหรือว่าถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์แล้วจะไร้พ่ายในใต้หล้า? วันนี้ ข้าจะใช้กระบี่โลหิตนี้ ฌาปนกิจวิญญาณทั้งคู่ให้ดับสูญไปพร้อมกัน!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของจอมมารก็สลายกลายเป็นละอองเลือดนับล้านสาย พุ่งเข้าโอบล้อมหุบเขาไร้ชื่อแห่งนี้ไว้ในค่ายกลโลหิตมหาสมุทร ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสดๆ อากาศรอบตัวหนาแน่นจนแทบไม่สามารถหายใจได้ อักขระเวทสีดำนับหมื่นตัวผุดขึ้นจากพื้นดิน พุ่งเข้าจู่โจมฉินเยี่ยและจื่อเวยจากทุกสารทิศพร้อมๆ กัน
"รุก!"
ฉินเยี่ยคำรามลั่นในลำคอ ร่างสูงสง่าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งมังกรทะยานฟ้า กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือชักออกจากฝักด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของยอดฝีมือยังต้องพร่ามัว ประกายกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ตัดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางผืนผ้าใบสีเลือด คลื่นกระบี่แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้อักขระเวทสีดำแหลกละเอียดเป็นผุยผงในกระบวนท่าเดียว!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
แรงปะทะของพลังปราณทั้งสองสายสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ภูเขาหินน้อยใหญ่ต่างแตกร้าวและพังทลายลงมาดั่งใบไม้ร่วง จื่อเวยไม่รอช้า นางร่ายรำกระบวนท่า "เหมันต์นิรันดร์สะท้านฟ้า" ดาบน้ำแข็งนับพันเล่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศราวกับพายุหزيم ดิ่งพสุธาเข้าสกัดกั้นละอองเลือดที่กำลังพยายามรวมตัวกันเป็นร่างของจอมมาร
ทว่า จอมมารผู้นี้หาใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาไม่ พลังของมันลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ร่างที่แตกกระจายกลับรวมตัวกันใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้องในจิตวิญญาณ
"โง่เขลา... พลังของพวกเจ้ามีขีดจำกัด แต่ห้วงมหรรณพโลหิตของข้าไม่มีวันเหือดแห้ง!"
ละอองเลือดกลายสภาพเป็นหอกโลหิตขนาดยักษ์พุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของฉินเยี่ยที่กำลังทุ่มพลังทั้งหมดทำลายแกนกลางค่ายกล จื่อเวยเห็นเข้าก็ใจหายวาบ นางพุ่งตัวเข้าไปขวางโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย กระบี่น้ำแข็งในมือต้านรับหอกโลหิตนั้นไว้เต็มแรง แรงกระแทกมหาศาลทำให้นางกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมาคำโต หยาดโลหิตโปรยปรายลงบนพื้นหิมะสีขาวราวกับดอกเหมันต์ต้องสาป
"จื่อเวย!" ฉินเยี่ยคำรามด้วยความเจ็บปวดที่พุ่งพล่านในอก ภาพของอาจารย์ที่เคยล้มลงในอดีตซ้อนทับกับร่างของสตรีผู้เป็นที่รักเบื้องหน้า ความโกรธเกรี้ยวและพลังปราณดิบเถื่อนระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้ขีดจำกัด
ดวงตาของฉินเยี่ยเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นผมสีดำปลิวสยายราวกับคนคลั่ง เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสูงสุดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยกล้าใช้—"กระบี่เดียวตัดภพชาติ"—ถูกปลดปล่อยออกมา!
ในวินาทีนั้น เวลาทั่วทั้งหุบเขาคล้ายหยุดนิ่ง เม็ดฝนเลือดค้างเติ่งกลางอากาศ แสงสว่างเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าสุริยันนับร้อยดวงพวยพุ่งขึ้นจากร่างของฉินเยี่ย กระบี่ในมือของเขาขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมผืนฟ้า สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่และเต๋าผสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นคมกระบี่พิฆาตที่พร้อมจะผ่าแม้กระทั่งลิขิตสวรรค์!
จอมมารที่เคยลำพองใจพลันมีสีหน้าเปลี่ยนสี ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ มันอ้าปากค้างราวกับอยากจะกล่าววาจาบางอย่างออกมาเพื่อร้องขอชีวิต
ทว่า... ในจังหวะที่คมกระบี่กำลังจะตวัดลงตัดร่างของจอมมารให้ขาดเป็นสองท่อนนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะพังทลายกลับแยกตัวออกเป็นเหวลึกไร้ก้นบึ้ง และเงาร่างที่สาม—เงาร่างที่ถือคัมภีร์โบราณสีทองอร่าม—ก็ก้าวออกมาจากความมืดมิด พร้อมกับซัดฝ่ามือปริศนาเข้ากลางหลังของฉินเยี่ยอย่างเต็มแรงโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ... โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 13
ล้อมปราบในหุบเขาไร้ชื่อ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!