อัสนีสีเลือดคำรามกึกก้อง ฉีกกระชากนภากาศเหนือหุบเขาหมื่นพิษจนแตกเป็นริ้วรอยราวกับกระจกสลาย ฝ่ามือปริศนาที่ซัดเข้ากลางหลังของฉินเยี่ยไม่ได้เป็นเพียงแค่พลังลมปราณธรรมดา แต่มันคือ "คัมภีร์ผนึกสวรรค์" โบราณที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน แรงปะทะมหาศาลทำให้กระดูกซี่โครงของเขาแหลกละเอียดเป็นผุยผง เลือดสีชาดพ่นทะลักออกจากปากย้อมปฐพีเบื้องล่างให้กลายเป็นสีแดงฉานทันที
"อึก...!"
ฉินเยี่ยคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่หดแคบลงเหลือเพียงเท่าปลายเข็ม สัญชาตญาณความเป็นตายกรีดร้องลั่นในจิตวิญญาณ ทว่าแทนที่จะล้มฟุบลง เขากลับใช้แรงสะท้อนจากฝ่ามือมรกตนั้นหมุนตัวกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาพลันเปล่งประกายแสงสีเงินยวดยิ่งยวด ตัดผ่านความมืดมิดโดยไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง
วิชาตัวเบา "ย่างก้าวไร้เงา" ถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด ร่างของเขาพุ่งแหวกอากาศออกไปสามร้อยเชียะในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ถูกพลังฝ่ามือบดขยี้จนแหลقสลายเป็นจุล
"น่าสนใจยิ่งนัก... รับฝ่ามือ 'ผูกพันธนาการสวรรค์' ของเราเข้าไปแล้ว ยังสามารถฝืนโคจรลมปราณหลบหนีได้ สมคำร่ำลือจริงๆ จอมยุทธ์ฉิน"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากห้วงมิติที่บิดเบี้ยว เงาร่างที่ถือคัมภีร์สีทองอร่ามก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงไป พื้นดินรอบด้านสลายกลายเป็นผงธุลี อักษรโบราณนับล้านตัวลอยวนเวียนอยู่รอบกายของมัน แผ่กลิ่นอายกดขี่ข่มเหงระดับผู้บรรลุแดนเซียนขั้นสูงออกมาอย่างไม่ปิดบัง
จอมมารที่เกือบจะถูกฉินเยี่ยสังหารในดาบก่อนหน้า อาศัยจังหวะนี้ทะยานถอยหลัง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว มันคุกเข่าลงข้างหนึ่งประสานมือคารวะผู้มาใหม่ทันที "คารวะผู้อาวุโสเทียนหยุน ขอบคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยชีวิต มิฉะนั้นข้าคง..."
"หุบปากซะ" ผู้อาวุโสเทียนหยุนสะบัดชายเสื้อเบาๆ จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับกระเด็นไปไกลนับสิบวา กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตโดยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง "เจ้ามันก็แค่เบี้ยตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ลากมันออกมาจากรูเท่านั้น อย่าสำคัญตัวผิดไป"
ณ อีกด้านหนึ่ง บนชะง่อนผาสูงชันที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งหนาทึบ ร่างระหงของเซียนจื่อเวยยืนนิ่งงันดั่งรูปปั้นหยกสลัก ดวงตาคู่งามที่มักจะเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง หัวใจของนางกระตุกวูบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ เมื่อเห็นภาพฉินเยี่ยกระอักเลือดและถูกล้อมกรอบด้วยยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ถึงสามคน
"ฉินเยี่ย..." น้ำเสียงที่เคยราบเรียบไร้ระลอกคลื่นกลับสั่นเครือเล็กน้อย ปลายเรียวนิ้วของนางกำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่องอขาวซีด ไอเย็นรอบตัวนางระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม จนแผ่นผาทั้งแถบกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วพริบตา
นางก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวหมายจะพุ่งลงไปช่วย ทว่าเบื้องหน้าของนางกลับปรากฏระเบียงอักขระสีทองขวางกั้นไว้ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังมาจากความว่างเปล่า
"ฮ่าๆๆๆ ท่านเซียนจื่อเวยผู้สูงส่ง โปรดอยู่ในความสงบเถอะ หุบเขาเหมันต์นิรันดร์ของท่านถูกค่ายกล 'ผนึกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า' ปิดตายแล้ว การศึกครั้งนี้เป็นเรื่องของหนี้เลือดในยุทธภพ ปล่อยให้พวกเขาเคลียร์กันเองตามวิถีแห่งเต๋าเถอะ" เงาร่างของผู้อาวุโสอีกคนปรากฏขึ้นจากหมอกหนา ถือพู่กันวิเศษที่สลักจากกระดูกมังกร บ่งบอกว่าเขากลalเตรียมการมาอย่างเนิ่นนานเพื่อต้อนรับนางโดยเฉพาะ
เซียนจื่อเวยหันขวับไปมอง ใบหน้าหวานล้ำเย็นชาขึ้นถึงขีดสุด บรรยากาศรอบกายลดต่ำลงจนถึงจุดศูนย์สัมบูรณ์ "พวกเจ้า... รนหาที่ตายเองสินะ"
ตัดภาพกลับมาที่ฉินเยี่ย ร่างของเขาทรุดลงพิงกับผนังถ้ำหินผา ลมหายใจติดขัด ชีพจรเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ พิษสวรรค์จากฝ่ามือเมื่อครู่กำลังกัดกินเส้นลมปราณของเขาอย่างช้าๆ รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความทะนงตนที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงในเตาหลอม
รอบตัวเขาเวลานี้ ถูกปิดล้อมด้วยยอดฝีมือจากสำนักพิทักษ์สวรรค์และพรรคมารโลหิตรวมเจ็ดคน ทุกคนต่างถืออาวุธวิเศษระดับนภา แผ่จิตสังหารพุ่งทะยานเสียดฟ้า
"ฉินเยี่ย ยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ" หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "คัมภีร์ไร้ลักษณ์ที่เจ้าฝึกฝนมันฝืนกฏเกณฑ์ฟ้าดิน สำนักของพวกเรามีหน้าที่ผดุงความยุติธรรมตามเจตจำนงสวรรค์ ส่งมอบเคล็ดวิชานั้นมา แล้วเราจะไว้ชีวิตให้เจ้าได้ตายอย่างสงบ"
ฉินเยี่ยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของเขาองอาจและมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่เคยสั่นคลอน มือขวาที่ถือกระบี่ไร้ลักษณ์กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン แม้ร่างจะบอบช้ำจนแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่กระบี่ในมือกลับส่งเสียง "ฮัม" คล้ายกับรับรู้ถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไม่มีวันดับสลายของนายเหนือ
"ความยุติธรรมของพวกเจ้า... คือการรุมทำร้ายคนผู้เดียวลับหลังเช่นนั้นหรือ?" ฉินเยี่ยแค่นหัวเราะเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลังจนผู้ฟังต้องสะท้าน "ฟ้าดินให้กำเนิดข้ามาเพื่ออิสรภาพ มิใช่ให้มาเป็นทาสรับใช้กฏเกณฑ์จอมปลอมของพวกเจ้า วิชากระบี่ของข้า... เดินทางข้ามผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน คิดจะให้ข้าก้มหัวให้พวกสุนัขรับใช้สวรรค์อย่างพวกเจ้าฝันไปเถอะ!"
สิ้นเสียงคำราม ลมปราณไร้ลักษณ์รอบตัวฉินเยี่ยระเบิดออกราวกับภูเขาไฟใต้ทะเลลึก พลังปราณสีเทาหม่นแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา บดขยี้พื้นดินรอบตัวจนยุบลงไปหลายร้อยเชียะ แสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกเมฆหมอกสีเลือดออกเป็นทางยาว
ยอดฝีมือทั้งเจ็ดหน้าเปลี่ยนสีทันที พวกเขาไม่คาดคิดว่าในสภาพบาดเจ็บปางตายเช่นนี้ ฉินเยี่ยยังสามารถรีดเร้นพลังก้นบึ้งออกมาได้ถึงเพียงนี้
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันมีโอกาสตั้งตัว!"
เสียงคำรามประสานกันดังลั่น เหล่ายอดฝีมือพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน อาวุธวิเศษทั้งเจ็ดชิ้นส่องแสงเจิดจ้า แผ่พลังทำลายล้างที่สามารถถล่มภูตผีปีศาจให้สลายกลายเป็นจุลพุ่งตรงเข้าหาร่างของฉินเยี่ยจากทุกทิศทุกทาง ไม่มีทางหนี ไม่มีทางหลบ
ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ในตันtianเข้าสู่ปลายนิ้ว หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับคมกระบี่ไร้ลักษณ์เป็นหนึ่งเดียว ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีเงินยวดยิ่งยวดราวกับดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในยามวิกาล
"กระบี่ที่หนึ่ง... ตัดสะพานชีวิต!"
"กระบี่ที่สอง... ทะลวงวัฏสงสาร!"
"และกระบี่ที่สาม... พิชิตฟ้าท้าลิขิต!"
ฉินเยี่ยตวัดกระบี่ออกไปสามครั้งติดต่อกันในเสี้ยวลมหายใจเดียว คลื่นกระบี่ไร้ลักษณ์สามสายผสานรวมกันเป็นมังกรเงินขนาดยักษ์คำรามกึกก้อง พุ่งเข้าชนกับอาวุธวิเศษทั้งเจ็ดอย่างจัง!
*ตูมมมมมมมมมม—!*
แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาหมื่นพิษ คลื่นกระแทกสีขาวโพลนแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้ต้นไม้ใบหญ้าและภูเขาหินรอบด้านจนราบเป็นหน้ากลอง ยอดฝีมือสามคนแรกที่พุ่งเข้าไปใกล้ที่สุดกระอักเลือดออกมาเป็นสายน้ำ ร่างกายแหลกเหลวปลิวหายไปกับสายลมทันที
ทว่า พลังสะท้อนกลับก็รุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของฉินเยี่ยจะรับไหว ร่างของเขาเซถอยหลังไปหลายก้าว กระบี่ในมือแทบจะหลุดร่วง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ใบหน้าซีดขาวราวกับคนตาย
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมสนามรบ และทุกคนคิดว่าฉินเยี่ยหมดสิ้นหนทางแล้วนั้นเอง...
เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านค่ายกล "ผนึกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า" ของสำนักพิทักษ์สวรรค์ลงมาดั่งสายฟ้าฟาด ไอเย็นยะเยือกแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้หยุดนิ่งในพริบตาเดียว
เซียนจื่อเวยยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าฉินเยี่ย นางใช้ร่างของตนเองบังลมกระโชกและคมอาวุธที่เหลือไว้ทั้งหมด ดวงตาคู่งามกวาดมองเหล่าผู้อาวุโสด้วยจิตสังหารที่เย็นชาที่สุดในรอบพันปี
"ใครก็ตาม... ที่กล้าแตะต้องเขา..." นางเอ่ยเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก แต่มันกลับดังก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน "จงเตรียมตัว... ไปชดใช้กรรมในนรกน้ำแข็งนิรันดร์เสีย!"
กระบี่เหมันต์ในมือของนางถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง และในวินาทีนั้นเอง ท้องนภาที่เคยแจ่มใสก็พลันมืดครึ้มลงทันที อสนีบาตสีฟ้าครามเก้าสายฟาดผ่าลงมารอบตัวนาง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังเซียนจื่อเวย และเอ่ยประโยคที่ทำให้แม้แต่ฉินเยี่ยยังต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง...
"ศิษย์น้อง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าอาจารย์จะยอมปล่อยให้วิชานี้สูญหายไปกับเจ้า?"
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะครับ!
- กระบี่ไร้ลักษณ์ -
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 14
กระบี่เดี่ยวทะลวงหมื่นด่าน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!