กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 9

คำปฏิญาณใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"เจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้อีกหรือ... ฉินเยี่ย" เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับละอองหิมะที่โปรยปรายลงบนผิวน้ำ แต่กลับทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ให้แตกซ่านได้ เซียนจื่อเวยยืนอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ นางในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดน้ำแข็งพันปี เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนทิ้งตัวยาวคลอเคลียลาดไหล่ระหง ทว่าดวงเนตรคู่คมกลับมิได้เยียบเย็นชาชาดั่งเช่นวันวาน ในยามนี้มันสะท้อนภาพเงาของบุรุษผู้หนึ่ง—บุรุษผู้ยืนหยัดท้าทายฟ้าดินด้วยกระบี่ในมือ ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะปรายตาแลแผลเหวอะวะที่ต้นแขนขวา เลือดสีแดงฉานตัดกับอาภรณ์สีเข้มของเขา หยดลงสู่พื้นหิมะสีขาวโพลจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อยราวดอกเหมืองามพิกล เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ คมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือยังคงเปล่งประกายสีฟ้าครามจางๆ สะท้อนแสงจันทร์กระจ่างยามวิกาล "ดื้อรั้น?" ฉินเยี่ยทวนคำ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทว่ากังวานลึกลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ "วิถีกระบี่ของข้า มิเคยจำนนต่อกฎเกณฑ์ใด แม้กระทั่งสวรรค์... จื่อเวย, เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าจะต้องก้มหัวให้หอคอยเหมันต์ของเจ้าเล่า?" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมหนาวพัดโชยนำพาเกล็ดหิมะหมุนวนรอบตัวคนทั้งสอง ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น นับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดที่ยอดเขาไร้เมฆา ทั้งสองต่างยืนอยู่คนละฟากฝั่งของยุทธภพ นางคือผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์แห่งแดนเซียน ส่วนเขาคือจอมมารนอกรีตผู้ถือครองวิชาที่ฟ้าดินไม่ยอมรับ ทว่าในยามนี้ เมื่อเผชิญหน้ากันตามลำพังภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ไอร้อนจากลมหายใจที่พวยพุ่งออกมาราวกับสะพานเชื่อมโยงความรู้สึกอันซับซ้อนที่ทั้งคู่พยายามซ่อนเร้นไว้ จื่อเวยเม้มริมฝีปากบางเฉียบจนซีดขาว นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครึ่งก้าว กลิ่นอายหอมเย็นเยือกดั่งดอกเหมยร้อยปีลอยแตะจมูก ฉินเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่ามิได้ถอยหลัง—เขากลับจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่มักจะซ่อนเร้นความโดดเดี่ยวอันยาวนานนับพันปี "เจ้าบาดเจ็บหนัก..." เสียงของนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความเย่อหยิ่งจองหองของผู้คุมหอคอยเหมันต์พลันสลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังมองดูบุรุษอันเป็นที่รักรนหาที่ตาย "รอยแผลแค่นี้... เทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเจ้าหรอก, จื่อเวย" ฉินเยี่ยกล่าวสืบต่อ ดวงตาคมกริบอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างหาได้ยากยิ่ง มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยมิใช่เพราะความกลัวหรือความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะพลังปราณในจุดชีพจรย้อนกลับจากการฝ่าด่านเมื่อครู่ ก่อนที่เซียนจื่อเวยจะทันได้เอ่ยอันใด ร่างของฉินเยี่ยก็เซถลาไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน พิษปราณเหมันต์ที่นางซัดใส่เขาก่อนหน้านี้เริ่มกำเริบ กัดกินเส้นเอ็นและโลหิต ทว่าก่อนที่เขาจะล้มลงกระทบพื้นหิมะ อ้อมแขนที่อ่อนนุ่มแต่หนักแน่นด้วยพลังปราณเซียนสายหนึ่งก็รั้งเอวเขาไว้เสียก่อน กลิ่นกายหอมเย็นของนางโอบล้อมตัวเขาไว้ ฉินเยี่ยซบหน้าลงกับลาดไหล่ของนาง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดในใต้หล้า หัวใจของเขาที่ด้านชามานานนับปี กลับเต้นระรัวขึ้นอย่างรุนแรงจนน่าตกใจ จื่อเวยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ นางไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะอันตรายเช่นนี้มาก่อน นอกเหนือจากอาจารย์ผู้ล่วงลับ ยิ่งเป็นบุรุษผู้ถือครองวิชานอกรีตอย่างฉินเยี่ยด้วยแล้ว ย่อมถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในคัมภีร์เหมันต์ ทว่า... ยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวของนางสัมผัสถูกรอยแผลที่หลังคาบเสื้อของเขา ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งก็แล่นริ้วขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความเกลียดชัง มิใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความเจ็บปวดร้าวลึก—ความเจ็บปวดที่สะท้อนมาจากหัวใจของอีกฝ่าย "ปล่อยข้า..." ฉินเยี่ยพยายามฝืนกายตั้งตรง ทว่ามือของเซียนจื่อเวยกลับกดไหล่เขาไว้แน่น "อย่าขยับ!" เสียงของนางเฉียบขาด ทว่าสั่นเครือเล็กน้อย นางยกมืออีกข้างขึ้น ประทับฝ่ามือลงที่กลางแผ่นหลังของเขาเพื่อถ่าย 0 ปราณเซียนบริสุทธิ์เข้าไปกดข่มพิษร้าย แสงสีฟ้าอมขาวสว่างวาบขึ้นปกคลุมร่างทั้งสอง ดั่งหิ่งห้อยท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ไอร้อนและไอเย็นปะทะกันภายในร่างของฉินเยี่ย ทำให้เขาต้องหลับตาลงและกัดฟันแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด การหลอมรวมปราณสองขั้วที่แตกต่างกันสุดขั้วนี้อันตรายยิ่งยวด หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว เส้นชีพจรทั้งหมดอาจแหลกสลายกลายเป็นจุล "ทำไม... เจ้าถึงต้องทำถึงขนาดนี้?" ฉินเยี่ยเค้นเสียงถามผ่านไรฟัน ขณะที่เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มกรอบหน้า จื่อเวยไม่ตอบคำถามนั้น นางเพียงแต่หลับตาลง ส่งถ่ายพลังปราณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองปราศจากเครื่องสำอางแต่งแต้ม ทว่ากลับงดงามหยาดเยิ้มจนน่าอัศจรรย์ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ความเงียบงันรอบกายขับเน้นเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งสองให้เด่นชัดขึ้น ในห้วงเวลาอันเป็นอภินิหารแห่งความเป็นความตายนี้ กำแพงแห่งอีโก้ ศักดิ์ศรี และความเป็นปรปักษ์ที่ก่อตัวมาแรมปีพังทลายลงทีละน้อย ฉินเยี่ยตระหนักได้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาใช้กระบี่ตัดขาดทุกสิ่งเพื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ ทว่าในยามที่ลมหายใจรวยรินอยู่ริมขอบเหวแห่งความตาย สิ่งที่เขาโหยหากลับมิใช่เคล็ดวิชาอันไร้เทียมทาน แต่เป็นไออุ่นจากสตรีผู้นี้ เมื่อพิษปราณถูกกดลงไปจนสงบลง เซียนจื่อเวยจึงค่อยๆ ถอนฝ่ามือออก ร่างของนางเซถลาเล็กน้อยด้วยความอ่อนเพลีย ฉินเยี่ยไวเท่าความคิด เขาเอื้อมมือไปโอบเอวบางของนางไว้ทันควัน ดึงร่างของนางเข้ามาชิดอกแกร่ง ดวงตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากที่สั่นระริกของนาง "จื่อเวย..." เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน "ฉินเยี่ย... เราต่างก็รู้ดีว่าเส้นทางที่เราเดินนั้นไม่มีวันบรรจบกัน" นางกระซิบแผ่วเบา ดวงตาสั่นไหวสะท้อนภาพเขา "ข้าคือนายหญิงแห่งหอคอยเหมันต์ เจ้าคือจอมยุทธ์ผู้ละทิ้งโลก หากผู้คนในยุทธภพรู้เรื่องนี้..." "ให้พวกมันรู้ไป!" ฉินเยี่ยตัดบท น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความทะนงตนอันไร้ขีดจำกัด "ต่อให้สวรรค์ลงทัณฑ์ ต่อให้ชาตินี้ข้าต้องถือกระบี่สู้กับคนทั้งยุทธภพ ข้า... ฉินเยี่ย ขอเอาเกียรติแห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์เป็นเดิมพัน ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยลมหายใจสุดท้าย" หัวใจของเซียนจื่อเวยกระตุกวูบ น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย นางไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินคำมั่นสัญญาที่จริงจังและหนักแน่นถึงเพียงนี้จากปากของบุรุษผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็ง นางเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ถ้าเช่นนั้น... หากเจ้าตาย ข้าจะตามไปฝังร่างเคียงข้างเจ้า ณ ดินแดนเหมันต์นิรันดร์" คำปฏิญาณอันหนาวเหน็บแต่วิเศษสุดนี้ ดังสะท้อนก้องอยู่ในหุบเขาไร้เสียง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเป็นพยานรักอันบริสุทธิ์ ฉินเยี่ยโน้มใบหน้าลง ประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากเย็นเยือกของนางอย่างนุ่มนวล ทว่าดูดดื่มและลึกซึ้ง ไอร้อนและไอเย็นหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดั่งวิญญาณที่ถูกผูกพันไว้ด้วยพันธนาการแห่งโชคชะตาที่มิอาจหลีกหนี ทว่า ในวินาทีที่ความหอมหวานแผ่ซ่านไปทั่วสรรพang... *เปรี้ยงงงง!* สายฟ้าสีครามสายมหึมาก็ผ่าลงมาจากท้องฟ้าที่โปร่งใส ไร้เค้าลางของเมฆฝน ทะลวงผ่านยอดเขาลงมายังเบื้องล่างอย่างฉับพลัน แรงระเบิดมหาศาลบังคับให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันทันที! ฉินเยี่ยตวัดกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นรับแรงกระแทกจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ ทว่าเมื่อเขามองขึ้นไปยังยอดเขาสูงเบื้องบน ดวงตาก็ต้องหรี่แคบลงด้วยความตกตะลึง ที่นั่น... เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองอร่ามกำลังยืนไขว้หลังอยู่บนหน้าผาสูงชัน รัศมีพลังปราณระดับมหาเทพแผ่ขยายกดทับลงมาจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว "ศิษย์พี่ใหญ่แห่งแดนเซียน?" เซียนจื่อเวยอุทานออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด นางไม่คาดคิดว่าบุคคลผู้นี้จะสะกดรอยตามมาถึงที่นี่! บุรุษชุดทองค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ทำให้เลือดในกายของฉินเยี่ยเดือดพล่าน "เซียนจื่อเวย... เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก ถึงกับกล้าสมคบคิดกับมารนอกรีตฝ่าฝืนกฎสวรรค์ วันนี้ โทษทัณฑ์แห่งหอคอยเหมันต์... พวกเจ้าไม่มีทางหลบหนีพ้น!" ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ — กระบี่ไร้ลักษณ์
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%