"ยอดฝีมือสำนักกระบี่สวรรค์สามร้อยคน... ข้าทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความว่างเปล่า เจ้ายังคิดว่าวิถีกระบี่ของข้าเป็นเพียงทางตันอยู่อีกหรือ จื่อเวย"
น้ำเสียงของฉินเยี่ยราบเรียบทว่าก้องกังวานดั่งระฆังทองสัมฤทธิ์ในยามวิกาล เขาไม่ได้หันกลับไปมองซากปรักหักพังของสำนักใหญ่ที่เพิ่งถูกแผดเผาด้วยไอสังหาร บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเศษกระบี่หักนับพันเล่มที่ปักระเกะระกะบนพื้นดินราวกับป่าสนเหล็กกล้า
เซียนจื่อเวยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาน้ำแข็งเบื้องบน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งจ้องมองบุรุษผู้ทะนงตนเบื้องล่าง ความเย็นชาที่เคยปกคลุมทั่วร่างนางนับพันปี บัดนี้กลับถูกหลอมละลายลงด้วยประกายตาอันมุ่งมั่นและดื้อรั้นของฉินเยี่ย
"วิถีกระบี่ของเจ้าไร้ลักษณ์... แต่กระบี่ไร้ลักษณ์มักนำพาภัยพิบัติมาสู่ตัวผู้ใช้เสมอ" สุ้มเสียงของนางเย็นเยียบดั่งหิมะโปรยปราย ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ยากจะเอ่ยเป็นคำพูด "อีกเจ็ดวัน มห3 หายนะเหมันต์จะมาเยือนแดนประจิม แคว้นหมื่นกระบี่ได้ส่ง 'ราชันกระบี่โลหิต' มารอเด็ดหัวเจ้าแล้ว หากเจ้ายังดื้อดึงที่จะบำเพ็ญเพียรตามวิถีเดิม มีแต่จะเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความตาย"
"ความตาย?" ฉินเยี่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวนั้นเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวของนางเซียน "ตั้งแต่ข้าสูญเสียอาจารย์ไปเมื่อสิบปีก่อน ข้าก็ตายไปตั้งแต่ครึ่งแรกแล้ว การมีชีวิตอยู่ต่อในยุทธภพที่เน่าเฟะนี้ มีเพียงปลายกระบี่ในมือเท่านั้นที่บอกข้าได้ว่า ข้ายังเป็นมนุษย์อยู่"
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากัน ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง มีเพียงเศษเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ในโลกของการบำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและความโลภ ความสัมพันธ์ระหว่างจอมยุทธ์หนุ่มผู้โดดเดี่ยวกับนางเซียนผู้สูงศักดิ์กลับมั่นคงยิ่งกว่าศิลาผา แม้ปากจะกล่าววาจาเชือดเฉือน แต่หัวใจกลับผูกพันกันอย่างแนบแน่น
เซียนจื่อเวยหลบสายตาลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจบุรุษผู้ดื้อรั้นผู้นี้ได้ ชายหนุ่มผู้นี้มีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะยอมก้มหัวให้กฎเกณฑ์ของสวรรค์
"เช่นนั้น... เราแยกกันตรงนี้" นางเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อยภายใน "เจ้าไปสะสางหนี้แค้นที่สำนักมารโลหิต ส่วนข้าจะกลับไปปิดด่านหลอมรวมแก่นแท้เหมันต์ที่หอคอยร้อยบุปผา... หากพ้นเจ็ดวันนี้ไปแล้ว เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ค่อยมาพบข้าที่ยอดเขาเทียนซาน"
ฉินเยี่ยไม่ได้ตอบรับในทันที เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์แล่นริ้วผ่านหัวใจที่ด้านชา ทว่าในฐานะผู้ฝึกวิถีกระบี่ เขารู้ดีว่าการก้าวข้ามขีดจำกัดสูงสุด จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด
"ตกลง" เขาพยักหน้ารับสั้นๆ "รักษาตัวด้วย... จื่อเวย"
สิ้นคำพูด ร่างของฉินเยี่ยก็ระเบิดออกเป็นแสงสีเงินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งดาวตกแหวกม่านเมฆ เสียงแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหวทิ้งไว้เพียงร่องรอยพลังปราณกระบี่ที่กรีดผืนฟ้าให้แยกออกเป็นสองส่วน
เซียนจื่อเวยมองตามเงาร่างนั้นจนลับตา ดวงตาคู่สวยฉายแวววิตกกังวลอย่างที่นางไม่เคยเป็นมาก่อน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกอ่อนแอ ก่อนที่ร่างระหงจะแปรเปลี่ยนเป็นละอองหิมะสีขาวหายลับไปจากหน้าผา
***
ณ หุบเขาอสูรโลหิต แดนประจิมที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน
กลิ่นอายคาวเลือดตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พื้นดินถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจนน่าสะพรึงกลัว ฉินเยี่ยยืนหยัดอยู่ใจกลางค่ายกลร้อยกระบี่โลหิต รอบกายเขาเต็มไปด้วยศพของยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณนับร้อยที่นอนตายเกลื่อนกลาด
ทว่า เบื้องหน้าของเขากลับปรากฏเงาร่างมหึมาของชายชราผมยาวสีเลือด นามว่า 'โม่กู่' ผู้นำสำนักมารโลหิต ผู้ครอบครอง 'กระบี่โลหิตผลาญวิญญาณ' อาวุธวิเศษระดับนภาขั้นสูง
"ฮ่าๆๆๆ เจ้าเด็กน้อย ฉินเยี่ย! คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าอาจหาญบุกมาถึงถ้ำเสือคนเดียว รนหาที่ตายแท้ๆ!" โม่กู่แผดเสียงหัวเราะลั่น ไอพลังมารสีแดงฉานแผ่ขยายออกมารอบตัวจนเกิดเป็นพายุโลหิตหมุนวน
ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองคู่ต่อสู้ด้วยความหวาดกลัว เขายกกระบี่ในมือขึ้นระดับอก สายตาคมกราบจดจ่ออยู่ที่คมกระบี่ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างทีละน้อย กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"วิชามารนอกรีต... ต่อให้เจ้ามีกระบี่วิเศษระดับนภา ก็เป็นได้แค่เศษเหล็กในสายตาของข้า"
ฉินเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย เร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ เร็วยิ่งกว่าความคิด!
*ฉับ!*
ประกายกระบี่สีเงินบริสุทธิ์สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาโลหิต ตัดผ่านพายุเลือดอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดตัดเต้าหู้ โม่กู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พยายามยกกระบี่โลหิตขึ้นป้องกัน แต่ทว่า... ช้าเกินไป!
คมกระบี่ไร้ลักษณ์ทะลวงผ่านเกราะป้องกันปราณมารเข้าสู่กลางหน้าอกของโม่กู่ในชั่วพริบตา เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ พลังปราณกระบี่ที่แทรกซึมเข้าไปทำลายชีพจรและแก่นวิญญาณของอีกฝ่ายจนแหลกสลายเป็นจุล
โม่กู่อ้าปากค้าง เลือดไหลทะลักออกจากมุมปาก เขาล้มลงคุกเข่ากับพื้น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อ "วิชานี้... นี่มันกระบี่สวรรค์ที่สูญหายไป..."
ฉินเยี่ยสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักด้วยท่าทีสงบนิ่ง ร่างของโม่กู่ค่อยๆ สลายกลายเป็นผงธุลีปลิวไปตามสายลม ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกลับคืนสู่หุบเขาอสูรโลหิตนั้นเอง...
จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่ควรจะมืดมิด กลับถูกฉีกกระชากออกด้วยสายฟ้าสีดำสนิท เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันระดับมหาเทพเซียนแผ่ซ่านกดทับลงมาจนพื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายร้อยเมตร
ฉินเยี่ยขมวดคิ้วแน่นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์จากการเลื่อนขั้นพลัง แต่มันคือ... ค่ายกลสะกดวิญญาณโบราณที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง!
กลางห้วงมิติที่ฉีกขาด ปรากฏเงาร่างของสตรีในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าแพรโปร่งแสง นางก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ กลิ่นอายความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวนางทรงพลังยิ่งกว่าเซียนจื่อเวยเสียอีก
"ฉินเยี่ย... เจ้าคิดว่าเจ้ากำจัดสำนักมารโลหิตได้แล้วจะจบสิ้นกระนั้นหรือ?" สุ้มเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียมดังขึ้น "เจ้าหญิงแห่งแดนอุดรฝากมาบอกว่า... ศิรินทร์ของเซียนจื่อเวย บัดนี้ตกอยู่ในกำมือของพวกเราแล้ว หากไม่อยากให้นางต้องดับสูญ จงส่งกระบี่ไร้ลักษณ์มาให้ข้าแต่โดยดี!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกระบี่ไร้ลักษณ์เสมอมาครับ
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 10
แยกทางเพื่อฝึกฝน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!