โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ราวกับเสียงนับถอยหลังแห่งความตาย ภายในโถงลับใต้หุบเขาหมื่นพิษ บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอสังหารที่หนาแน่นจนเกือบกลายเป็นรูปธรรม เงาร่างเจ็ดสายสวมชุดคลุมสีชาดปกปิดใบหน้ายืนล้อมรอบแท่นบูชาโบราณ ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีเขียวเรืองรองด้วยพิษร้ายกาจและจิตมารที่ไร้ซึ่งความปรานี
"มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว..." น้ำเสียงแหบพร่าดั่งกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นจากเงาร่างตรงกลางผู้มีอาวุโสสูงสุด "พลังแห่งเหมันต์นิรันดร์ของนางเซียนจื่อเวย และวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของฉินเยี่ย กำลังหลอมรวมกันเพื่อทะลวงผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ขั้นเก้า หากพวกมันทำสำเร็จ... ยุคสมัยแห่งมารศาสนาเช่นพวกเราย่อมถึงคาลอวสาน"
"ท่านผู้อาวุโสแปดกังวลจนเกินเหตุไปหรือไม่?" เงาร่างอีกสายหัวเราะเยาะในลำคอ เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดแก้วหู "ต่อให้พวกมันเก่งกาจเพียงใด ก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนที่ยังไม่ก้าวข้ามขอบเขตเซียนแท้จริง ค่ายกล 'ร้อยมารกลืนนภา' ที่พวกเราเฝ้าสะสมโลหิตและดวงวิญญาณมานับร้อยปี ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อถึงเวลาที่พวกมันเริ่มโคจรลมปราณทลายด่าน ฟ้าดินจะเกิดช่องโหว่ และนั่นคือเวลาที่พิษโลหิตมารจะแทรกซึมเข้าสู่จุดตันเทียนของพวกมัน"
ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาเหมันต์สวรรค์ ลมปราณหนาวเหน็บแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาดั่งห้วງนิทราแห่งกาลเวลา ทว่าภายในตำหนักน้ำแข็งแก้ว กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวหนังได้
ฉินเยี่ยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอ่างหยกสุริยัน ร่างกายของเขายังคงมีบาดแผลจากการต่อสู้ในยุทธภพเมื่อวันวาน เลือดในกายไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งตามจังหวะชีพจร ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองไปยังร่างของเซียนจื่อเวยที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวน้ำแข็ง นางกำลังโคจรวิชา 'เหมันต์นิรันดร์' เพื่อต้านทานกระแสพลังฟ้าดินที่กำลังปั่นป่วน เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนดั่งหยก แม้ใบหน้าจะยังคงความงดงามสง่าและเย็นชาไว้ได้เช่นเคย ทว่าริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว กลับบ่งบอกว่านางกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่เหนือกว่าความตาย
"เยี่ยหลาง..." เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยขึ้นเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว นางลืมตาขึ้น เผยให้เห็นแววตาที่สะท้อนเงาของชายหนุ่ม "ข้ารับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากเบื้องล่าง พวกมัน... ไม่ยอมปล่อยให้เราก้าวข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์นี้ไปได้ง่ายๆ แน่"
ฉินเยี่ยไม่กล่าวคำใด เขาเพียงแต่ยกมือขึ้นสัมผัสด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามลวดลายอักขระโบราณบนฝักกระบี่ ความเย็นเยียบของเหล็กกล้าไหลซึมเข้าสู่ฝ่ามือ แต่กลับทำให้จิตใจของเขาร้อนรุ่มด้วยปณิธานอันแน่วแน่ แววตาของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนทอประกายคมปลาบ ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด แม้แต่เงาของความตายก็ยังต้องสยบแทบเท้า
"จื่อเวย เจ้าจงตั้งสมาธิโคจรลมปราณต่อไป" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉินเยี่ย "ส่วนพวกสุนัขรับใช้แห่งแดนอสูรที่คิดจะใช้เล่ห์กลสกปรกขัดขวางวิถีของเรา... ข้าจะใช้คมกระบี่นี้ เป็นผู้ส่งพวกมันไปสู่ปรภพด้วยตนเอง"
คำพูดนั้นไม่ได้โอ้อวด แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจในวิถีกระบี่ที่เขาฝึกฝนมาหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ วิถีกระบี่ที่ตัดขาดจากความลังเล วิถีกระบี่ที่มีเพียง 'หนึ่ง' ไม่มี 'สอง'
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ท้องน่ายามราตรีที่ควรจะปรากฏหมู่ดาว กลับถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลจากฟ้าดินกดทับลงมาบนยอดเขาเหมันต์ ราวกับภูเขาไท่ซานทั้งลูกกำลังพังทลายลงมาทับร่างของพวกเขาทั้งสอง
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมาตรงกลางลานพิธี เศษหินและเกล็ดน้ำแข็งกระจายไปทั่วสารทิศ พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของเงาร่างเจ็ดสายที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่างด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ กลิ่นอายพิษร้ายกาจพวยพุ่งขึ้นปกคลุมท้องฟ้าจนกลายเป็นโดมสีดำทมิฬ ค่ายกลร้อยมารกลืนนภาทำงานแล้ว!
"ฉินเยี่ย! วันนี้คือวันตายของเจ้าและนางเซียนสารเลวผู้นั้น!" เสียงคำรามดังก้องด้วยความแค้นเคืองจากหนึ่งในผู้อำมหิตแห่งพรรคมาร มันคือ 'มารโลหิตพันศพ' ผู้ใช้กระดูกมนุษย์เป็นอาวุธ สองมือของมันกางออก ปลดปล่อยโซ่ตรวนโลหิตนับร้อยเส้นพุ่งเข้าใส่ฉินเยี่ยจากทุกทิศทุกทางราวกับงูพิษที่กระหายเลือด
ฉินเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทว่ารัศมีกระบี่รอบตัวกลับระเบิดออกอย่างรุนแรงจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกละเอียดเป็นจุล เขารู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันไม่ใช่การสังหารเขาด้วยกำลังภายนอก แต่เป็นการทำลายสมาธิของเซียนจื่อเวยในยามที่นางกำลังอ่อนแอที่สุด เพื่อให้ธาตุไฟเข้าแทรกและดับสูญวิญญาณเซียนไปตลอดกาล
นี่คือการสมคบคิดในเงามืดที่ไร้ยางอายที่สุด!
เซียนจื่อเวยหลับตาลงอีกครั้ง ร่างกายของนางเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อไอพิษสีดำเริ่มกัดเซาะเกราะป้องกันน้ำแข็งภายนอกตำหนัก เลือดสีแดงสดไหลรินออกจากมุมปากของนางอย่างช้าๆ
ฉินเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก 1 ครั้ง 2 ครั้ง... ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันทียนพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงกระบี่ในฝักส่งเสียงร้องคำรามดังกังวานราวกับพญามังกรที่ถูกจองจำมาเนิ่นนานและกำลังจะแหวกว่ายสู่อภิมหานภา
เขาก้าวเท้าออกไปข้างซ้ายหนึ่งก้าว มือขวาจับด้ามกระบี่มั่น จิตใจผสานเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่อย่างไร้รอยต่อ ท่ามกลางวิกฤตอันเป็นตายนี้ ไม่มีที่ว่างให้ความลังเล มีเพียงการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่จะพลิกผันชะตากรรมของสองภพภูมิ
โซ่ตรวนโลหิตพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงห้าชั้ง เงาร่างของพรรคมารทั้งเจ็ดแย้มยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมในความมืดมิด
ฉินเยี่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่นิ้วหัวแม่มือจะค่อยๆ ดันกระบี่ออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว...
*แคว่ก!*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฝันมรสุมอักษรมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 22
สมคบคิดในเงามืด
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!