กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์•ตอนที่ 24

ดาบในใจคือความว่างเปล่า

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ความเงียบงัน... คือเสียงคำรามที่ดังกึกก้องที่สุดในห้วงมิติแห่งการบำเพ็ญเพียร เลือดสีสดหนึ่งหยดไหลรินจากมุมปากของฉินเยี่ย หยดลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงกังวานราวกับเสียงโลหะกระทบกัน ร่างของเขายังคงตั้งตรงดั่งทวนเหล็กปักค้ำฟ้า แม้ว่าเส้นชีพจรปราณทั่วร่างจะร่ำร้องราวกับกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เบื้องหน้าของเขาคือม่านหมอกเหมันต์หนาทึบที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปจำลองของ "เต๋า" อันไร้รูปร่าง มันคือบททดสอบด่านสุดท้ายก่อนก้าวข้ามขอบเขตเซียนแท้จริง แรงกดดันระดับมหาศาลนี้เพียงพอที่จะบดขยี้วิญญาณของยอดฝีมือสำนักใหญ่ให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงได้ภายในพริบตาเดียว "ฉินเยี่ย... เจ้ายังดึงดันที่จะแบกรับทุกสิ่งไว้คนเดียวอีกหรือ?" เสียงของเซียนจื่อเวยดังแว่วมาจากเบื้องหลัง น้ำเสียงที่เคยราบเรียบเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อย นางยืนอยู่บนชะงากผาน้ำแข็ง สายตาคู่นั้นทอดมองบุรุษผู้ทะนงตนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ภายใต้ความเยชาชาของนาง มีเพียงฉินเยี่ยผู้เดียวที่ได้รับความอบอุ่นอันน้อยนิดที่นางหลงเหลืออยู่ในหัวใจ ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จับจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า "จื่อเวย... วิถีกระบี่ของข้า มิใช่การหลบหนีใต้ร่มเงาของใคร และมิใช่การพึ่งพิงปาฏิหาริย์จากสวรรค์ หากสวรรค์ต้องการให้ข้าก้มหัว ข้าจักใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันออกเป็นสองซีก!" สิ้นคำพูด ประกายกระบี่สีครามเข้มก็ระเบิดออกมาจากร่างของฉินเยี่ย มันไม่ใช่ปราณกระบี่ธรรมดา หากแต่เป็นเจตจำนงแห่งการฆ่าฟันที่หลอมรวมเข้ากับสัจธรรมแห่งความว่างเปล่า ทว่า... มันยังขาดสิ่งสำคัญบางอย่าง ขาดความหลอมรวมที่แท้จริงระหว่าง "ตัวตน" กับ "วิถี" ในตำราโบราณบันทึกไว้ว่า *'ดาบในมือคือเหล็กกล้า ดาบในใจคือความตาย ดาบที่ไร้ซึ่งใจและมือ... คือวิถีกระบี่ที่แท้จริง'* ฉินเยี่ยหลับตาลง ปล่อยให้ความเจ็บปวดจากการทะลวงด่านกัดกินร่างกาย เสียงลมหายใจของเขาประสานไปกับเสียงหิมะที่โปรยปรายลงมาจากยอดเขาเหมันต์ ในห้วงความคิด ภาพเหตุการณ์ในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก—ภาพท่านอาจารย์ที่สิ้นใจในอ้อมแขน ภาพคราบน้ำตาของเหล่าสหายร่วมสำนักที่ล้มตาย และภาพรอยยิ้มอันเย็นชาแต่ซ่อนความห่วงใยของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาในยามนี้ *ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า...* *ความแค้น ความรัก ความทะเยอทะยาน... ล้วนเป็นเพียงธุลีดิน* เมื่อจิตใจว่างเปล่าถึงขีดสุด โลกทั้งใบก็พลันสงบลงอย่างประหลาด เสียงคำรามของทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังก่อตัวบนท้องนภาเงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงหัวใจของฉินเยี่ยที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ ทรงพลัง และสอดคล้องกับวัฏจักรของฟ้าดิน เซียนจื่อเวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ร่างของฉินเยี่ยในตอนนี้ราวกับหายไปจากโลกใบนี้แล้ว เขายืนอยู่ตรงนั้น ทว่ากลับไร้ซึ่งตัวตน ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งจิตสังหาร แต่มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิด "นี่มัน... ขอบเขตกระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสมบูรณ์!" นางพึมพำออกมาเบาๆ หัวใจเต้นรัวระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ฉินเยี่ยลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของจักรวาลอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความกลัว เขายื่นมือขวาออกไปช้าๆ ราวกับกำลังคว้าจับอากาศธาตุ แต่ในพริบตานั้นเอง กระบี่บินประจำกายที่ปักอยู่บนพื้นศิลาหยกก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันลอยขึ้นสู่เบื้องบนโดยไม่ต้องอาศัยการชักนำด้วยพลังปราณ *ฉวบ!* กระบี่ไร้ลักษณ์มิได้ถูกชักออกจากฝักด้วยมือ แต่มันถูกชักออกมาด้วย "เจตจำนง" ของฟ้าดินที่นอบน้อมต่อเขา! ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบและสายฟ้าสีดำทมิฬของทัณฑ์สวรรค์จนขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ราวกับใช้มีดคมกริบตัดผ่านกระดาษบางๆ แรงสะท้อนจากการโจมตีนั้นทำให้ยอดเขาเหมันต์สั่นสะเทือน เลือดพุ่งทะลักออกจากปากของฉินเยี่ยอีกครั้ง แต่คราวนี้... แววตาของเขากลับเปี่ยมล้นด้วยความปีติยินดีแห่งการรู้แจ้ง เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว... และในวินาทีนั้นเอง กฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติรอบตัวก็พลันบิดเบี้ยว เซียนจื่อเวยพุ่งเข้ามาประคองร่างที่โซเซของเขาไว้ อ้อมแขนอันเย็นเยียบของนางโอบกอดบุรุษผู้ทะนงตนไว้แนบอก ความอบอุ่นที่นางไม่เคยยอมมอบให้ผู้ใด บัดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาที่กำลังเช็ดคราบเลือดบนริมฝีปากให้เขา "เจ้า... ทำได้จริงๆ ด้วย" สุ้มเสียงของนางแฝงความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด ฉินเยี่ยแย้มยิ้มบางๆ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียองามของนางไว้ แววตาสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าร้อยคำพูด "ข้าบอกแล้ว... ข้ายังต้องอยู่ปกป้องเจ้า ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่เราต้องก้าวเดินไปด้วยกัน" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและอบอุ่น ทันใดนั้นเอง... อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนน้ำแข็งใต้เท้าจับตัวหนากว่าเดิมเป็นเท่าตัว ม่านหมอกเหมันต์ที่ควรจะสลายไปกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัว เงาร่างลึกลับร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงบนยอดผาเบื้องบน คนผู้นั้นสวมหน้ากากกระดูกอสูรและถือเคียวโลหิตขนาดมหึมา กลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกดทับจนแม้แต่เซียนจื่อเวยยังต้องหน้าเปลี่ยนสี "ฉินเยี่ย... เจ้าคิดว่าการก้าวข้ามด่านนี้จะทำให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักเงาโลหิตได้งั้นหรือ?" เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับที่เงาร่างนั้นยกเคียวขึ้นชี้ตรงมายังพวกเขา "สิบปีที่ตามล่า เจ้าเป็นเพียงเหยื่อ... และบัดนี้ ได้เวลาเก็บเกี่ยววิญญาณแล้ว!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่ของฉินเยี่ยในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยกับนางเซียนผู้เหมันต์นิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%