เสียงเหล็กกระทบกันดัง *เคร้ง* ก้องกังวาน ทำลายความเงียบสงบของลานบ้านตระกูลฉินลงในพริบตา ดาบในมือของฉินอวี้ไม่ได้ชักออกมาจนสุดฝัก มีเพียงคมโลหะที่เผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่ง ทว่ากลับสะท้อนประกายวาววับบาดตาจนผู้มาเยือนถึงกับหน้าถอดสี กลิ่นอายสังหารที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นพายุหมุน บีบอัดอากาศรอบตัวให้เบาบางลงจนแทบหายใจไม่ออก
หลินเฟยหรงยื่นมือเรียวบางออกไปแตะข้อแขนแกร่งของสามีเบาๆ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงราwithหินผา นางไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนริมฝีปากกลับมีความเย้ยหยันซ่อนอยู่ลึก
"ท่านพี่ เก็บดาบก่อนเถอะค่ะ" เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ "เกรงว่ากลิ่นอายคาวเลือดจากสนามรบของท่านจะทำให้บ้านเรือนของเราแปดเปื้อนเสียเปล่าๆ อีกอย่าง... แขกผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงเหล่านี้ คงไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนป่าคนเถื่อนเช่นพวกเรากระมังคะ"
คำว่า "แขกผู้สูงศักดิ์" และ "คนป่าคนเถื่อน" ถูกเน้นเสียงด้วยความจงใจ ทำให้ใบหน้าของ 'หลินฮào' บุตรชายคนโตของตระกูลหลิน ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเฟยหรง ถึงกับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาสวมชุดผ้าไหมปักดิ้นทองชั้นดี รองเท้าปักลายสะอาดไร้ฝุ่น ตัดกับสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เป็นลานดินและเล้าไก่ได้อย่างน่าขัน
"หลินเฟยหรง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงสามหาวต่อหน้าพี่ชาย!" หลินฮ่าวตวาดลั่น พยายามเรียกอำนาจเก่ากลับคืนมา แม้ขาจะสั่นเทาเมื่อเหลือบไปเห็นสายตาคมกราบราwithพยัคฆ์ของฉินอวี้ "พวกเราอุตส่าห์เดินทางรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาเยี่ยมเยียนเจ้าถึงหมู่บ้านกันดารนี่ เจ้าไม่ต้อนรับแล้วยังปล่อยให้สามีเดรัจฉานขู่ฆ่าพวกเราอีกหรือ!"
"เดรัจฉานอย่างนั้นหรือคะ?" เฟยหรงทวนคำ รอยยิ้มบนมุมปากลึกขึ้น ดวงตากลมโตประกายแวววับดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด นางก้าวเท้าเดินอ้อมผ่านร่างสูงใหญ่ของสามีออกมาเผชิญหน้ากับพี่ชายในสายเลือดด้วยตนเอง ชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายที่นางตัดเย็บเองไม่ได้ลดทอนรัศมีสง่างามลงเลยแม้แต่น้อย กลับขับเน้นให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งจองหองในอดีตที่ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นความมั่นใจอันทรงพลัง "พี่ใหญ่... ท่านจำผิดคนแล้วกระมังคะ ข้าไม่ใช่คุณหนูตระกูลหลินผู้โง่เขลาที่คอยให้พวกท่านสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่ท่านและท่านพ่อท่านแม่ประกาศตัดขาดจากข้าในวันที่ข้าถูกขับไล่ออกจากตระกูลเพื่อรับโทษแทนคู่หมั้นหน้าตัวเมียของท่าน... เราก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก"
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงไก่ขันไกลๆ และเสียงลมพัดผ่านยอดไม้
หลินฮ่าวหน้าซีดเผือดด้วยความอับอายเมื่อชาวบ้านเริ่มทยอยมามุงดูเหตุการณ์รอบรั้วบ้าน "เจ้า... นังตัวดี! อย่ามาปากเก่งให้มากนัก! แม่กําลังป่วยหนักด้วยความคิดถึงเจ้า ท่านพ่อก็ตรอมใจจนล้มหมอนนอนเสื่อ พวกเรามาที่นี่เพื่อเมตตาพาเจ้ากลับบ้าน ไปกราบขอขมาท่านแม่เสีย แล้วข้าจะหาทางออกเรือนใหม่ให้เจ้ากับบุตรขุนนางตกอับนี่!"
ฉินอวี้ที่ยืนนิ่งมาตลอด ขยับตัวเพียงเล็กน้อยจนเกิดเสียงข้อต่อกระดูกลั่นเบาๆ รังสีอำมหิตพุ่งเป้าไปที่หลินฮ่าวทันทีจนอีกฝ่ายก้าวถอยหลังไปสามก้าว
ทว่า หลินเฟยหรงกลับยกมือห้ามสามีไว้ นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและความสมเพชเวทนา "แม่ป่วย? ท่านพ่อตรอมใจ? ช่างเป็นลูกกตัญญูเสียจริงนะคะ... แต่ก็น่าแปลก ที่คนป่วยใกล้ตายเช่นนั้น ยังมีแก่จิตแก่ใจส่งคนมาสืบเรื่อง 'สูตรปุ๋ยวิเศษ' และ 'น้ำมันพืชพฤกษา' ที่ข้าผลิตขึ้นมาขายจนสร้างรายได้สะพัดไปทั่วอำเภอได้"
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ หลินฮ่าวสะดุ้งสุดตัว แววตาฉายพิรุธออกมาชัดเจนจนปิดไม่มิด
"เจ้า... เจ้าพูดเหลอไหลอะไร! ข้าไม่รู้เรื่อง!"
"รู้หรือไม่ ท่านย่อมรู้แก่ใจดีที่สุดค่ะ" เฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้พี่ชายทีละก้าว บีบให้หลินฮ่าวต้องถอยร่นด้วยความหวาดผวา "ตระกูลหลินของพวกเรา ขึ้นชื่อเรื่องหน้าหนาและเห็นแก่ตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เงินทองที่ข้าเคยส่งเสียพวกท่านไปสมัยที่ยังอยู่ในจวน แทบจะซื้อชีวิตข้าได้หลายสิบหน ตอนนี้เมื่อเห็นข้าลืมตาอ้าปากได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตนเองและสามี... พวกท่านถึงกับทนไม่ได้ ต้องถ่อสังขารมาถึงชายแดนเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์สินะคะ?"
"บังอาจ! นังเนรคุณ!" สาวใช้คนสนิทที่ติดตามหลินฮ่าวมาด้วยทนดูไม่ไหว ก้าวออกมาชี้น้ำหน้าเฟยหรง "เจ้ากล้าพูดจาก도หยาบคาบกับคุณชายใหญ่ได้อย่างไร! เตรียมตัวรับโทษโบยร้อยครั้งเสียเถอะ!"
นางยังไม่ทันได้ขยับตัวทำอะไรมากไปกว่านั้น ประกายแสงสีเงินก็พาดผ่านอากาศตรงหน้า *ฉับ!* ปอยผมเส้นหนึ่งของสาวใช้คนนั้นปลิดปลิวตกลงสู่พื้น ดาบของฉินอวี้กลับเข้าฝักเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น มีเพียงเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่ดังลอดไรฟัน
"หากนิ้วของเจ้ายังกล้าชี้ภรรยาข้าอีก... นิ้วนั้นคงไม่ต้องเก็บไว้ใช้ประโยชน์อันใด"
สาวใช้กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจจนเป็นลมล้มพับไปกองกับพื้น หลินฮ่าวหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธและหวาดกลัวผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก เขาชี้หน้าฉินอวี้และเฟยหรงสลับกันด้วยความคับแค้นใจ
"ดี! เก่งนักนะ! คิดว่ามีสามีเป็นทหารบ้านนอกแล้วจะไม่มีใครทำอะไรพวกเจ้าได้ใช่ไหม? อย่าลืมว่าสินค้าเกษตรของพวกเจ้าต้องขอใบอนุญาตจากทางการ! ข้าจะใช้เส้นสายในเมืองหลวงสั่งปิดกิจการของพวกเจ้าให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน!"
หลินฮ่าวขู่ตะคอกด้วยความโมโหจัด ก่อนจะหันหลังเตรียมวิ่งหนีขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าหมู่บ้านเพราะทนรับแรงกดดันจากฉินอวี้ไม่ไหว
เฟยหรงมองตามหลังพี่ชายที่วิ่งหนีหางจุกตูดด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ นางไม่คิดจะวิ่งไล่ตามหรือเอ่ยรั้ง คำขู่ของเขาไม่ได้ทำให้นางสะิเทกสะท้านแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับจุดประกายความสนุกบางอย่างในดวงตานาง
"พี่ใหญ่คะ..." เสียงหวานใสเอ่ยไล่หลังเบาๆ แต่กลับดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ "ก่อนที่ท่านจะไป... ข้ามีของฝากชิ้นเล็กๆ น้อยๆ จะมอบให้ท่านพกติดตัวกลับเมืองหลวงด้วยค่ะ"
หลินฮ่าวชะงักเท้า หันกลับมามองด้วยความระแวง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
เฟยหรงหันไปพยักหน้าให้แก่ฉินอวี้ สามีหนุ่มรู้ใจเดินหายเข้าไปในครัวชั่วครู่ ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับห่อกระดาษสีน้ำตาลหยาบๆ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศผสมผสานกับความมันเยิ้มของเนื้อย่างเกรียมๆ ที่ผ่านการหมักด้วยสูตรลับเฉพาะตัวของนาง
นั่นคือ 'หมูสามชั้นรมควันน้ำผึ้งป่าและพริกหอมหมาล่า' เมนูเด็ดที่นางเพิ่งทดลองทำเสร็จเมื่อเช้านี้เพื่อเตรียมไว้ฉลองยอดขายล็อตแรกในตลาด
"นี่คือของขวัญอำลาจากข้าค่ะ" เฟยหรงรับห่อกระดาษมาถือไว้ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ "เนื่องจากพวกท่านอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงที่ ข้าคงปล่อยให้กลับไปมือเปล่าไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าน้องสาวคนนี้ไร้น้ำใจ... อ้อ ฝากบอกท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะคะ ว่าสูตรปุ๋ยของข้า พวกท่านไม่มีวันได้แตะต้องหรอกค่ะ เพราะต่อให้ใช้เงินทั้งตระกูลซื้อ ก็เทียบไม่ได้กับคุณค่าของ 'เศษอาหาร' ที่ข้ากำลังจะโยนให้หมูในเล้ากินตอนนี้เลย"
สิ้นคำพูด นางก็โยนห่อหมูสามชั้นหอมฉุยลงไปบนพื้นดินต่อหน้าต่อตาหลินฮ่าวทันที!
หลินฮ่าวอ้าปากค้างด้วยความโกรธจัดจนหน้าดำคร่ำเครียด เขาจำได้ทันทีว่ากลิ่นหอมนี้คือกลิ่นของอาหารชั้นเลิศที่แม้แต่ในจวนเสนาบดีก็ยังหาทานได้ยากยิ่ง แต่นางกลับนำมันมาเปรียบเหมือนอาหารหมู!
"เจ้า... เจ้า...!" หลินฮ่าวชี้หน้าเฟยหรงจนตัวสั่นเทา พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่สะบัดแขนเสื้อแล้วกระโดดขึ้นรถม้าหนีเตลิดไปอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ
ฉินอวี้มองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและประกายความรักที่เอ่อล้น เขาเอื้อมมือมาโอบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิด "เจ้าจัดการได้ดีเยี่ยมยิ่งนัก... ภรรยาข้า"
"พวกคนเห็นแก่ตัวเช่นนั้น หากไม่ใช้ไม้นهนี้ ก็คงไม่จำหรอกค่ะท่านพี่" เฟยหรงซบหน้าลงกับอกแกร่ง ถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาปริศนาที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน
เงาร่างนั้นสวมชุดดำสนิท และที่สำคัญที่สุด... ที่เอวของมันมีตราสัญลักษณ์รูป 'ดอกเบญจมาศโลหิต' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมือสังหารเงาจากสำนักลับในเมืองหลวงที่นางเคยพบเจอในชาติก่อน!
หัวใจของหลินเฟยหรงกระตุกวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลังในเสี้ยววินาที
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของเฟยหรงมาโดยตลอดนะคะ
คุณหนูตัวร้ายพลิกวิถีเกษตรกร กับสามีผู้ไม่เคยหันหลังให้•ตอนที่ 13
แขกไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตัวร้ายพลิกวิถีเกษตรกร กับสามีผู้ไม่เคยหันหลังให้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!