"หากท่านลุงยังดึงดันจะผันน้ำจากแปลงข้าวสาลีของบ้านเราไปใส่ไร่ถั่วของตระกูลหลิวอีกเพียงกระบะเดียว ข้าเกรงว่าข้าวกล้าทั้งหมดคงต้องตายคาต้นก่อนจะได้ออกรวงแล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงของหลินเฟยหรงไม่ได้ตึงเครียดหรือเกรี้ยวกราดแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนเรียวปากคู่นั้นกลับยิ่งทำให้ผู้ใหญ่บ้านชราถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้งที่แผดเผาหมู่บ้านหินผาจนดินแตกระแหง บ่อน้ำสาธารณะแห้งขอดจนเห็นก้นโคลนตม แต่แปลงเกษตรของบ้านฉินกลับยังคงเขียวขจี ชุ่มชื้นราวกับปาฏิหาริย์—และนั่นคือต้นเหตุที่ทำให้เหล่าเครือญาติจอมหน้าเลือดและชาวบ้านบางกลุ่มพากันยกโขยงมาบีบบังคับให้เธอต้อง "แบ่งปัน" ทรัพยากร
เฟยหรงในชุดผ้าฝ้ายสีหม่นทับด้วยผ้ากันเปื้อนสะอาดสะอ้าน ยืนพิงกรอบประตูเรือนด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือเรียวบางกำลังปอกเปลือกมันเทศสีม่วงด้วยมีดเล่มเล็กอย่างใจเย็น แววตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววเฉียบคมดุจใบมีดซ่อนในแพรไหม ยุคสมัยที่เธอเคยเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจและถูกหลอกใช้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ พร้อมกับมิติพิเศษในจิตวิญญาณและการตระหนักรู้ว่า "ความใจดีที่ปราศจากสมอง คือบ่อเกิดแห่งความหายนะ"
"เฟยหรง... เจ้าจะใจแคบเกินไปแล้วนะ!" ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีใบหน้าหยักย่นราวกับผลส้มโอขึ้นรา ก้าวเท้ากระแทกระทั้นเข้ามาหมายจะตบะแตก "พวกเราก็เครือญาติกันทั้งนั้น น้ำในลำธารใต้ดินที่เจ้าสูบขึ้นมา มันก็ไหลผ่านผืนดินของตระกูลหลิวเหมือนกัน เหตุใดเจ้าถึงผูกขาดไว้คนเดียว ปล่อยให้พืชผลของบ้านอื่นต้องเฉาตายต่อหน้าต่อตา ใจคอเจ้าทำด้วยอะไร ถึงได้แล้งน้ำใจขนาดนี้!"
เฟยหรงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับกระดิ่งเงิน แต่กลับเย็นเยียบจนคนฟังต้องสะท้านเฮือก เธอวางมีดลงบนโต๊ะไม้ช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ
"ป้าสะใภ้ใหญ่พูดถูกค่ะ น้ำใต้ดินไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง..." เฟยหรงก้าวเดินช้าๆ ออกมาเผชิญหน้า กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรบำรุงกำลังลอยวนรอบตัวเธอ "แต่ตอนที่ข้ากับพี่อวี้อดหลับอดนอน ขุดเจาะหาตาน้ำลึกสามฉือกกลางแดดเปรี้ยงเมื่อเดือนก่อน ท่านอยู่ที่ไหนคะ? ตอนที่ข้าต้องใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายซื้อหินและไม้ไผ่มาทำระบบชลประทานหยดน้ำ ท่านเคยส่งเบี้ยมาช่วยเหลือสักอีแปะเดียวหรือไม่? หรือแม้แต่แรงกาย... มีใครในที่นี้เคยมาช่วยตักดินตักโคลนกับเราสักคนไหมคะ?"
คำถามย้อนกลับที่ตรงไปตรงมาและเชือดเฉือน ทำเอาฝูงชนที่ส่งเสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่ถึงกับเงียบกริบ ทุกคนต่างหลบสายตา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธความจริงข้อนี้
"ถ้าพูดถึงเรื่องความยุติธรรม... ข้าให้เกียรติผู้ใหญ่บ้านและพวกท่านมามากพอแล้วค่ะ" เฟยหรงกวาดสายตามองรอบบริเวณด้วยท่าทีสง่างาม ทว่าทรงอำนาจ "แต่ถ้าใครคิดจะมาปล้นชิงหยาดเหงื่อแรงกายของสามีและตัวข้าหน้าด้านๆ เช่นนี้... ก็ลองก้าวขาเข้ามาเหยียบเขตแดนบ้านฉินดูสิคะ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่า กฎหมายบ้านเมืองกับกฎแห่งกรรม สิ่งไหนจะทำงานเร็วกว่ากัน"
ฉินอวี้ที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่มุมเสาเรือนมาโดยตลอด ขยับตัวเล็กน้อย ร่างกายกำยำสูงใหญ่ภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบแผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวออกมาโดยธรรมชาติ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง เพียงแค่เขากวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่มาก่อกวาด เหล่าชายฉกรรจ์ที่เคยฮึกเหิมก็ต่างพากันถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครกล้าท้าทายอดีตองครักษ์ผู้มีคราบเลือดและสนามรบติดตัวผู้นี้เด็ดขาด
ผู้ใหญ่บ้านกระแอมไอออกมาเสียงดังเพื่อทำลายบรรยากาศที่อึดอัด เขายกมือขึ้นลูบเคราสีดอกสะเดาด้วยความกระอักกระอ่วนใจ "เอ่อ... เฟยหรงพูดมีเหตุผล น้ำพักน้ำแรงของใคร ใครก็รัก... แต่แม่นางหลิน หมู่บ้านเรากำลังจะแย่จริงๆ ฝนไม่ตกมาสามเดือนแล้ว ข้าวในนาเริ่มตาย ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ทางการต้องเก็บภาษีไม่ทันแน่ๆ เจ้าพอจะมี... ทางออกอื่นอีกไหมเล่า?"
ท่าทีที่อ่อนลงของผู้ใหญ่บ้านทำให้เฟยหรงผ่อนคลายรอยยิ้มลง เธอไม่ได้ใจร้ายจนไร้มนุษยธรรม ในฐานะคนที่ตั้งใจจะสร้างอาณาจักรเกษตรกรรม การผูกมิตรไว้ ย่อมดีกว่าการสร้างศัตรูท่ามกลางวิกฤต เพียงแต่... ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเธอ
"ทางออกมีเสมอค่ะท่านผู้ใหญ่บ้าน..." เฟยหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น "แต่การจะให้ข้าช่วยเหลืออย่างไร้เงื่อนไข ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อบ้านฉินมีระบบสูบน้ำบาดาลและรางส่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ เรายินดีจะแบ่งปันน้ำให้กับคนในหมู่บ้าน..."
ดวงตาของป้าสะใภ้ใหญ่และชาวบ้านหลายคนทอประกายความโลภขึ้นมาทันที
"...แต่มันต้องแลกเปลี่ยนค่ะ" เฟยหรงยกนิ้วเรียวขึ้นมาขัดจังหวะ "ใครที่ต้องการใช้น้ำจากระบบของบ้านเรา ต้องมาทำงานแลกเปลี่ยนแรงงานในแปลงเกษตรของข้า วันละสี่ชั่วยาม เป็นเวลาหวันร่น หรือไม่เช่นนั้น ก็ใช้ผลผลิตทางการเกษตรบางส่วนมาแลกเป็นค่าบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำ..."
"อะไรนะ! ให้พวกเราไปเป็นแรงงานให้เจ้าเนี่ยนะ! นังเด็กเหลือขอ เจ้ากล้าดียังไง..." ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดร้องด้วยความรับไม่ได้ หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
"ถ้าไม่ยอมรับข้อเสนอนี้... ก็เชิญกลับไปรอความหวังจากฟ้าฝนตามยถากรรมเถอะค่ะ" เฟยหรงตัดบทเสียงเรียบ รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความเยียบเย็นที่น่าเกรงขาม "ข้าไม่ได้บังคับพวกท่านนี่คะ เชิญตามสบายค่ะ"
ความเด็ดขาดและเฉียบแหลมของหลินเฟยหรงทำให้ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่า ยุคสมัยที่รังแกสะใภ้รองบ้านฉินได้หมดลงไปตลอดกาลแล้ว สุดท้าย ท่ามกลางเสียงบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ ผู้ใหญ่บ้านก็จำต้องตัดใจพยักหน้ารับเงื่อนไข และทยอยไล่ต้อนชาวบ้านให้แยกย้ายกันกลับไป
เมื่อความวุ่นวายสงบลง บรรยากาศรอบเรือนก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ฉินอวี้เดินเข้ามาใกล้ภรรยา ร่างสูงใหญ่ทอดมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและประกายความคลั่งรักที่ปิดไม่มิด มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตรงไหล่ของเธออย่างเบามือ
"เจ้าใจกว้างเกินไปแล้ว... คนพวกนั้นไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือด้วยซ้ำ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ มีความห่วงใยเจืออยู่ในนั้น
เฟยหรงเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม เธอเอียงคอมองรอยยิ้มมุมปากของสามี ก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วเอื้อมมือไปจับมือหยาบกร้านของเขาขึ้นมาลูบเบาๆ
"ใครบอกว่าข้าใจกว้างกันล่ะคะพี่อวี้..." เฟยหรงกระซิบเสียงหวาน แววตาส่องประกายเจ้าเล่ห์ "แรงงานราคาถูกกำลังจะมาส่งอาหารถึงที่ แถมเรายังจะได้ครอบครองสิทธิ์ซื้อที่ดินแห้งแล้งรอบๆ นั้นในราคาถูกยิ่งกว่าเศษกระดาษ... วิกฤตครั้งนี้แหละค่ะ คือก้าวแรกที่เราจะผูกขาดเศรษฐกิจทั้งหมดของอำเภอหินผาไว้ในกำมือของเราคนเดียว"
ฉินอวี้มองภรรยาตัวน้อยที่เวลานี้ดูคล้ายลูกแมวเจ้าปัญญาที่กำลังซ่อนกรงเล็บแหลมคม เขาอดไม่ได้ที่จะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะัดผ่านพวงแก้มเนียนของเธอ หัวใจของอดีองครักษ์หนุ่มเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ภรรยาของเขานับวันยิ่งน่าหลงใหลจนยากจะถอนตัว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานชื่น ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูกลอนไม้หน้าเรือนก็ดังขึ้น "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เป็นจังหวะที่หนักแน่นและแปลกประหลาด
ฉินอวี้ขมวดคิ้วมุ่นทันที ยามวิกฤตภัยแล้งเช่นนี้ ไม่มีชาวบ้านคนกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกรอบแน่
เฟยหรงชะงักมือที่กำลังถือมีดปอกมันเทศ สายตาดอกท้อหันขวับไปมองบานประตูไม้ที่ปิดสนิท เมื่อประตูถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายหรูหราผิดกับคนในชนบท ใบหน้านั้นงดงามราวกับอิสตรีทว่าเย็นชาไร้ความรู้สึก และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเฟยหรงกระตุกวูบไปถึงขั้วหัวใจ ก็คือตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเดิมที่เหน็บอยู่ตรงเอวของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ—ตระกูลที่เธอเคยหนีตายออกมา
"คุณหนูรอง... นายท่านส่งให้ข้ามาตามตัวท่าน กลับตระกูลหลินได้แล้วขอรับ" เสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกสาน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะคะ
คุณหนูตัวร้ายพลิกวิถีเกษตรกร กับสามีผู้ไม่เคยหันหลังให้•ตอนที่ 8
วิกฤตภัยแล้ง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตัวร้ายพลิกวิถีเกษตรกร กับสามีผู้ไม่เคยหันหลังให้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!