เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 4

กติกามารยาทฉบับห้ามเข้าใกล้

ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
เสียงเหล็กกระทบพื้นซีเมนต์ดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน ก่อนที่ประกายไฟจากการลากมีดพกเล่มยาวจะสาดวาบตัดความมืด รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เลือดในกายที่เคยร้อนรุ่มจากความดื้อรั้น กลับเย็นเยียบลงจนปลายนิ้วชาดิก ภาพรอยสักรูปกุหลาบสีดำที่ต้นคอของชายร่างใหญ่ตรงกลาง ไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความตาย แต่มันคือเงาทะมึนที่ตามหลอกหลอนครอบครัวเธอมาหลายปี—รอยสักเดียวกับของฆาตกรตัวจริงที่พรากพ่อผู้บริสุทธิ์ไปจากชีวิตเธอ "ถอยไป!" เสียงตวาดกร้าวของรินรดาไม่ได้สั่นเครืออย่างที่ใจคิด เธอก้าวขึ้นไปยืนบังประตูรถด้านคนขับไว้ แม้ขาทั้งสองข้างจะแทบพยุงน้ำหนักตัวไม่ไหวอยู่แล้วก็ตาม มือเรียวกำสเปรย์พริกไทยในกระเป๋าเสื้อโค้ทแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ระวังตัวซะบ้าง... ยัยตัวแสบ" น้ำเสียงเย็นชาคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับแรงกระชากที่ต้นแขนอย่างแรง รินรดาถูกดึงถอยหลังไปกระแทกกับแผ่นอกอุ่นของใครบางคนอย่างจัง กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นมินต์ผสมความเย็นยะเยือกของฝนยามค่ำคืนที่คุ้นเคย ทำให้อารมณ์พะว้าพะวังเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความฮึกเหิมขึ้นมาทันที ร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้าก้าวขึ้นมาขวางหน้าเธอไว้ ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปไม่ได้ดูอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย มือเรียวข้างหนึ่งปลดล็อกซองพืนพกสีดำที่สะโพกอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกริบมองกลุ่มชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนที่เดินล้อมเข้ามาด้วยแววตานิ่งสนิทราวกับพวกมันเป็นแค่ฝุ่นผง "ตำรวจกองปราบ... ถอยไปซะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน" จันทร์เจ้าประกาศกร้าว น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนฝ่ายตรงข้ามชะงักไปชั่วขณะ แต่ชายคนที่มีรอยสักกุหลาบดำกลับหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำน่าขนลุกดังขึ้นก่อนที่มันจะก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟหน้ารถอีกก้าว "ตำรวจเหรอ? ยิ่งดี... นายสั่งมาว่าเก็บกวาดให้เรียบ ทั้งตัวพยาน แล้วก็... ตำรวจสารพัดยุ่งด้วย" สิ้นคำสั่ง ท่ามกลางความมืดที่ไร้แสงไฟถนน ร่างของชายฉกรรจ์ทั้งกลุ่มก็พุ่งเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ จันทร์เจ้าไม่รอช้า เธอผลักรินรดาเข้าไปในตัวรถพร้อมกับกระแทกประตูเสียงดังสนั่น "ล็อกรถ! อย่าโผล่หน้าออกมาเด็ดขาด!" "แต่ว่าคุณจันทร์เจ้า—!" *ปั้ง!* เสียงหมัดปะทะเข้ากับใบหน้าของหนึ่งในคนร้ายดังสนั่น ก่อนที่ความชุลมุนจะระเบิดขึ้น ร่างบางของสารวัตรสาวพลิ้วไหวราวกับเปลวเพลิงในความมืด เธอทั้งเตะทั้งศอกใส่จุดตายของคนร้ายอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี ทว่าจำนวนที่มากกว่าทำให้สถานการณ์เริ่มตึงมือ เมื่อชายคนที่มีรอยสักกุหลาบดำอาศัยจังหวะที่จันทร์เจ้ากำลังรับมือกับสองคนพร้อมกัน ชักท่อเหล็กขึ้นเงื้อมือหมายจะฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเธอจากด้านหลัง! รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระดอนขึ้นมาอยู่ที่คอหอย ความกลัวที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา มือที่ถือสเปรย์พริกไทยเปลี่ยนเป็นเปิดประตูรถออกเต็มแรง แล้วพุ่งตัวเข้าไปกระชากกระเป๋าเอกสารหนักอึ้งเหวี่ยงใส่หน้าชายคนนั้นเต็มแรงจนเซถลา "ระวังค่ะ!" ระฆังช่วยชีวิตดังขึ้นทันเวลา แต่ความซุ่มซ่ามของเธอกลับทำให้เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นถนน รินรดานิหน้าด้วยความเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว มือใหญ่ของคนร้ายที่เพิ่งโดนกระเป๋าฟาดก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อเท้าเธอไว้แน่นแล้วกระชากลากไปกับพื้นถนนหยาบๆ "ปล่อยฉันนะไอ้เวรนี่!" รินรดากรيدลั่น พร้อมกับพยายามใช้เท้าอีกข้างถีบหน้าอกมันสุดแรง *พลั่ก!* รองเท้าส้นสูงของจันทร์เจ้าฝังลงที่กรามของไอ้คนร้ายจนมันหงายหลังสลบเหมือดคาที่ ในพริบตานั้นเอง สารวัตรสาวก็พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงข้างๆ รินรดา แววตาเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายความโกรธเกรี้ยวระคนตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความนิ่ง "เจ็บตรงไหนไหม..." เสียงของจันทร์เจ้าอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย ขณะที่มือเรียวประคองใบพักตร์เนียนขึ้นสำรวจรอยแผลถลอกที่ข้างแก้มอย่างเบามือที่สุด "บอกให้รอในรถ ทำไมถึงดื้อด้านแบบนี้ ห๊ะ!" "ก็... ก็คุณกำลังจะโดนตีหัวนี่นา จะให้ฉันนั่งดูเฉยๆ หรือไงเล่า!" รินรดาย้อนกลับทันควัน แม้จะเจ็บข้อเท้าจนน้ำตาคลอเบ้า แต่ปากเก่งๆ ก็ยังไม่ยอมแพ้ "อีกอย่าง... ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณนะที่จะต้องมาสั่งว่าให้ทำอะไร!" จันทร์เจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนเอ็นดู เธอเหลือบมองกลุ่มคนร้ายที่ตอนนี้เริ่มถอยร่นและทยอยวิ่งหนีหายไปในความมืดเมื่อได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจที่กำลังขับใกล้เข้ามา สารวัตรสาวสบถเบาๆ ก่อนจะช้อนตัวอุ้มรินรดาขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทักท้วง "กรี๊ด! ทำอะไรเนี่ย ปล่อยฉันลงนะ ขาฉันไม่ได้หักสักหน่อย!" รินรดาร้องลั่นด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อแผ่นหลังถูกแนบชิดกับอกอุ่นที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจของอีกฝ่าย กลิ่นมินต์เย็นๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนทำให้เธอเผลอซบหน้าลงกับลาดไหล่ของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว "เงียบแล้วอยู่นิ่งๆ ถ้ารไม่อยากให้แผลที่ข้อเท้านั่นอักเสบไปมากกว่านี้" จันทร์เจ้าดุเสียงเข้ม แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างไม่มีใครเห็น ระหว่างที่อุ้มร่างบางเดินไปที่รถประจำตำแหน่ง ... เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดจัดจาดสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องชุดสุดหรูของจันทร์เจ้า กลิ่นหอมของโจ๊กอุ่นๆ ลอยโชยมาจากเคาน์เตอร์ครัว ทว่าบรรยากาศในห้องกลับมาคุเสียจนแทบหายใจไม่ออก รินรดานั่งหน้าบึ้งอยู่บนโซฟาตัวยาว ข้อเท้าข้างขวาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดเรียบร้อย ดวงตากลมโตจ้องมองเจ้าของห้องที่กำลังเดินถือถ้วยโจ๊กมาวางลงตรงหน้าด้วยท่าทางราวกับผู้พิพากษากำลังตัดสินโทษประหารชีวิต "กินซะ แล้วก็ฟังให้ดี" จันทร์เจ้าวางถ้วยลงเสียงดังเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาฝั่งตรงข้าม แววตาคมกริบกวาดมองรินรดาหัวจรดเท้า "เมื่อคืนนี้คือตัวอย่างของความโง่เขลาที่คุณทำลงไป" "เดี๋ยวนะ คุณจันทร์เจ้า!" รินรดาแทรกขึ้นทันควัน ดวงตาเป็นประกายไฟด้วยความไม่พอใจ "ฉันช่วยคุณไว้นะคะ จะบอกว่าฉันโง่ได้ยังไง ถ้าไม่มีฉันเมื่อคืนนี้ คุณคงโดนท่อเหล็กฟาดกบาลไปแล้ว!" "แต่ถ้าคุณเชื่อฟังฉันแล้วล็อกรถอยู่ข้างใน ฉันคงไม่ต้องมานั่งพะวงหน้าพะวงหลังจนเกือบโดนมันแทงข้างหลังหรอก!" จันทร์เจ้าสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังและเฉียบขาดจนรินรดาชะงักไป "จำไว้... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณอยู่ภายใต้การคุ้มครองของฉัน และเพื่อให้คุณรอดชีวิตไปจนกว่าคดีนี้จะคลี่คลาย คุณต้องทำตาม 'กติกามารยาทฉบับห้ามเข้าใกล้' 10 ข้อนี้อย่างไร้เงื่อนไข" สารวัตรสาวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วกางมันลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า รินรดาชะโงกหน้าเข้าไปอ่านด้วยความหมั่นไส้ แต่พออ่านข้อแรกจบ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นโบ "อะไรเนี่ย! ข้อ 1 ห้ามเข้าใกล้ฉันในระยะประชิดเกินหนึ่งเมตรเว้นแต่ได้รับอนุญาต... ข้อ 2 ห้ามเถียง ห้ามขัดคำสั่ง และห้ามทำหน้าตากวนประสาทใส่ฉัน... นี่มันกติกากักบริเวณชัดๆ!" รินรดาโวยวายเสียงดังลั่นห้อง "ฉันไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยของคุณนะ!" "แต่วันนี้คุณทำลายกฎทั้ง 10 ข้อนี้ไปหมดแล้ว... ในเวลาแค่สิบวินาทีที่ฉันเผลอ" จันทร์เจ้าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างรวดเร็ว ร่างเพรียวโน้มตัวลงมาใช้มือสองข้างย้ำพนักโซฟาไว้ กักขังร่างบางให้อยู่ในอ้อมกอดกลายๆ ใบหน้าสวยเฉี่ยวคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของรินรดาจนเจ้าตัวต้องสะดุ้งสุดตัว ดวงตาสีนิลคู่สวยของจันทร์เจ้ามองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความดื้อรั้นนั้น "กฎข้อที่ 10 บอกไว้ชัดเจนว่า... ห้ามทำให้ฉันเป็นห่วงจนแทบคลั่ง..." เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ทรงพลังดังก้องอยู่ในความเงียบ ปลายนิ้วเรียวของสารวัตรสาวเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกแก้มใสของรินรดาออกอย่างแผ่วเบາ สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนกแต่กลับทำให้หัวใจของรินรดากระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก "แต่ดูเหมือนว่า... คุณจะแหกกฎข้อนี้เก่งที่สุดเลยนะ รินรดา" รินรดาอ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปหมด ความตั้งใจที่จะเถียงกลับเมื่อครู่หายวับไปกับตา เมื่อใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงไม่ถึงเซนติเมตร กลิ่นมินต์จางๆ หอมฟุ้งวนเวียนอยู่ปลายจมูก ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง *ก๊อกๆๆ!* เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความเงียบงันในห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายจากด้านนอกที่ทำให้บรรยากาศสีชมพูสลายไปในพริบตา "สารวัตรจันทร์เจ้าครับ! แย่แล้วครับ! ศพที่สองจากคดีกุหลาบดำ... ถูกพบที่ลานจอดรถกองปราบเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และ... และที่หน้าอกของเหยื่อ มีรูปถ่ายของรินรดาเสียบอยู่ครับ!" จันทร์เจ้าผละตัวออกห่างจากรินรดาในเสี้ยววินาที แววตาที่เคยฉายแววคลั่งรักแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกริบทันที เธอดึงปืนพกออกจากซองข้างเอวขึ้นมาปลดล็อกสลักอย่างรวดเร็ว หันไปสบตากับรินรดาที่หน้าถอดสีด้วยความตกใจสุดขีด --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดกับดักความแซ่บนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%