เสียงยางรถยนต์บดกับพื้นถนนลาดยางดังเอี๊ยดจนน่าเสียวไส้ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดยิ่งกว่าเสียงกระซิบใดๆ
รินรดาสะดุ้งเฮือก มือเรียวที่กำลังกำโทรศัพท์มือถือสั่นระริกโดยอัตโนมัติ เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้ว—ดวงตาคมกริบของร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้าที่เบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ ผสมผสานกับความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาที—ถูกกระชากให้กลับสู่ความจริงอันโหดร้ายด้วยแสงไฟหน้ารถยนต์คันสีดำสนิทที่สาดส่องทะลุกระจกม่านห้องพักชั้นสามเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
"หมอบลง!"
คำสั่งนั้นห้วนสั้น เด็ดขาด และเต็มไปด้วยอำนาจ รินรดายังไม่ทันได้อ้าปากเถียงตามนิสัยปากเก่ง จันทร์เจ้าก็พุ่งตัวเข้าชาร์จด้วยความเร็วสูง แรงกระแทกทำให้ร่างบางของศิลปินอิสระล้มกลิ้งไปหลบหลังโซฟาตัวหนาด้วยกัน ทั้งคู่กอดก่ายกันกลิ้งคลุกคลินไปบนพรมราคาแพง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิดจนรินรดาลืมความกลัวไปชั่วขณะ
"นี่คุณ! เบาๆ หน่อยสق... อุ๊ق!" รินรดาจะโวยวาย แต่ถูกฝ่ามืออุ่นจัดของหมวดสาวตะครบปิดปากไว้เสียก่อน
จันทร์เจ้าแนบชิดร่างลงมาทาบทับเพื่อปกป้อง ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังหน้าต่างบานเกล็ดที่บัดนี้แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ จากรกระสุนปืนเก็บเสียงที่เจาะทะลุเข้ามาฝังอยู่บนผนังห้องนอน แรงปะทะเฉียดฉิวจนเส้นผมของรินรดาไหววูบ
หัวใจของรินรดากระหน่ำเต้นรัวระคนหวาดกลัว กลิ่นกายหอมสะอาดปนกลิ่นอายฝนจางๆ จากตัวตำรวจสาวทำให้สติกระเจิดกระเจิง ยิ่งสายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟนีออนจากถนนด้านนอกสาดเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งร้อนรุ่มราวกับมีเปลวไฟแผดเผา
"ยังจะมีปากมีเสียงอีกเหรอคะคุณรินรดา ถ้าไม่อยากตายคาอกฉัน... ก็หุบปากแล้วหมอบต่ำๆ" เสียงกระซิบดุๆ ดังชิดริมหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจนคนถูกดุสะท้านเฮือก แม้สถานการณ์จะคับขันและเฉียดตายแค่ไหน แต่จันทร์เจ้าก็ยังไม่วายส่งสายตาดุแกมเอือมระอามาให้
"ใครอยากตายคาอกคุณกันล่ะยัยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ปากจัด ปล่อยได้แล้ว หนักนะ!" รินรดาฮึดฮัดใช้ศอกดันอกอีกฝ่ายออกเบาๆ แม้ในใจจะแอบเต้นผิดจังหวะกับความอบอุ่นที่ห่อหุ้มตัวเธอไว้ในนาทีชีวิตแบบนี้ก็ตาม
จันทร์เจ้าไม่ยอมเสียเวลาต่อปากต่อคำ มือเรียวที่จับปืนพกประจำกายมั่นเปลี่ยนมาคว้าข้อมือบางของรินรดาแทน "เซฟเฮาส์นี้รั่วไหลแล้ว คนของเราพามาไม่ได้แปลว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ลุกขึ้น! เราต้องไปเดี๋ยวนี้"
"แล้วภาพวาดพวกนั้นล่ะ งานของฉัน..."
"ชีวิตเธอกับภาพวาด อะไรสำคัญกว่ากันคะ!" จันทร์เจ้าสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังจนรินรดากลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ ร่างสูงโปรغในชุดไปรเวททะมัดทะแมงฉุดกระชากลากถูศิลปินสาวให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางประตูหนีไฟด้านหลังห้องอย่างคล่องแคล่ว
ความรีบร้อนทำให้ทั้งคู่ต้องฝ่าความมืดลงบันไดหนีไฟจากชั้นสามลงสู่ชั้นจอดรถใต้ดินอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงไล่ตามมาจากด้านหลังเป็นระยะ สะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน บ่งบอกว่ามือสังหารไม่ได้มาแค่คนเดียวและพวกมันกำลังไล่ล่าอย่างไม่ลดละ
"ทางนี้ค่ะ" จันทร์เจ้ากระชากเปิดประตูรถยนต์ซีดานสีบรอนซ์เงินคันเล็กที่จอดหลบมุมอับสายตา รินรดาถูกดันให้เข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็วก่อนที่หมวดสาวจะวิ่งอ้อมไปประจำที่นั่งคนขับแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปจากลานจอดรถแทบจะทันทีที่ประตูรถปิดสนิท
ยางรถยนต์ส่งเสียงกรีดร้องไปตามทางโค้งแคบๆ ของอาคารจอดรถ รินรดากำที่จับเหนือประตูแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าสวยเชิดหันไปมองกระจกมองข้าง เห็นเงาดำของรถกระบะแต่งซิ่งคันหนึ่งกำลังพุ่งตามออกมาติดๆ
"พวกมันตามมาติดๆ แล้วนะ! คุณขับระวังหน่อยสิ อยากพาฉันไปลงนรกด้วยกันหรือไง!" รินรดาแหวใส่เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่เกาะกุมหัวใจ
"ถ้าฉันอยากพาเธอไปลงนรกจริง... คงไม่พยายามรักษาชีวิตคุณหนูจอมดื้อนี่ไว้หรอกค่ะ" จันทร์เจ้าตอบกลับเสียงเรียบ ตาคมมองตรงไปข้างหน้า มือหมุนพวงมาลัยหักหลบรถบรรทุกสิบล้อที่แลกสวนมาอย่างเฉียดฉิวด้วยความแม่นยำและเด็ดเดี่ยว "เกาะแน่นๆ นะคะ ทางข้างหน้าอาจจะ... โยกหน่อย"
รถยนต์คันเล็กพุ่งทะยานเข้าสู่ถนนใหญ่สายรองที่มืดสลัวและไร้ผู้คน จันทร์เจ้าเหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อสลัดรถผู้
ติดตามที่ยังคงไล่ล่าอย่างไม่ลดละ แรงเหวี่ยงจากการหักเลี้ยวกะทันหันทำให้ร่างของรินรดาเซไปชนไหล่กว้างของอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของตำรวจสาวยิ่งชัดเจนขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
"ขับรถบ้าอะไรเนี่ย!" รินรดาร้องอุทาน พยายามจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ แต่หัวใจกลับเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนปืนนัดแรกยิงทะลุกระจกเสียอีก
"ก็ขับหนีตายไงคะ หรือคุณอยากจะลงไปจิบกาแฟคุยกับมือปืนพวกนั้นล่ะ?" จันทร์เจ้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งขณะเหลือบมองคนข้างกายด้วยหางตา ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มเยาะเล็กน้อยในความปากเก่งของอีกฝ่าย "เงียบแล้วดูสวยกว่าเยอะเลยนะคะ รินรดา"
"นี่คุณ...!"
รินรดากัดริมฝีปากแน่นด้วยความหมั่นไส้ อยากจะต่อปากต่อคำให้สมกับที่เป็นตัวแม่แห่งวงการศิลปินอิสระ แต่ทว่า... จู่ๆ จันทร์เจ้าก็เหยียบเบรกกะทันหันจนรถหมุนเคว้งไปจอดสงบนิ่งอยู่บริเวณทางสามแยกที่มืดมิด ไร้ซึ่งแสงไฟส่องสว่าง มีเพียงเงาไม้ใหญ่ไหววูบตามแรงลม
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของคนทั้งคู่
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมจอดรถล่ะ?" รินรดาขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามด้วยความระแวง
จันทร์เจ้าไม่ตอบ มือเรียวปลดเข็มขัดนิรภัยออกอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวผ่านกระจกรถด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดาตรงๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาในตอนแรก บัดนี้กลับฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ทางที่เราจะไป... ถูกปิดตายแล้วค่ะ" จันทร์เจ้าเอ่ยเสียงเครียด "และดูเหมือนว่า... เราไม่ได้ถูกตามล่าแค่สองคนจากข้างหลังอย่างเดียว"
รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นเงาดำตะคุ่มหลายร่างก้าวออกมาจากความมืดข้างทาง ปิดล้อมรถยนต์ของพวกเธอไว้ทุกด้านอย่างเป็นระเบียบ และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบจนชาไปทั้งร่าง คือสัญลักษณ์รอยสักรูปกุหลาบสีดำที่ต้นคอของชายร่างใหญ่คนตรงกลาง—สัญลักษณ์เดียวกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่พ่อของเธอถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกร!
หวังว่ารี้ดเดอร์จะยังหายใจทันกับความเร็วนี้นะคะ โรสแมรี่พิษขอตัวไปจิบชาแก้ตกใจแล้วกลับมาเสิร์ฟความแซ่บในตอนต่อไปค่ะ
เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 3
เซฟเฮาส์ไม่ปลอดภัย
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!