“ถ้าคุณยังเดินสะดุดก้อนหินแล้วทำเสียงฮึดฮัดน่ารำคาญแบบนี้อีก ฉันจะแบกคุณพาดบ่าแล้วนะรินรดา!”
เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้าไม่ได้เจือแววขบขันเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความหงุดหงิดปนความร้อนรนที่พยายามกดต่ำให้อยู่ในระดับกระซิบ ทว่าคนฟังอย่างรินรดาซึ่งกำลังหอบหายใจจนอกกระเพื่อมแรงกลับไม่คิดจะยอมลงให้ แม้สภาพของเธอตอนนี้จะดูไม่จืดเอาเสียเลย—เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เคยเนี้ยบเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและรอยขาดวิ่นจากการฝ่าพงหนามเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ขาเรียวสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงเชิดขึ้นอย่างถือดี
“ไม่ต้องมาขู่เลยผู้กอง! ถ้าไม่ใช่เพราะคุณดันเลือกเส้นทางบ้าๆ นี่ ป่านนี้เราคงนั่งจิบกาแฟอยู่ในเมืองหลวง ไม่ใช่มาวิ่งหนีห่ากระสุนของพวกมันอยู่ในป่าทึบแบบนี้หรอกค่ะ!” รินรดากัดฟันตอบ เสียงกระซิบของเธอสั่นพร่าด้วยความโกรธปนความกลัวที่ซ่อนไว้ลึกๆ
ปัง!
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่พวกเธอยืนหลบอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ จันทร์เจ้าไม่รอช้า มือเรียวที่กำปืนพกสั้นคู่ใจแน่นจนข้อต่องอขาวคว้าข้อมือเล็กของรินรดาออกแรงดึงให้หมอบราบลงไปกับพื้นดินชื้นแฉะทันที กลิ่นอายดินฝนและกลิ่นเหงื่อคลุกเคล้ากับความตึงเครียดในอากาศ ร่างสูงของตำรวจสาวขยับตัวเข้ามาคร่อมบังร่างของรินรดาไว้โดยสัญชาตญาณ แผ่นอกของทั้งคู่แนบชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วราวกับกลองศึก
รินรดาชะงักไปชั่วขณะเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมของอีกฝ่ายที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ แววตาของจันทร์เจ้าในยามนี้ไม่มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความกังวลระคนดุดันที่พยายามปกป้องเธอสุดชีวิต
“เงียบปากแล้วอยู่นิ่งๆ” จันทร์เจ้ากระซิบชิดริมฝีปาก ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแก้วใสจนรินรดารู้สึกวูบวาบในท้องอย่างน่าประหลาด ทั้งที่สถานการณ์ข้างหน้านำมาซึ่งความตายแท้ๆ แต่เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างคนทั้งคู่กลับทำให้บรรยากาศร้อนระอุขึ้นมาเสียเฉยๆ
ฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ย่างกรายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เสียงพูดคุยหยาบโลนดังแว่วมาตามลม ทำให้จันทร์เจ้าต้องกระชับปืนในมือแน่นขึ้นอีก นิ้วเรียวเตรียมพร้อมเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลาหากพวกมันก้าวล้ำเข้ามาในเขตรัศมี
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอบีบตัวแน่นไม่ใช่เพราะกลัวกระสุนของศัตรู แต่เป็นเพราะสัมผัสแนบชิดและแผ่นหลังของจันทร์เจ้าที่กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเธอต่างหาก ผู้หญิงคนนี้ปากร้าย เย็นชา และชอบออกคำสั่งเป็นที่สุด... แต่ทำไมในเวลาวิกฤตแบบนี้ อ้อมแขนที่โอบกอดประคองเธอไว้ถึงได้อบอุ่นและมั่นคงขนาดนี้กันนะ
ผ่านไปราวนรกแตก เสียงฝีเท้าเหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปทางทิศเหนือ เสียงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกดังขึ้นจากจันทร์เจ้า ทว่าเธอยังไม่ยอมขยับตัวออกห่าง ร่างสูงยังคงค้ำยันตัวเองอยู่เหนือร่างของรินรดา สายตาสื่อความหมายบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำพูดใดออกมา
“พ้น... พ้นแล้วมั้งคะ ผู้กองจะทับฉันอีกนานไหม หนักนะเนี่ย” รินรดาแกล้งทำเป็นกระซิบเสียงแข็งกลบเกลื่อนอาการใจเต้นรำคาญใจของตัวเอง พร้อมกับใช้มือผลักไหล่กว้างเบาๆ
จันทร์เจ้าแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะอย่างเคยตัว ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วยื่นมือหนามาตรงหน้าศิลปินสาว “ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะรินรดา ลุกขึ้นได้แล้ว ทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”
รินรดาชำมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจคว้ามืออุ่นจัดของอีกฝ่ายแล้วดึงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน แม้ขาจะยังระบมจนแทบก้าวไม่ออก แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กอบกุมกันไว้แน่นกลับเป็นแรงผลักดันให้เธอเลือกที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปในผืนป่าดิบชื้นที่แสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงแมลงและเสียงฝีเท้าของพวกเธอที่เหยียบลงบนใบไม้แห้ง จันทร์เจ้าเดินนำหน้าคอยกิ่งไม้และสำรวจเส้นทางด้วยความระแวดระวังทุกฝีก้าว สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ถูกปลุกขึ้นมาเต็มพิกัดเพื่อปกป้องคนที่เดินตามหลังมาติดๆ
“เดินตามรอยเท้าฉันไว้นะ อย่าออกนอกเส้นทางเด็ดขาด ป่านี้มีทั้งเหวและสัตว์ป่า” จันทร์เจ้าหันมาสั่งเสียงเข้มขณะหยุดรอให้รินรดาเดินมาทัน
“รู้แล้วน่า ฉันไม่ใช่เด็กๆ สักหน่อย” รินรดาบ่นงึมงำ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ความมืดสลัวของป่าเริ่มทำให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นทุกที หมอกบางๆ เริ่มลอยต่ำลงมาปกคลุมพื้นดินจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า “ว่าแต่... เราจะไปไหนกันคะเนี่ย ค่ำนี้จะหาที่นอนตรงไหน สภาพแบบนี้ฉันไม่นอนบนพื้นดินเปียกๆ เด็ดขาดนะบอกไว้ก่อน”
“ถ้าไม่อยากนอนให้ทากดูดเลือดตาย ก็หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบๆ เถอะค่ะ” จันทร์เจ้าสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงความเอ็นดูไว้จางๆ จนคนฟังต้องค้อนขวับใส่ด้วยความหมั่นไส้
แต่แล้ว จันทร์เจ้าก็ต้องชะงักฝีเท้ากะทันหันจนรินรดาที่เดินเหม่อลอยเกือบชนแผ่นหลังกว้างเข้าเต็มแรง ตำรวจสาวส่งสัญญาณมือให้เงียบกริบ ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้าที่มีเงาสูงใหญ่ทาบทับอยู่หลังม่านหมอก
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเงาสีดำนั้นขยับเคลื่อนไหว พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ... มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของศัตรูที่พวกเธอพยายามวิ่งหนีมาตลอดทาง
จันทร์เจ้าค่อยๆ ชักปืนออกจากซองช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับถอยหลังมาคว้าตัวรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องเสียงดังลั่นในหัวเมื่อดวงตาสสีอำพันคู่ใหญ่คู่หนึ่งสะท้อนแสงไฟจากป่าลึกจ้องมองตรงมาที่พวกเธอด้วยความกระหาย
“ผู้กอง... นั่นตัวอะไรคะ?” รินรดาเสียงสั่นเครือ มือเรียวเล็กกำชายเสื้อของจันทร์เจ้าไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
จันทร์เจ้าไม่ตอบคำถาม ร่างสูงยืนหยัดบังร่างของรินรดาไว้มิดชิด นิ้วชี้ทาบอยู่บนไกปืนพร้อมเหนี่ยว ทว่าก่อนที่พวกเธอจะได้ขยับตัวทำอะไร แสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องตัดผ่านความมืดพุ่งตรงมาที่พวกเธอจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนนับสิบที่ล้อมกรอบพวกเธอเอาไว้ทุกด้านในพริบตาเดียว!
“เจอตัวแล้วล่ะ... ท่านสารวัตร”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับความแสบสันต์ของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ โรสแมรี่พิษ
เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 28
หลบหนีเข้าป่า
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!