“สี่สิบแปดชั่วโมงค่ะผู้กำกับ… ดิฉันขอเวลาแค่นั้น คดีฆาตกรรมอำพรางที่โกดังร้างริมน้ำ มันมีเงื่อนงำมากกว่าแค่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ปลายทางของหลักฐานชุดนี้กำลังจะชี้ตัวผู้มีอิทธิพลตัวจริง—”
เสียงของร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้าแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยแรงปะทะ เธอไม่ได้กำลังพูดคุย แต่กำลังยืนหยัดค้ำยันอำนาจเบ็ดเต็จของผู้บังคับบัญชาท่ามกลางห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่จางๆ และความกดดันที่แทบจะบีบปอดให้แหลกสลาย
“ไม่มีเวลาให้คุณอีกแล้ว ผู้กองจันทร์เจ้า!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของ ‘ผู้กำกับธนา’ ตัดฉับลงมา ราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่านอากาศ “เบื้องบนกดดันลงมาจนเก้าอี้ผมแทบไหม้ ท่านรัฐมนตรีต้องการให้สรุปสำนวนภายในวันพรุ่งนี้ ระบุว่ามันคืออุบัติเหตุจากความประมาทของเหยื่อเอง แล้วก็ปิดคดีซะ! อย่าหาเรื่องใส่ตัวให้มันมากนักเลย”
จันทร์ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขยับนูน
อุบัติเหตุบ้าบออะไรกัน รอยกระสุนฝังในกระดูกเชิงกรานกับคราบเขม่าดินปืนที่ถูกจงใจลบเลือนด้วยสารเคมี มันตะโกนก้องอยู่ทนโท่ว่านี่คือการฆาตกรรมอำพรางโดยฝีมือมืออาชีพ และที่สำคัญ... เบาะแสชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงไปยังผู้บงการตัวจริง กำลังอยู่ในมือของยัยศิลปินจอมแสบอย่างรินรดา ผู้หญิงที่เธอกำลังเอาตำแหน่งและอนาคตทั้งหมดในกรมตำรวจเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องหล่อนอยู่ตอนนี้
“ถ้าดิฉันทำตามคำสั่งนั้น... ความยุติธรรมของเหยื่อล่ะคะท่าน จะเอาไปไว้ตรงไหน” จันทร์เจ้าเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังผู้บังคับบัญชาอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีใดๆ
“อย่ามาพูดเรื่องอุดมการณ์กับผมตอนนี้!” ผู้กำกับตบโต๊ะเสียงดังสนั่น แฟ้มเอกสารบนโต๊ะสะเทือน “ถ้าคุณยังดึงดันจะรื้อคุ้ยต่อ ก็เตรียมตัวรับคำสั่งย้ายไปประจำการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เลย! และคิดเหรอว่ายัยเด็กศิลปินคนนั้นจะปลอดภัย? ถ้าคุณไม่มีผลงานมาแลก หัวกระบาลของหล่อนนั่นแหละที่จะเป็นเป้านิ่งให้พวกมันเก็บกวาดเป็นรายต่อไป!”
คำขู่กึ่งคำสั่งเด็ดขาดนั้นพุ่งชนโสตประสาทของจันทร์เจ้าราวกับค้อนปอนด์
หัวใจของเธอวูบดิ่งลงไปถึงตาตุ่ม ไม่ใช่เพราะกลัวคำสั่งย้าย... แต่เป็นเพราะชื่อของรินรดาที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเกมการเมืองสกปรกนี้อย่างเต็มตัว ยัยนั่นเป็นแค่ศิลปินหัวรั้นที่บังเอิญไปเห็นภาพถ่ายต้องห้ามในคืนเกิดเหตุ หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเหยียบอยู่บนสนามรบของพวกสัตว์ประหลาดใส่สูท
จันทร์เจ้าเดินออกมาจากห้องทำงานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยราบบนความเดือดดาลที่ปะทุอยู่ภายในอก เธอผลักประตูห้องสืบสวนเข้ามาอย่างแรงจนลูกน้องหลายคนสะดุ้ง
“ผู้กอง... เป็นไงบ้างครับ” หมวดปกรณ์เอ่ยถามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่ต้องถาม... เคลียร์โต๊ะซะ เรามีเวลาเหลือน้อยกว่าที่คิด” จันทร์เจ้าตวัดเสียงห้วน เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทรหารินรดาด้วยความร้อนรุ่มที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย
*ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงสัญญาณดังอยู่สามครั้งก่อนจะมีเสียงใสแจ๋ว ห้วนกวนประสาท และเต็มไปด้วยความมั่นใจเกินร้อยดังสวนกลับมาทันที
[“โอ๊ะ! นึกว่าใคร... ตำรวจผู้แสนเคร่งครัดโทรมาหาศิลปินตาดำๆ แบบนี้ มีคดีอะไรให้ช่วยสืบอีก หรือว่าคิดถึงฉันจนนอนไม่หลับกันแน่คะผู้กอง”]
“รินรดา... ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน” จันทร์เจ้าไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงเหมือนทุกครั้ง น้ำเสียงของเธจริงจังและเคร่งเครียดจนอีกฝ่ายจับกระแสความผิดปกติได้ทันที
[“อ้าว... อยู่ที่ห้องสิคะ ถามแปลกๆ ทำไม? เสียงเครียดแบบนี้ ใครไปเหยียบตาปลาคุณมาอีกละเนี่ย หรือว่าโดนผู้ใหญ่เฉ่งเรื่องคดีเหรอ”]
“ฉันไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับเธอ ฟังให้ดีนะ... ย้ายออกจากคอนโดเดี๋ยวนี้ เก็บกระเป๋าแล้วลงมารอฉันที่ล็อบบี้ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาดจนกว่าฉันจะไปถึง!”
[“เดี๋ยวๆๆ ผู้กอง! พูดอะไรเนี่ย อยู่ๆ จะให้ฉันย้ายหนีไปไหน คอนโดนี่ฉันเพิ่งจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปสามเดือนนะยะ แล้วอีกอย่าง ฉันกำลังปั่นงานส่งแกลเลอรีอยู่ด้วย จะให้ทิ้งงานกลางคันได้ยังไง ปากจัดแล้วยังเผด็จการอีกนะเนี่ยคุณตำรวจ—”]
“รินรดา! นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!” จันทร์เจ้าเผลอตะคอกใส่สายโทรศัพท์ด้วยความเหลืออด ความกลัวที่จะสูญเสียผู้หญิงปากเก่งคนนี้ไปทำให้ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลง “พวกมันรู้แล้วว่าหลักฐานอยู่ที่เธอ... ตอนนี้คำสั่งเก็บกวาดถูกส่งลงมาแล้ว ถ้าเธอไม่อยากตายอย่างไร้ร่องรอย ก็หุบปากแล้วทำตามที่ฉันสั่ง!”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วขณะ เสียงลมหายใจสะดุดกึก รินรดารู้ทันทีว่าสถานการณ์มันเลยเถื่อนเกินกว่าจะมานั่งเถียงเรื่องงานศิลปะแล้ว
[“...ก็ได้” ] เสียงหวานที่เคยยโสโอหังเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด [“ฉันจะเก็บของ... รีบมานะจันทร์เจ้า อย่าให้ฉันต้องรอนาน ไม่งั้นฉันจะถือว่าเธอทิ้งฉันจริงๆ ด้วย”]
“รอฉัน... ห้ามไปไหนเด็ดขาด”
จันทร์เจ้ากดตัดสายทันที เธวคว้าปืนพกคู่กายมาตรวจสอบความพร้อม ยัดซองกระสุนสำรองใส่เข็มขัดสนาม แล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้องสืบสวน ท่ามกลางสายตางงงวยของลูกน้อง
ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไขคดีเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้คนตายอีกต่อไปแล้ว... แต่มันคือสงครามเดิมพันด้วยชีวิตของผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้หัวใจด้านชาของเธอตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
รถกระบะสายตรวจพุ่งทะยานฝ่าสายฝนปรอยๆ บนถนนยามค่ำคืนของเมืองกรุง แสงไฟนีออนสะท้อนบนกระจกรถเป็นทางยาว จันทร์เจ้าเหยียบคันเร่งมิดไมล์ หัวใจเต้นระรัวด้วยความกระวนกระวายที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา—ความกลัวที่จะไปไม่ทันเวลา
ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ล้อรถก็เบรกเอี๊ยดเข้าเทียบฟุตบาทหน้าคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง จันทร์เจ้าไม่รอช้า เธอเปิดประตูรถวิ่งฝ่าสายฝนพุ่งตรงไปยังล็อบบี้ทันที
สภาพเปียกปอนเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาและน่าเกรงขามของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย รปภ.จำหน้าเธอได้จึงเปิดประตูให้โดยไม่ต้องแลกบัตร จันทร์เจ้าก้าวขึ้นลิฟต์ กดชั้น 14 ด้วยความเร็วแสง
*ติ๊ง!*
ประตูลิฟต์เปิดออก เธอก้าวเท้ากึ่งวิ่งไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องเลขที่ 1402 ประตูห้องแง้มเปิดค้างไว้เล็กน้อย มีแสงไฟสีส้มอบอุ่นเล็ดลอดออกมา พร้อมกับความเงียบงันที่ผิดปกติวิสัย
“รินรดา!”
จันทร์เจ้าร้องเรียกชื่อนั้นเสียงดังลั่น หัวใจกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ นอกจากเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่คลอมาจากลำโพงบลูทูธในห้องนั่งเล่น
มือเรียวยาวในถุงมือหนังตวัดชักปืนพกออกจากซอง เล็งไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง เท้าก้าวเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบที่สุด กลิ่นอายความอับชื้นผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ ลอยมาแตะจมูก
ห้องนั่งเล่นว่างเปล่า กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกวางทิ้งไว้กลางห้อง พร้อมกับแฟ้มภาพวาดที่กระจัดกระจายบนพื้นราวกับมีการต่อสู้ยื้อยุด
*แกร็ก...*
เสียงฝีเท้าเบาหวิวมาจากระเบียงด้านหลัง จันทร์เจ้าไม่รอช้า พุ่งตัวไปที่ผ้าม่านโปร่งอย่างรวดเร็ว ปืนในมือพร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติโผล่มา
เธอใช้มือซ้ายกระชากผ้าม่านออกเต็มแรง พร้อมกับเล็งกระบอกปืนไปที่เป้าหมาย...
ทว่า... กลับไม่มีเงาของมือปืนหรือศัตรูที่ไหนเลย
มีเพียงร่างบางของรินรดากำลังยืนหันหลังให้เธอ อยู่ที่ขอบระเบียงที่เปิดโล่ง เส้นผมยาวสลวยเปียกชื้นเล็กน้อยกำลังลู่ไปตามลมยามค่ำคืน ร่างนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นสลัก
“รินรดา!” จันทร์เจ้าลดปืนลงครึ่งหนึ่ง เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “บอกให้อยู่รอในห้องไง ทำไมออกมาตรงนี้... อันตรายนะ!”
ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ
แสงไฟสลัวจากด้านนอกสาดกระทบใบหน้าหวานที่ซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยใช้ต่อปากต่อคำกับเธอตอนนี้ไร้ซึ่งสีเลือด ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้มองมาที่เธอด้วยความเย่อหยิ่งหรือความกวนประสาทเหมือนเคย... แต่มันเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น และรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่บีบหัวใจคนมองจนแทบแตกสลาย
และเหนือสิ่งอื่นใด... ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทกระบอกหนึ่งกำลังจ่ออยู่ที่ขมับด้านซ้ายของเธอ โดยมีมือสั่นเทาของใครอีกคน... ที่ซ่อนอยู่หลังเงาเสาคอนโด โผล่ออกมาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในกำมือ!
“ผู้กองคะ...” เสียงสั่นเครือกระซิบแผ่วเบาผ่านลมหายใจเฮือกสุดท้ายของรินรดา ก่อนที่ริมฝีปากบางนั้นจะขยับพูดคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบของจันทร์เจ้าร่วงหล่นลงตรงหน้า
*“ฉัน... น่าจะเชื่อคุณตั้งแต่แรก”*
— โรสแมรี่พิษ
เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 18
สงครามประสาท
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!