เสียงปิดประตูกระจกห้องสอบสวนดัง *“ปัง”* สนั่นหวั่นไหว คือคำตอบสุดท้ายที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำวินิจฉัยใดๆ ของแพทย์นิติเวช
รินรดายืนนิ่งอยู่หน้ากองเอกสารคดีฆาตกรรมอำพรางบนโต๊ะทำงานตัวเดิม กลิ่นกาแฟดำที่จันทร์เจ้าชอบชงดื่มแก้เครียดตั้งแต่กะดึกยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ แต่เจ้าของโต๊ะกลับเลือกที่จะเดินออกไปอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้ความจริงที่เพิ่งถูกกระชากหน้ากากเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนค้างเติ่งอยู่กลางห้อง
*“มันบอกว่า... คำสั่งเก็บคุณรินรดาไม่ได้มาจากแก๊งค้ายา แต่มาจาก ‘คนใกล้ตัว’ ที่สุดในกรมตำรวจต่างหากครับ!”*
ประโยคสุดท้ายของสายลับนอกเครื่องแบบยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่ข้อมูลลับที่พลิกคดีให้กลายเป็นเกมการเมืองสกปรก แต่มันคือระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้นกลางความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างเธอกับผู้หมวดสาวจอมเผด็จการ
รินรดากำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อพับนิ้วขาวซีด หน้าจอแสดงผลการโทรเข้า-ออกที่ถูกตัดขาด สายตาคมกริบมองลอดผ่านกระจกใสออกไปยังลานจอดรถด้านล่าง เห็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อคันโปรดของคุณผู้พิทักษ์พุ่งตัวออกไปจากกองปราบด้วยความเร็วสูงราวกับต้องการหนีให้พ้นจากความอึดอัดที่เกือบจะฆ่าคนทั้งคู่ให้ตายทั้งเป็น
“หนีอีกแล้วนะคะ... ร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้า” ศิลปินสาวพึมพำกับความว่างเปล่า มุมปากหยักลึกยกยิ้มสมเพชตัวเองเล็กน้อย
ในเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะสร้างระยะห่างเพื่อ “ปกป้อง” เธอตามวิถีของตำรวจบ้าอำนาจโดยไม่ยอมฟังเหตุผล รินรดาก็ไม่ใช่ประเภทที่จะวิ่งไล่ตามกราบกรานขอความเห็นใจเช่นกัน ในเมื่อเงาปริศนาในกรมตำรวจกำลังไล่ล่าเธอ และจันทร์เจ้าเองก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในฐานะ “คนใกล้ตัว” ที่อาจจะรู้เห็นเป็นใจ—การแยกกันอยู่สักพักเพื่อทบทวนความรู้สึกและสืหาความจริงด้วยตัวเอง จึงเป็นทางเลือกเดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวใจที่เริ่มจะเต้นแรงเกินความจำเป็นทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน
สองชั่วโมงต่อมา รินรดาเก็บข้าวของส่วนตัวที่จำเป็นยัดใส่เป้ใบโปรด เธอตัดสินใจย้ายออกจากเซฟเฮาส์ของตำรวจ กลับมาซ่อนตัวอยู่ในสตูดิโอวาดภาพเก่าๆ ย่านเมืองเก่าที่ไม่มีใครคาดคิด ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นสีน้ำมัน ฝุ่นควัน และความทรงจำในวัยเด็กที่พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองและความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ด รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเก่าๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้ากัดกินร่างกาย แต่สมองกลับแล่นพล่านด้วยภาพใบหน้าดุๆ แววตาสั่นระริก และน้ำเสียงเฉียบขาดของจันทร์เจ้าตอนที่สั่งให้เธอ “อยู่เฉยๆ แล้วรอฉันอยู่ที่นี่”
“บ้าจริง...” รินรดายกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด เธอเกลียดความรู้สึกโหวตเหวงในอกนี้ชะมัด ความรู้สึกที่เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป ทั้งที่ปากบอกว่าโล่งอกที่ได้หลุดพ้นจากสายตาเข้มงวดคู่นั้น แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเอาแต่คอยชะביอและมองโทรศัพท์มือถือที่นอนนิ่งสนิทบนโต๊ะไม้
ไม่มีข้อความแจ้งเตือน ไม่มีสายเรียกเข้า แม้แต่ความเป็นห่วงเป็นใยตามหน้าที่ของบอดี้การ์ดก็ยังไม่มี จันทร์เจ้าคงกำลังหัวเสียสุดขีดที่เธอสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน หรือไม่... ผู้หมวดคนนั้นอาจจะกำลังกุมหลักฐานชิ้นสำคัญบางอย่างไว้แล้วเลือกที่จะปิดปากเธอด้วยวิธีของตำรวจนอกรีตจริงๆ?
ความคิดในแง่ร้ายตีรันฟันแทิงกันอยู่ในหัวจนกระทั่งนาฬิกาแขวนผนังตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ความเงียบงันรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดที่กดทับลงบนหน้าอก รินรดาตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปหยิบพู่กันและจานสี หวังจะใช้ศิลปะบำบัดความฟุ้งซ่าน แต่ทันทีที่ปลายพู่กันแตะลงบนผ้าใบสีขาวสะอาดตา เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูสตูดิโอ
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
หัวใจของศิลปินสาวกระตุกวูบ จังหวะการเต้นของชีพจรพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล มือบางที่ถือพู่กันสั่นน้อยๆ เธอยืนนิ่งสนิท ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ในยามวิกาลเช่นนี้... ท่ามกลางคดีฆาตกรรมที่โยงใยถึงคนระดับสูงในกรมตำรวจ ใครกันที่จะล่วงรู้ว่าเธอกลับมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่?
*ก๊อก... ก๊อก...* ครั้งนี้เสียงเคาะหนักแน่นขึ้น พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูด้านนอกที่ดังเอี๊ยดอ๊าดตามแรงผลัก รินรดากลั้นใจ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มืออีกข้างเอื้อมไปคว้าคัตเตอร์ตัดกระดาษบนโต๊ะทำงานมาถือไว้ป้องกันตัวอย่างสัญชาตญาณ
แอด...
บานประตูไม้เก่าแก่ค่อยๆ ถูกดันเปิดออกช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิดของห้อง ร่างสูงโปรดในชุดเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำคุ้นตาปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงไฟสลัวจากถนนด้านนอกสาดส่องเข้ามาทาบทับใบหน้าบึ้งตึงและแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและร้อนรนจนปิดไม่มิด
ร้อยตำรวจเอกหญิงจันทร์เจ้ากวาดสายตาคมกริบเข้ามาในความมืด ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของรินรดาที่ยืนถือคัตเตอร์สั่นระริกอยู่กลางห้อง
ไม่มีคำทักทายหวานซึ้ง ไม่มีคำอธิบายใดๆ หลุดออกจากเรียวปากบางเฉียบนั้น นอกจากน้ำเสียงแหบพร่าที่เจือไปด้วยความโกรธขึงและ... ความห่วงใยที่ทะลักล้นจนน่ากลัว
“ถ้าเธอคิดจะหนีฉันไปให้พ้นหน้าจริงๆ... ทำไมไม่ไปให้ไกลกว่านี้ล่ะ รินรดา”
จันทร์เจ้าก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ปิดประตูล็อกกลอนเสียงดังสนั่น ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้ามาหาร่างบางด้วยแววตาที่ดุดันราวกับเสือสาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยว แต่ทว่ามือข้างที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวกลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด—ความเงียบที่น่ากลัวเมื่อครู่ถูกทำลายลงด้วยแรงอารมณ์ที่ระเบิดออกมาจากความหึงหวงและหวาดกลัวการสูญเสียในเวลาเดียวกัน
และก่อนที่รินรดาจะได้ทันอ้าปากเถียงหรือยกคัตเตอร์ขึ้นขู่ ผู้หมวดสาวก็พุ่งเข้ามาประชิดตัว ใช้สองมือตรึงไหล่บางของเธอติดกับผนังห้องสตูดิโออย่างแรง ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับซอกคอขาวเนียน พร้อมกับคำพูดประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาฉีดพล่านจนแทบหยุดหายใจ
“และบอกไว้ก่อนนะ... ว่าฉันไม่มีวันปล่อยให้คนอย่างเธอรอดมือฉันไปให้ใครหน้าไหนฆ่าทิ้งเด็ดขาด... ต่อให้คนสั่งฆ่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ตาม!”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางระทึกขวัญไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ คู่นี้ด้วยกันนะคะ
เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด•ตอนที่ 21
ความเงียบที่น่ากลัว
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจในคดีร้าง กับยัยบอดี้การ์ดปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!