เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานกระจกใสฝ้าหนาหนักหน่วงพอที่จะเรียกสติของคนที่กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าท้าทายให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี รินรดากะพริบตาปริบๆ แสร้งทำเป็นเสมองออกไปนอกกระจกตึกสูงระฟ้าทั้งที่หัวใจข้างในเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมาอยู่แล้ว สถานการณ์ตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อวานยังไม่ทันจางหาย คิรากรก็เปิดฉากต้อนเธอด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าพายุ
"นี่คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าเดินหนีผมกลางที่ประชุมบอร์ดบริหารแบบนั้นฮะ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของประธานหนุ่มไฟแรงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดเจือกระแสความร้อนรุ่มที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนเต็มประดา คิรากรในยามนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับเสือหนุ่มที่ถูกลูบคมจนขนลุกชัน ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับไม่ได้ฉายแววโกรธเกรี้ยวอย่างที่ปากพูด หากแต่มีประกายความน้อยเนื้อต่ำใจแฝงอยู่ลึกๆ จนคนช่างสังเกตอย่างเธออดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย
"ดิฉันก็เป็นแค่เลขาฯ ต๊อกต๋อยที่ท่านประธานมองว่าไม่มีค่าพอจะออกความเห็นไงคะ ถึงได้ต้องเดินเลี่ยงออกมาเพื่อไม่ให้ขัดหูขัดตาท่านในที่ประชุมใหญ่โตแบบนั้น" รินรดาลอยหน้าลอยตาตอบ น้ำเสียงหวานใสแต่เจือแววประชดประชันถูกส่งออกไปอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดใดๆ ทั้งสิ้น
คิรากรสูดลมหายใจเข้าลึกจนแผ่กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้ม เขาก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาประชิดตัวร่างบางที่สูงเพียงแค่ระดับอกจนรินรดาต้องผถายหลังก้าวหนีโดยอัตโนมัติ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบอย่างไร้ทางหนีทีไล่ ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนคนตัวโตที่จงใจใช้ส่วนสูงข่มขู่ "ถอยไปเลยนะคะบอส ใกล้เกินไปแล้ว!"
"ถ้าไม่ถอยแล้วจะทำไม คุณจะฟ้องกรมแรงงานว่าผมคุกคามทางเพศคุณอีกรอบว่างั้นเถอะ" คิรากรโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ ทำให้สติปัญญาอันเฉียบคมของรินรดาพากันเตลิดไปชั่วขณะ มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นกั้นกรอบผนังกระจกไว้ ล็อกตัวเธอให้อยู่ในอาณัติของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ "ปากเก่งนักนะ เมื่อกี้ยังเถียงฉันฉอดๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงได้เงียบไปล่ะ หืม?"
"ดิฉันไม่ได้เงียบค่ะ แค่กำลังชั่งน้ำหนักว่าระหว่างลาออกตอนนี้กับการกระโดดตึกหนีความประสาทกินของท่านประธาน อันไหนมันจะคุ้มค่าประกันชีวิตมากกว่ากันต่างหาก" รินรดาเชิดคางขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันมหาศาลที่อีกฝ่ายจงใจแผ่ซ่านออกมา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงมัน แต่ภายนอกเธอยังคงรักษามาดนิ่งสนิทได้อย่างแนบเนียน
คิรากรจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดหย่อนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความกรุ่นโกรธเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอึดอัดแน่นอกที่หาทางระบายออกไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้มีอิทธิพลต่อความนิ่งสงบของเขาเกินไปแล้ว ตั้งแต่เธอเข้ามาทำงาน ชีวิตที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของประธานหนุ่มผู้แสนเย็นชาก็ปั่นป่วนจนไม่เป็นอันทำอะไร คลั่งรักจนแทบจะบ้าอยู่แล้วแต่ปากเจ้ากรรมดันพาซวยพูดจาขวานผ่าซากออกไปทุกที
"ริน..." เสียงเรียกที่อ่อนลงกะทันหันทำให้รินรดาชะงักไป ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นแววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนแสงลงเหลือเพียงความลังเลระคนเวทนาตัวเอง "เมื่อวาน... ที่ผมพูดจาไม่ดีใส่ในห้องทำงาน คุณโกรธมากใช่ไหม"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนหยิ่งยโสอย่างคิรากรทำให้ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน รินรดามองสำรวจใบหน้าคมคายที่ฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด ความซึนเดระที่พยายามปก ป้องอีโก้ของเจ้าตัวถูกแกะออกทีละชั้นจนน่าเอ็นดู ความโกรธเคืองที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความหมั่นไส้และความรู้สึกแปลกๆ ที่ตีรวนขึ้นมาในอก
"เพิ่งรู้ตัวเหรอคะว่าตัวเองปากเสียขนาดไหน" รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด ยอมผ่อนคลายท่าทีแข็งกร้าวลงเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางเหมือนเด็กทำผิดแล้วสำนึกผิดไม่ทันของอีกฝ่าย "ท่านประธานขา คนเราไม่ได้มีความอดทนเท่ากันหรอกนะคะ ดิฉันไม่ใช่กระสอบทรายอารมณ์ของใคร อยากจะเหวี่ยงใส่ตอนไหนก็ได้ตามใจชอบแบบนั้นน่ะ"
คิรากรเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน มือที่เคยทาบกับกระจกเลื่อนลงมาจับข้อมือบางเบาโดยไม่รู้ตัว สัมผัสอุ่นร้อนส่งผ่านจากผิวเนื้อทำเอารินรดาต้องสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้สะบัดหนี "ผมไม่ได้ตั้งใจ... คือ... ปกติผมไม่ใช่คนแบบนี้"
"ค่ะ รู้แล้วค่ะว่าเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ ปากบอกไม่แคร์แต่ตามเช็คชื่อดิฉันทุกสามนาที ปากบอกรำคาญแต่เดินวนเวียนหน้าโต๊ะทำงานอยู่ได้ทั้งวัน" รินรดาแกล้งแซ่วยิ้มๆ ดวงตาพราวระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นเสือร้ายยอมหางตกอยู่ตรงหน้า
คิรากรหน้าแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าที่ปกติมักจะเรียบเฉยราวน้ำแข็งตอนนี้กลับร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก เขาตวัดสายตาค้อนใส่เลขารuตัวแสบที่รู้ทันไปเสียหมด "อย่ามาทำเป็นรู้ดีนะรินรดา เดี๋ยวเถอะ จะโดนหักเงินเดือนข้อหาหมิ่นประธานบริษัท!"
"อ้าว ขู่หักเงินเดือนอีกแล้ว แบบนี้เขาเรียกว่าใช้อำนาจโดยมิชอบนะคะบอส ระวังโดนฟ้องไม่รู้ด้วย"
บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของทั้งคู่ คิรากรผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด ความรู้สึกอึดอัดที่แบกรับมาตลอดหลายวันราวกับถูกยกออกไปจนหมดสิ้น เขามองรอยยิ้มจริงใจครั้งแรกของหญิงสาวตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นหมายจะเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนของเธออย่างทะนุถนอม ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ร่างเพรียวระหงของนางแบบสาวเซเลบคนดังผู้เป็นคู่หมั้นทางธุรกิจของคิรากรก็ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้า
"คีย์คะ แย่แล้ว! คุณแม่บอกว่า..."
คิรากรชักมือกลับแทบไม่ทัน รินรดารีบดีดตัวถอยหลังเว้นระยะห่างจากประธานหนุ่มสามก้าวอย่างรู้หน้าที่ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองผู้มาใหม่ที่ยืนถือวิสาสะอยู่กลางห้อง ขณะที่คิรากrขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจจนเผลอเผล่สบถออกมาเบาๆ
พุดดิ้งคาราเมลขอส่งกำลังใจให้รินรดารอดพ้นจากศึกหนักครั้งนี้ไปให้ได้นะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย•ตอนที่ 22
เปิดใจแบบตัวร้าย
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!