“ถ้าคุณคีย์ไม่มีอะไรจะสั่งงานเพิ่ม รินขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ขันหรือถ้อยคำประชดประชันใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบางของรินรดา มันไม่ใช่ความเย็นชาที่น่ากลัว แต่เป็นความเงียบที่ทรงพลังจนน่าขนลุก หลังจากเหตุการณ์หึงหวงไร้สาระเมื่อเช้า รินรดาเลือกที่จะหยิบเอา ‘อาวุธ’ ที่ทรงอานุภาพที่สุดขึ้นมาใช้ นั่นคือความเงียบที่กำแพงสูงลิ่ว
คิรากรชะงักมือที่กำลังเซ็นเอกสาร ปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือสั่นไหวนิดๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างโปร่งที่ยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้น ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของบอสใหญ่กวาดมองเลขาส่วนตัวที่วันนี้กลับดูห่างเหินผิดปกติ
“เดี๋ยว” เขาเรียกเสียงเข้ม พยายามรักษามาดประธานผู้ทรงอิทธิพลไว้ “ที่บอกว่าจะไปทำงาน คือจะไปทำอะไรที่ไหน?”
รินรดาเพียงแค่หันกลับมา ยิ้มบางๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา “ก็จัดการเอกสารงบประมาณรายไตรมาสที่ค้างอยู่ไงคะ หรือคุณคีย์มีงานอื่นที่สำคัญกว่า... เหมือนการคอยจับผิดการพูดคุยของรินกับลูกค้าหรือคะ?”
คิรากรนิ่วหน้า ความหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมากลางอก นี่เธอประชดเขาอยู่ใช่ไหม? ปกติรินรดาจะตอบโต้ด้วยวาจาเผ็ดร้อนหรือทำหน้ากวนประสาทใส่เขา แต่วันนี้เธอกลับเลือกวิธีที่ทำให้เขาประสาทเสียยิ่งกว่าเดิม
“รินรดา ผมไม่ได้จับผิด แต่ในฐานะเจ้านาย ผมมีสิทธิ์จะรับรู้ว่าเลขาส่วนตัวทำอะไรอยู่”
“รับทราบค่ะ งั้นถ้าไม่มีเรื่องงาน รินขอตัวนะคะ”
ร่างบางหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่รอคำอนุญาต คิรากรวางปากกาลงกับโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ จนเลขาสาวที่เพิ่งพ้นประตูไปชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่หันกลับมามอง เขารู้สึกเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายเพียงเพราะไม่ได้ยินเสียงบ่นอุบอิบหรือคำประชดประชันแสบๆ คันๆ ที่เขาคุ้นเคย
บ่ายวันนั้น ทั้งออฟฟิศต่างรับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากห้องทำงานของท่านประธาน คิรากรเดินวนไปวนมา มือหนึ่งถือแก้วกาแฟเย็นชืด อีกมือหนึ่งคอยชะเง้อมองผ่านกระจกใสไปยังโต๊ะทำงานด้านนอก ซึ่งรินรดากำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอไม่ได้เผลอหันมาสบตาเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว และที่สำคัญ... เธอไม่ได้ตอบข้อความที่เขาส่งไปจิกกัดผ่านแอปพลิเคชันภายในบริษัทเลยแม้แต่บรรทัดเดียว
‘ทำงานอยู่ครับ’ คิรากรพิมพ์ส่งไป
ไม่มีการตอบกลับ
‘เย็นนี้ว่างไหม’
ไม่มีการอ่าน
‘รินรดา ถ้าไม่ตอบผมจะหักเงินเดือน’
ข้อความสุดท้ายถูกส่งออกไป แต่ก็ยังคงขึ้นเพียงเครื่องหมายอ่านแล้วโดยไม่มีการพิมพ์ตอบกลับใดๆ คิรากรกัดกรามแน่น เขาเดินออกจากห้องทำงานด้วยท่าทางดุดันตรงไปยังโต๊ะของเลขาสาว
“รินรดา!” เขาเรียกเสียงดังจนพนักงานคนอื่นในแผนกสะดุ้ง “คุณหูหนวกหรือไง ผมเรียกตั้งกี่รอบ!”
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ สายตาของเธอเรียบเฉยราวกับเขาสองคนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่มาร่วมงานกัน “รินไม่ได้หูหนวกค่ะ แต่รินกำลังโฟกัสกับงานที่ค้างอยู่ตามที่สั่ง ถ้าบอสมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับงานค่อยเรียกใหม่นะคะ แต่ถ้าเป็นเรื่องไร้สาระ... รินขออนุญาตไม่ตอบโต้ค่ะ”
ประโยคสุดท้ายของเธอทำให้คิรากรถึงกับพูดไม่ออก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น พยายามหาเศษเสี้ยวของความโกรธหรือความหวั่นไหว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่เขาสร้างขึ้นมาเองด้วยความปากร้ายของเขาเมื่อเช้า
“นี่คุณ...” เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ เสียงของเขาเบาลงแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด “เงียบแบบนี้มันน่าหงุดหงิดรู้ไหม”
“รินก็กำลังหงุดหงิดเหมือนกันค่ะ แต่รินเลือกที่จะเงียบเพื่อรักษาระยะห่างที่เหมาะสม...” รินรดาเว้นจังหวะ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าใจหาย “...เพราะถ้าพูดออกไป รินกลัวว่าเราสองคนจะมองหน้ากันไม่ติดไปมากกว่านี้”
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงหยิบเอกสารขึ้นมาและเดินเลี่ยงเขาไปทางห้องถ่ายเอกสาร โดยไม่สนใจแม้แต่นิดว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะทำหน้าอย่างไร คิรากรกำหมัดแน่น หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่เรียกไม่ถูก ทั้งหวง ทั้งห่วง และยิ่งไปกว่านั้นคือ ‘ความกลัว’ ว่าเขาจะผลักไสเธอออกไปไกลจนเกินกว่าจะดึงกลับมาได้
เขารีบก้าวตามเธอไปทันที เมื่อเห็นเธอเข้าไปในห้องถ่ายเอกสารที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว คิรากรผลักบานประตูเข้าไปแล้วปิดล็อกกลอนทันที
“คิก... คุณจะทำอะไรน่ะ!” รินรดาตกใจเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
คิรากรไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาต้อนเธอจนชิดกับเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องใหญ่ แขนแกร่งทั้งสองข้างยันผนังเพื่อกักขังเธอไว้ในอ้อมแขน สายตาของเขามันวาวไปด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
“ผมขอโทษ...” คำพูดนั้นหลุดออกมาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
รินรดาสบตากับเขา นิ่งค้างไปครู่หนึ่ง “ขอโทษเรื่องอะไรคะ? เรื่องที่บอกว่ารินอ่อยลูกค้า หรือเรื่องที่บอกว่ารินไม่เจียมตัว?”
“ริน...” คิรากรก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะแตะกัน “ผมแค่ไม่ชอบเวลาที่ใครมองคุณ... ผมไม่ชอบที่ต้องแบ่งความสนใจของคุณกับคนอื่น”
“ถ้าบอสไม่ชอบ ก็ไม่ต้องทำตัวงี่เง่าใส่รินค่ะ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวควรแยกกัน”
คิรากรแค่นยิ้มขมขื่น ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนชิดริมฝีปากนุ่ม “แล้วถ้าผมบอกว่า... ผมไม่อยากแยกแล้วล่ะ?”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้โต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านนอกห้องถ่ายเอกสาร ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและกระชั้นชิดจนทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างตกใจ
“คุณคิรากรคะ! อยู่ข้างในหรือเปล่าคะ พอดีมีเอกสารด่วนจากบอร์ดบริหารต้องให้คุณเซ็นด่วนค่ะ!”
เสียงแหลมสูงของ ‘นิชา’ คู่หมั้นสาวที่คิรากรพยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอดดังแทรกเข้ามากลางวงล้อมแห่งความเงียบ รินรดาหันไปมองประตูห้องด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปทันที ในขณะที่คิรากรหน้าถอดสี เพราะเขารู้ดีว่าถ้าสถานการณ์นี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา ความสัมพันธ์ที่เปราะบางของเขาและรินรดาจะต้องพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
คิรากรหันมาสบตารินรดาด้วยสายตาที่วิงวอน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากห้าม เสียงปลดล็อกประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนิชาที่ผลักประตูพรวดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่แข็งค้างเมื่อเห็นว่าใครอยู่กับเขาในนั้น
พุดดิ้งคาราเมลขอส่งกำลังใจให้รินรดารอดพ้นจากสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ไปให้ได้นะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย•ตอนที่ 19
สงครามเงียบ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!