กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย•ตอนที่ 12

คำด่าที่แฝงความเป็นห่วง

ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
“ถ้าจะมานั่งทำหน้าถมึงทึงใส่คนป่วย ลาออกแล้วกลับไปนอนเกาพุงที่เพนท์เฮาส์หรูของคุณเถอะค่ะท่านประธาน รินไม่ได้ตาบอดถึงขนาดมองไม่เห็นความรำคาญบนหน้าคุณหรอกนะ” เสียงแหบแห้งที่พยายามดัดให้แข็งกร้าวเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องนอนขนาดกะทัดรัดในคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง รินรดานอนซมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าเนียนซูบเซบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พิษไข้เล่นงานจนริมฝีปากแห้งผากไร้สีสัน แต่กระนั้นดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววท้าทายกลับยังคงดื้อรั้น ไม่ยอมจำนนต่อสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงเลยแม้แต่น้อย คนถูกพาดพิงถึงกับชะงักมือที่กำลังถือชามข้าวต้มร้อนๆ คิรากรหรือที่พนักงานทั้งบริษัทแอบขนานนามว่า ‘ยักษ์ใจยักษ์’ ตวัดสายตาคมกริบมองร่างบนเตียงด้วยความหมั่นไส้ระคนหงุดหงิด “รู้ตัวว่าป่วยจนใกล้จะไปยมโลกอยู่รำคาญ ปากยังดีได้ขนาดนี้ ฉันน่าจะปล่อยให้เภสัชกรข้างล่างคอนโดมาเก็บศพคุณพรุ่งนี้เช้าจริงๆ รินรดา” คิรากรพ่นคำพูดเชือดเฉือนออกมาตามความคุ้นชิน แต่ถ้าสังเกตให้ดี มือหนาที่ถือชามเซรามิกกลับสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมได้ยาก เขาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะข้างเตียงเสียงดังด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดเตียงแล้วใช้หลังมือทาบลงบนหน้าผากมนที่ร้อนฉ่าเหมือนเตาไฟ รินรดาสะดุ้งเฮือก ตั้งท่าจะเบี่ยงหน้าหนีแต่ถูกมือใหญ่รวบต้นคอไว้ด้วยแรงที่กะพอเหมาะ ไม่ให้ดิ้นหลุดแต่ก็ไม่รุนแรงเกินไป “ตัวร้อนเป็นไฟขนาดนี้ ยังมีแรงมาจิกกัดคนอื่นอีกเหรอ หูทวนลมหรือไงที่หมอบอกว่าพักผ่อนไม่พอภูมิต้านทานต่ำน่ะ ห้ะ?” “ปล่อยค่ะ มือหนักเป็นบ้า... แล้วก็ไม่ต้องมาทำเป็นดุ ใส่ใจรินนักหรอก กลัวไม่มีคนมาเคลียร์งานค้างบนโต๊ะพรุ่งนี้ล่ะสิไม่ว่า” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ พยายามปัดมือของเขาออกแต่ไร้เรี่ยวแรง ร่างกายมันหนาวสั่นจนฟันกระทบกันกึกๆ แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเกินกว่าจะแสดงความอ่อนแอให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เห็น คิรากรขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ความหงุดหงิดพุ่งพล่านในอกไม่ใช่เพราะงานค้างบนโต๊ะ แต่เป็นเพราะภาพตอนที่เขาเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเห็นเธอนอนขดตัวตัวสั่นอยู่บนโซฟา ลมหายใจรดรินแผ่วเบาเหมือนเทียนใกล้หมดAเล่มต่างหากที่ทำให้เขาเกือบสติหลุด “ใช่ กลัวงานไม่เดิน กลัวบริษัทเสียหาย เพราะฉะนั้น เลิกทำตัวเป็นภาระแล้วลุกขึ้นมาซดข้าวต้มซะ ไม่งั้นฉันจะป้อนด้วยวิธีที่รับรองว่าคุณไม่กล้าปากดีใส่ฉันไปอีกสามวัน” “คุณมัน...” รินรดาถลึงตาใส่แทบถอดออกจากเบ้า เม้มปากแน่นเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะตักข้าวต้มเป่าลมฟูๆ แล้วจ่อมาตรงหน้า “ไม่กินค่ะ รินอิ่มทิพย์!” “ดื้อด้าน!” คิรากรเค้นเสียงดุ แต่แววตาที่มองร่างบางบนเตียงกลับไหววูบด้วยความกังวลที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่ง “อ้าปากค่ะ... อย่าให้ฉันต้องหมดความอดทนนะรินรดา ถ้าไม่อยากให้ฉันใช้วิธีโบราณแบบที่พระเอกละครน้ำเน่าเขาทำกัน” สายตาดุๆ ที่กวาดมองเรียวปากแห้งผากของเธออย่างมีความหมาย ทำให้รินรดาร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะความเขินอายที่พุ่งพล่านขึ้นมาดื้อๆ เลขาตัวแสบเม้มปากแน่นสนิท ยอมจำนนด้วยสายตาแต่โดยดีก่อนจะอ้าปากรับข้าวต้มฝีมือประธานหนุ่มผู้ไม่เคยเข้าครัวที่ไหนมาก่อนเข้าปาก รสชาติจืดชืดของข้าวต้มปลาทำให้เธออยากจะคายทิ้ง แต่พอมองหน้าคนที่ยืนถือชามรอประเมินผลด้วยสีหน้าคาดคั้น รินรดาก็ต้องกลืนมันลงไปอย่างยากลำบาก “อร่อยตายล่ะ...” เธอพึมพำเสียงเบา “ถ้าไม่อร่อยก็กินยาเข้าไปด้วย จะได้รีบหายแล้วไปทำงานชดใช้ค่าเสียเวลาที่ฉันต้องมานั่งเฝ้าคุณอยู่เนี่ย” คิรากรบ่นอุบ หยิบเม็ดยาพาราและยาปฏิชีวนะยื่นให้อย่างเบามือ รินรดารับมากลืนลงคอตามด้วยน้ำอุ่นที่เขารินให้อย่างรู้จังหวะ บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และลมหายใจหอบกระชั้นของคนป่วย คิรากรทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มือหนายังคงวางทาบอยู่บนหน้าผากมนเพื่อเช็คอุณหภูมิ ความนุ่มนวลที่แฝงอยู่ในการกระทำนั้นสวนทางกับวาจาเผ็ดร้อนโดยสิ้นเชิง รินรดานอนมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้านายหนุ่ม แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงตกกระทบสันจมูกโด่งเป็นสันและขนตางอนหนาที่ทอดเงาลงบนโหนกแก้ม ใครจะไปคิดว่าผู้ชายที่ปากร้าย ใจร้อน และเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง จะยอมทิ้งงานสำคัญมานั่งเฝ้าเลขาไข้ขึ้นสูงข้ามคืนแบบนี้ “มองอะไร หน้าฉันมีรอยแผลเป็นตรงไหนรึไง” คิรากรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง แต่หางตาคมกริบกลับเหลือบมาสบตาประกายระยับของเธอ “มองหาความสมเหตุสมผลค่ะว่าทำไมมหาเศรษฐีอย่างคุณถึงว่างงานมานั่งเฝ้าลูกจ้างจนดึกดื่น... หรือว่าแอบหลงเสน่ห์ความสวยเฉี่ยวของรินเข้าแล้ว?” เธอเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามดึงฟอร์มความมั่นหน้ากลับมา แม้แรงจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างแก้ม ทำเอาหัวใจที่เต้นอ่อนแรงของรินรดากลับมากระหน่ำรัวจนน่ากลัว “หลงตัวเองให้มันน้อยๆ หน่อยรินรดา ฉันแค่กลัวว่าถ้าคุณตายคาห้องนี้ ศีลธรรมในใจฉันมันจะทำงานหนักเกินไปเพราะปล่อยให้คนปากจัดอย่างคุณตายโดยไม่เคลียร์บัญชีปากที่ติดค้างกันไว้ต่างหาก” “ปากแข็ง...” รินรดากระซิบตอบ ดวงตากลมโตฉายแววรู้ทัน “ถ้าเกลียดรินนัก ก็กลับไปซะสิคะ ใครใช้ให้มานั่งทำหน้ายักษ์เฝ้าอยู่ตรงนี้ล่ะ” คิรากรชะงักไป ดวงตาคมกริบไหววูบลงชั่วพริบตา มือหนาที่วางอยู่ข้างเตียงค่อยๆ เอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าเนียนอย่างเบามือที่สุด สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด “ถ้ารู้ว่าการมานั่งเฝ้าคนดื้อๆ แบบนี้มันทำให้ฉันเหนื่อยฟรี คุณก็รีบหายแล้วลุกขึ้นมาเถียงฉันเหมือนเดิมซะที...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา ชิดริมใบหูจนคนฟังขนลุกซู่ “เพราะถ้าพรุ่งนี้เช้าไข้ยังไม่ลด ฉันจะไม่แค่ป้อนข้าว... แต่ฉันจะคิดดอกเบี้ยค่าเสียเวลาทบต้นทบดอกด้วยวิธีอื่นแทนแน่” รินรดารู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้า ร้อนผ่าวจนแยกไม่ออกว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะคำพูดกำกวมกับสายตาร้อนแรงที่กำลังจ้องมองเธอราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและหัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง— *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบในยามวิกาล ตามด้วยเสียงไขกุญแจที่ดังแกร็ก ทำเอาคิรากรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสียสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ขณะที่รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อบานประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาพร้อมถุงพลาสติกใส่ยาและกระเป๋าเอกสารกองโต! “คุณคีย์คะ! ดิฉันเช็คเอกสารโปรเจกต์ใหม่เสร็จแล้ว เลยเอามาให้... เอ๊ะ! ทำไมคุณประธานถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ?!” พุดดิ้งคาราเมลขอส่งกำลังใจให้รินรดาสู้กับทั้งไข้หวัดและสายตาคลั่งรักของบอสสุดซึนคนนี้ต่อนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลลวงทวงหัวใจนายตัวร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%