"พูดอีกครั้งสิคะ... ประโยคที่คุณเพิ่งพูดไปเมื่อครู่"
รินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ เธอไม่ได้มองหน้าศิลา แต่จดจ้องไปที่เงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่กลางห้องทำงานของเขา ภายในเงาสะท้อนนั้น ดวงตาของเธอดูลึกโหลและไร้แวว ขณะที่รอยยิ้มของศิลาในกระจกบานนั้นกลับดูชัดเจนและมีชีวิตชีวากว่าตัวจริงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนัง
"ผมบอกว่า 'ยินดีต้อนรับกลับสู่ความเป็นจริง... ตัวฉัน' ไงครับริน" ศิลาเน้นคำว่า 'ตัวฉัน' อย่างจงใจ เขาวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงกระทบของมันดังก้องราวกับเสียงปืนที่เหนี่ยวไกในความเงียบ "คุณเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่าทำไมผมถึงเรียกคุณแบบนั้น... หรือว่าความทรงจำที่หายไปมันทำร้ายคุณจนคุณลืมไปแล้วว่า *ใคร* กันแน่ที่เป็นเจ้าของร่างนี้"
รินหันขวับกลับมา มือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อสั่นระริก เธอพยายามรักษาระดับลมหายใจให้คงที่ หัวใจของเธอเต้นเร่าราวกับมันต้องการจะกระโจนออกมาจากทรวงอกเพื่อหนีจากห้องนี้ "คุณไม่ใช่หมอ... คุณเป็นแค่ใครบางคนที่พยายามจะขังฉันไว้ในกรงที่เรียกว่าความทรงจำบิดเบี้ยวพวกนี้"
"กรงหรือ? ไม่เลยริน..." ศิลาลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาก้าวเข้ามาหาช้าๆ ทิ้งระยะห่างเพียงพอที่จะให้รินรู้สึกถึงแรงกดดันจากอาณาเขตของเขา "ความทรงจำของคุณไม่ใช่กรง แต่มันคือปูนปลาสเตอร์ที่หล่อหลอมตัวตนของคุณขึ้นมา หากไม่มีมัน คุณก็เป็นเพียงแค่ 'เงา' ที่รอวันสลายไปกับแสงสว่าง... คุณอยากลองดูไหมล่ะว่าโลกข้างนอกนั่น จะต้อนรับคุณในฐานะคนจริงๆ หรือจะมองคุณเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ควรถูกกำจัดทิ้ง?"
รินไม่ตอบ เธอเบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเขาไปทางประตู ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง ความคิดที่จะหนีไปจากเมืองนี้—หนีไปให้ไกลจากคำลวงและใบหน้าที่สวมหน้ากากของชายคนนี้—มันไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่กรีดร้องอยู่ในหัว
เธอคว้ากระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน—ใบที่บรรจุเพียงของสำคัญและความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้—แล้วหมุนลูกบิดประตูอย่างเด็ดขาด
"คุณกำลังจะไปจริงๆ สินะ" เสียงของศิลาดังตามหลังมา แต่มันไม่ได้มีโทนของความโกรธ กลับเป็นน้ำเสียงของความสมเพชที่แฝงความเอ็นดู "หนีไปเถอะริน แต่จำไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะไปไกลแค่ไหน คุณก็หนี 'เงา' ของตัวเองไม่พ้น เพราะในทุกๆ ที่ที่คุณไป... มันจะรอคุณอยู่ที่นั่นเสมอ"
รินไม่หันกลับไปมอง เธอเปิดประตูแล้วก้าวออกไปสู่โถงทางเดินที่มืดมิด กลิ่นอายของความอับชื้นและกลิ่นกระดาษเก่าๆ ในคลินิกนี้ยังคงติดจมูก แต่เมื่อเธอก้าวพ้นธรณีประตูออกไปสู่ถนนเบื้องหน้า บรรยากาศที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เธอต้องชะงัก
เมืองที่เธอคุ้นเคยดูบิดเบี้ยวไป ถนนสายเดิมที่ควรจะมีผู้คนพลุกพล่านกลับว่างเปล่าราวกับเมืองร้าง แต่ทว่า... ทุกหน้าต่างของตึกแถวนั้นกลับมีม่านขยับไหว ราวกับมีดวงตานับพันคู่กำลังจ้องมองความพยายามของเธอที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการ
รินก้าวเดินไปตามทางเท้า เสียงรองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะที่ซ้ำซากเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เธอพยายามมองหาความจริงในป้ายประกาศ ในรอยร้าวบนผนัง หรือแม้แต่ในกระจกหน้าร้านขายของเก่าที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเพียงภาพสะท้อนของหญิงสาวที่ดูหวาดระแวง และเงาของเธอ... เงาที่ดูเหมือนจะก้าวตามหลังเธอช้ากว่าปกติครึ่งจังหวะเสมอ
เธอวิ่ง ฝ่าลมหนาวที่กรีดผิวหนังจนแสบไปหมด รินไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน ขอเพียงแค่ให้ออกจากอาณาเขตของศิลา ให้ออกจากเมืองที่ดูเหมือนจะหายใจรดต้นคอเธอได้ตลอดเวลา
จนกระทั่งเธอมาหยุดอยู่ที่สถานีรถไฟร้างท้ายเมือง ป้ายบอกทางที่ขึ้นสนิมกรังบ่งบอกว่าไม่มีรถไฟสายไหนวิ่งผ่านที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่รินกลับได้ยินเสียงเครื่องจักรคำรามเบาๆ มาจากในความมืดของรางรถไฟ เธอตัดสินใจวิ่งลงไปบนชานชาลา หวังเพียงจะหาที่หลบภัยชั่วคราว ก่อนจะเริ่มออกเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
แต่แล้ว... ฝีเท้าของเธอก็หยุดกะทันหัน
ตรงม้านั่งยาวกลางชานชาลา มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมเสื้อโค้ทสีครีมตัวเดียวกับที่รินใส่เป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน เธอผู้นั้นกำลังก้มหน้าอ่านบันทึกเล่มหนึ่ง... บันทึกเล่มเดียวกับที่รินซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางตลอดเวลา
หญิงสาวที่นั่งอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เหมือนกับรินราวกับถอดแบบออกมา—ต่างกันเพียงดวงตาของหญิงคนนั้นกลับมีสีแดงก่ำราวกับเลือด และรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากนั้นเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าและความยินดีปรีดาอย่างประหลาด
"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของจุดเริ่มต้นค่ะ ริน" หญิงสาวคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงของรินเอง แต่ทุ้มต่ำและสั่นพร่า "คุณคิดจริงๆ หรือว่าการหนีจะทำให้คุณเจอคำตอบ... ในเมื่อคุณคือ 'ปริศนา' เสียเอง?"
ก่อนที่รินจะได้อ้าปากถาม เสียงแตรสัญญาณรถไฟที่ไม่มีอยู่จริงก็ดังหวีดหวิวขึ้นในความเงียบ พร้อมกับแสงไฟหน้ารถที่สว่างวาบขึ้นมาจากความมืดมิดตรงหน้า ราวกับว่าเส้นทางข้างหน้านั้นไม่ใช่รางรถไฟ... แต่เป็นรอยแยกของมิติที่รอจะกลืนกินตัวตนของเธอให้หายไปตลอดกาล
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและปริศนาไปกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 22
จุดเปลี่ยนของชะตากรรม
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!