"คุณไม่ได้กำลังมองเห็น 'เงา' ของตัวเองหรอกริน สิ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ คือตัวตนที่แท้จริงที่ถูกขังไว้หลังกระจกบานนั้นต่างหาก"
น้ำเสียงของศิลาเย็นเยียบ ราวกับหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบมีดโกน เขาไม่แม้แต่จะขยับตัวเมื่อฉันหันขวับไปเผชิญหน้า มือที่สัมผัสไหล่ฉันเมื่อครู่หายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกหนาวเหน็บที่ฝังลึกถึงกระดูกสันหลัง
ฉันหอบหายใจถี่ ผิวหนังบริเวณไหล่ยังคงรู้สึกถึงสัมผัสปลอมๆ นั่นไม่หายไป ฉันจ้องมองใบหน้าของเขา—ใบหน้าที่ดูใจดีและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในฐานะจิตแพทย์ แต่ในวินาทีนี้ ทุกรอยยับบนหางตาของเขากลับดูเหมือนรอยร้าวบนพื้นผิวของอะไรบางอย่างที่กำลังจะแตกสลาย
"พูดอะไรของเธอ... ของคุณ" ฉันพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แม้มือจะจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจมลงไปในเนื้อ "เงาของฉัน... มันไม่มีตัวตน มันแค่ภาพสะท้อนทางจิตวิทยาจากความเครียดที่เกิดจากยาของคุณ!"
ศิลาหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นไม้ที่ติดตัวเขาทำให้อาการเวียนหัวของฉันรุนแรงขึ้น
"วิทยาศาสตร์น่ะริน มันใช้อธิบายความผิดปกติของสมองได้ แต่มันใช้อธิบาย 'รอยร้าว' ของความจริงไม่ได้หรอก" เขาชี้นิ้วขึ้นไปบนเพดานห้องทำงาน—ห้องที่ฉันคิดว่ามันคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียง 'เปรี๊ยะ' เบาๆ กลับดังขึ้นเหนือหัว
ไม่ใช่เสียงไฟฟ้าลัดวงจร ไม่ใช่เสียงไม้ลั่น แต่มันคือเสียงของมวลสารที่กำลังแยกตัวออกจากกัน
ฉันแหงนหน้ามองขึ้นไป และลมหายใจของฉันก็หยุดชะงักลงตรงนั้น บนผืนฟ้าที่มองผ่านหน้าต่างบานสูง—ท้องฟ้าสีครามในยามบ่ายที่ควรจะสงบเงียบ บัดนี้มันปรากฏเส้นสีดำเรียวเล็กคล้ายใยแมงมุม มันไม่ใช่เมฆ แต่มันคือรอยแตกจริงๆ ราวกับว่าท้องฟ้าถูกฉาบด้วยกระจกเงาแผ่นมหึมา แล้วมีใครบางคนกำลังใช้ค้อนทุบมันจากอีกด้านหนึ่ง
"นั่นมัน... อะไรกัน?" ฉันพึมพำ มือสั่นเทาพยายามคว้าขอบโต๊ะไว้
"โลกใบนี้มันบางลงเรื่อยๆ ริน ตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจถอดรหัสหลังกระจกบานที่เก้า" ศิลาพูดต่อ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังรอยร้าวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้า "เธอกำลังทำให้ความเป็นจริงพังทลายลง เพราะตัวตนของเธอทั้งสองด้านกำลังจะบรรจบกัน เธอคิดว่าใครกันแน่ที่กำลังส่องกระจก และใครกันแน่ที่เป็นเพียงเงา?"
ท้องฟ้าเริ่มส่งเสียงครางต่ำ กระจกบนเพดานห้องเริ่มมีรอยร้าวตามปรากฏการณ์ภายนอก ชิ้นส่วนเล็กๆ ของความจริงหลุดร่วงลงมาราวกับเศษน้ำแข็งที่แหลมคม เศษหนึ่งตกลงมาที่พื้นใกล้เท้าฉัน มันไม่ได้กระแทกกับพื้นจนแตก แต่เมื่อมันแตะพื้น มันกลับสะท้อนภาพใบหน้าของฉัน—ไม่ใช่ใบหน้าในปัจจุบัน แต่เป็นใบหน้าของเด็กหญิงวัยสิบขวบที่มีดวงตาว่างเปล่าและริมฝีปากที่ขยับเป็นคำพูดที่ไม่ได้ยิน
ฉันรู้สึกถึงความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสมอง ราวกับมีความทรงจำจำนวนมหาศาลกำลังถูกยัดเยียดกลับเข้ามาอย่างไม่ปรานี ฉันเห็นห้องที่มืดมิด เห็นมือของใครบางคนที่ยื่นออกมาจากกระจก เห็นตัวเองในวัยเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่หน้าบานกระจกที่แตกร้าว
"หยุด... หยุดพูดเดี๋ยวนี้!" ฉันตะโกน กุมขมับแน่น "คุณมันก็แค่ตัวละครที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อปั่นหัวฉัน คุณไม่ใช่หมอ! คุณเป็นใครกันแน่!"
ศิลาไม่ได้โกรธ เขากลับคลี่ยิ้มที่ดูเวทนาที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา "ฉันคือศิลา... และในขณะเดียวกัน ฉันก็คือกระจกเงาบานที่สิบที่เธอสร้างขึ้นเพื่อกักขังความจริงเอาไว้ไงล่ะ ริน"
ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังก้องขึ้น ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน แต่มันดังอยู่ในจิตวิญญาณ ท้องฟ้าทั้งผืนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ รอยร้าวนั้นลามมาถึงผนังห้อง ทุกอย่างรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกน้ำสาดใส่
ฉันมองเห็นตัวเองอีกคนหนึ่ง—ตัวฉันที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องที่ตอนนี้กำแพงหายไปหมดสิ้นแล้ว เธอคนนั้นเดินตรงมาหาฉัน ใบหน้าเรียบเฉยและดวงตาสีเทาหม่นที่ดูราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร เธอยื่นมือออกมา มือของเธอโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงด้านหลัง
"ในที่สุด..." เธอคนนั้นพูดด้วยเสียงที่เหมือนกับเสียงของฉันทุกประการ แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน "เธอก็ยอมพังกระจกพวกนี้สักที"
เธอยื่นนิ้วมาแตะที่หน้าผากของฉัน สัมผัสที่เย็นเยียบนั้นทำให้โลกหมุนคว้าง ฉันรู้สึกเหมือนร่างของฉันกำลังสลายกลายเป็นละอองทรายที่ปลิวไปตามกระแสลมที่พัดมาจากรอยแตกของท้องฟ้า
ศิลาหายไปแล้ว เหลือเพียงตัวฉันที่ยืนอยู่กลางความว่างเปล่าที่มีเพียงเศษซากของโลกที่แตกสลายลอยละล่อง เธอคนนั้นขยับเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเธอเกือบจะชิดกับใบหูของฉัน เสียงกระซิบที่ตามมานั้นทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ
"ริน... เธอรู้ไหมว่าทำไมกระจกบานที่เก้าถึงต้องแตก?" เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก "เพราะจริงๆ แล้ว... เธอนั่นแหละที่เป็นคน 'ทุบ' มันตั้งแต่วันที่เธอฆ่าฉันในกระจกเมื่อยี่สิบปีก่อนยังไงล่ะ"
ก่อนที่ฉันจะได้ถามอะไรออกไป พื้นดินใต้เท้าของฉันก็อันตรธานหายไป ฉันร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง แต่ทว่า... วินาทีที่ร่างของฉันดิ่งลงไปนั้น ฉันกลับเห็นใครบางคนยืนรออยู่ด้านล่าง เป็นคนที่ฉันไม่คาดคิดที่สุด
คนคนนั้นคือ 'ฉัน' อีกคนที่ถือมีดเล่มเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำที่หายไป พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนเลือดและรอยยิ้มที่แสดงความยินดีกับการต้อนรับการกลับมาของฉันลงสู่ขุมนรกนี้
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความจริงไปกับดิฉันนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 32
รอยร้าวขยายตัว
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!