“แม่... หรือสิ่งที่สมมติว่าตัวเองเป็นแม่... ทำไมถึงนับจำนวนครั้งเหล่านั้นได้แม่นยำนักล่ะคะ?”
ฉันถามออกไปขณะที่ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังปะทะกับบานกระจกที่เย็นเฉียบ เงาในกระจกบานที่เก้าไม่ได้สะท้อนภาพห้องนั่งเล่นในบ้านพักตากอากาศ แต่มันสะท้อนภาพ ‘ห้วงมืด’ ที่มีเพียงแสงสลัวจากเปลวเทียนวูบวาบ ร่างหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า—ร่างที่สวมทับใบหน้าของแม่ฉันอย่างแนบเนียน—กำลังยิ้มกว้างเสียจนมุมปากปริแตกออกเป็นรอยร้าวสีดำ
“ริน... เธอไม่ได้มองหาความจริงหรอก เธอแค่มองหาที่พักพิงในนรกที่เธอสร้างขึ้นเองต่างหาก”
กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและกลิ่นโลหะคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนที่ศิลาจะก้าวเข้ามาจากเงามืดด้านข้าง เขาไม่ได้ดูประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น เขากลับดูเหมือน ‘ผู้กำกับ’ ที่กำลังรอคอยให้ฉากสำคัญดำเนินไปตามบทที่เขาเขียนไว้ เขาสวมสูทสีเทาเนี้ยบกริบ นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะกับกรอบกระจกเป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ
“คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม ศิลา” ฉันตวาด เสียงสั่นเครือแต่แฝงด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้นมาตลอดหลายปี “คุณรู้อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการรักษา... ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณเฝ้ามองดูฉันค่อยๆ แหลกสลายในวงจรนี้ เพื่ออะไร?”
ศิลาหยุดเคาะกระจก เขาสบตาฉัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยดูอบอุ่นและน่าเชื่อถือในห้องตรวจ บัดนี้กลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ราวกับกำลังมองดูหนูทดลองที่กำลังดิ้นรนอยู่ในกรงขัง
“การรักษาคือศิลปะของการเปลี่ยนถ่ายครับริน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่น่าขนลุก “จิตวิญญาณของเธอมันช่างเปราะบางเกินกว่าจะแบกรับความทรงจำที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ไว้ในร่างเนื้อที่เป็นเพียงภาชนะชั่วคราว... เธอไม่เคยสงสัยเลยหรือว่า ทำไมกระจกบานที่เก้านี้ถึงมีความสำคัญนัก?”
ฉันนิ่งงัน ภาพสะท้อนของแม่ในกระจกเริ่มขยับปากพูดโดยไร้เสียง แต่มันกลับดังก้องอยู่ในหัวของฉันราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก *‘ย้ายมันออกไป... ย้ายออกไปเสียที’*
“คุณต้องการอะไรกันแน่?” ฉันพยายามคุมสติ จับจ้องไปที่เขา
ศิลาขยับเข้าใกล้ฉันจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย เขายื่นมือออกมา แต่ไม่ได้แตะตัวฉัน เขากลับแตะไปที่พื้นผิวของกระจก ปลายนิ้วของเขาจมลงไปในเนื้อกระจกราวกับมันเป็นน้ำที่ไร้แรงตึงผิว
“ฉันไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ ริน” เขาเว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นกวาดมองไปที่ภาพสะท้อนของแม่ที่บัดนี้ค่อยๆ กลายร่างเป็นเงาดำมืด “ฉันแค่ต้องการ ‘ย้าย’ ตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและไม่มีวันแตกสลายที่ติดอยู่ในกระจกนี้ เข้าไปอยู่ในร่างของเธอแทนที่จิตวิญญาณที่อ่อนแอและเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน... การมีชีวิตอยู่นับหมื่นรอบในฐานะเหยื่อ มันไม่เหนื่อยเกินไปหน่อยหรือคะ?”
หัวใจฉันกระตุกวูบ ความจริงข้อนี้กระแทกเข้ากลางหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่จิตแพทย์ นี่คือ ‘นักเลง’ ที่ต้องการสลับเปลี่ยนตัวตนของฉันกับบางสิ่งที่ถูกจองจำไว้ในมิติกระจก เพื่อที่เขาจะได้ควบคุมร่างของฉัน... ร่างที่มีสมองและความทรงจำครบถ้วน โดยไม่ต้องรับภาระความรู้สึกผิดบาปของตัวตนเดิม
“คุณมันบ้า... คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้!”
“ฉันทำไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแล้วต่างหาก” ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “และในรอบที่หนึ่งหมื่นสองพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดนี้ ฉันแค่อยากจะให้เธอ ‘ยินยอม’... เพราะถ้าเธอไม่ยินยอมด้วยตัวเอง การถ่ายโอนก็จะสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียว และนั่นจะทำให้ฉันต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่... อีกครั้ง... และอีกครั้ง”
ฉันมองไปที่มือของเขาที่ยังคงจมอยู่ในกระจก พื้นที่รอบๆ บานกระจกเริ่มปริแตก เสียงกระจกเงาที่แตกร้าวฟังดูแหลมสูงบาดหู ฉันรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลจากอีกฝั่งของกระจก มันไม่ใช่แค่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันเป็นแรงดึงดูดของ ‘ตัวตน’ ที่พยายามจะฉุดกระชากวิญญาณฉันออกไป
“ริน มองดูฉันสิ” ศิลาบังคับให้ฉันหันไปหาเขา ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป แววตาที่เคยนิ่งสงบตอนนี้เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า “ถ้าเธอเลือกจะต่อต้าน ร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้น... แม่ของเธอ... จะถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของวิญญาณ แต่ถ้าเธอเลือกจะปล่อยวางและส่งมอบร่างนี้ให้ฉัน ร่างนั้นจะได้รับอิสระ เธอจะได้กลับไปหาแม่ในโลกที่ไม่มีกระจกเงา ไม่มีเงาซ้อนเร้นอีกต่อไป”
ฉันมองเห็นภาพเงาของแม่ในกระจกค่อยๆ เอื้อมมือมาแตะที่กระจกจากอีกฝั่ง แววตาอำมหิตเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความโศกเศร้าที่คุ้นเคย มันคือแววตาที่แม่มองฉันก่อนจะจากไปในวันที่บ้านไฟไหม้...
มือของฉันสั่นเทาขณะที่ค่อยๆ ยื่นออกไปหามือของแม่ในกระจก ศิลากลั้นหายใจ เขารอคอยวินาทีนี้มาตลอด
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของฉันเกือบจะแตะสัมผัสกับพื้นผิวกระจกที่บิดเบี้ยว ร่างของแม่ที่อยู่ในกระจกก็เปลี่ยนไปกะทันหัน ใบหน้าที่อ่อนโยนบิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าของ ‘ศิลา’ อีกคนหนึ่งที่ถือมีดเล่มเล็กกรีดลงบนคอหอยของตัวเองจนเลือดสีดำทะลักออกมาเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นกระจก
“อย่าหลงเชื่อมัน ริน... มันไม่ได้ต้องการร่างเธอ แต่มันต้องการ ‘กุญแจ’ ที่ฝังอยู่ในเศษเสี้ยวความทรงจำที่เธอลืมไป!” เสียงหนึ่งกระซิบข้างหูฉัน—ไม่ใช่เสียงของศิลา ไม่ใช่เสียงของแม่ แต่เป็นเสียงของฉันเองที่ฟังดูเย็นชาและเปี่ยมด้วยอำนาจ
ศิลาชะงัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความตื่นตระหนกทันทีที่เห็นมีดในมือของร่างในกระจก เขารีบชักมือกลับ แต่ทว่า... ปลายนิ้วของเขากลับติดค้างอยู่กับกระจก ราวกับมีแรงมหาศาลจากภายในดึงรั้งเขาไว้ไม่ให้ปล่อย
“นี่มันอะไรกัน... ริน! เธอทำอะไรลงไป!” ศิลาร้องลั่น ขณะที่ร่างของเขาเริ่มถูกดึงเข้าไปในกระจกทีละนิด
ฉันยืนมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความวิตกกังวลที่เคยเกาะกินใจพลันมลายหายไป เหลือเพียงความรู้สึกลึกลับที่น่าสะพรึงกลัว ฉันไม่ได้เลือกที่จะยอมแพ้ หรือเลือกที่จะสู้... แต่ฉันเลือกที่จะ ‘เปิดทาง’ ให้กับบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าศิลาได้ก้าวออกมา
บานกระจกที่เก้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ยาวนานของศิลา ร่างของเขาถูกกลืนหายไปในความมืดมิดของกระจกที่บัดนี้กลายเป็นโพรงอากาศที่ไร้ก้นบึ้ง ทว่า ท่ามกลางเศษกระจกที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น ฉันกลับเห็นเงาของตัวเองที่ไม่ได้สะท้อนออกมาจากกระจก แต่ยืนอยู่ข้างหลังฉัน... และมันกำลังกระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่ฉันรู้จักดีที่สุด
“ขอบคุณที่ปล่อยฉันออกมานะ... ตัวฉัน”
เงาของฉันยื่นมือออกมาแตะที่ไหล่ของฉันอย่างแผ่วเบา และในวินาทีที่ฉันหันกลับไปมองสิ่งที่อยู่ด้านหลัง ฉันก็พบกับภาพที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงในพริบตา...
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดในครั้งนี้ไปกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 31
แรงจูงใจของศิลา
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!