“อย่ามองตาหล่อน ริน... ถ้าไม่อยากกลายเป็นเพียงรอยขีดข่วนบนพื้นผิวแก้วไปตลอดกาล”
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากความว่างเปล่า แต่มันกลับก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับถูกกรีดด้วยเข็มเล่มเล็ก ฉันกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก แรงดึงดูดมหาศาลจากเหวเบื้องล่างพยายามจะกระชากร่างฉันให้ร่วงหล่นลงไปหา ‘ตัวฉัน’ ที่กำลังถือมีดสั้นเล่มนั้น ฉันฝืนยันตัวขึ้น ขอบถนนที่แหลมคมบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือ แต่ความเจ็บปวดกลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าฉันยังมีตัวตนอยู่ในโลกความจริง... หรืออย่างน้อยก็โลกที่ฉันหลงเชื่อว่าจริง
ฉันเบือนหน้าหนีจากเงาสะท้อนที่แสยะยิ้มเบื้องล่าง แล้วตะเกียกตะกายขึ้นสู่พื้นที่มั่นคงเบื้องบน ทันทีที่เท้าแตะพื้นแข็งๆ ที่ไม่ใช่แก้วแตก ฉันก็ทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างบ้าคลั่ง ความมืดมิดในที่แห่งนี้ไม่ได้เงียบสงัด มันเต็มไปด้วยเสียงพึมพำเหมือนฝูงแมลงปีกแข็งที่บินวนอยู่ในกะโหลกศีรษะ
“เธอเก่งมากที่ปีนขึ้นมาได้... แต่ดูเหมือนเธอจะลืมไปว่า ทุกรอยเท้าที่เธอเหยียบลงไป มันเคยมีคนอื่นเหยียบทับมาก่อนแล้ว”
น้ำเสียงนุ่มลึกแต่แฝงความเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืด ศิลาปรากฏตัวขึ้นในชุดสูทสีเข้มที่ดูไร้รอยยับราวกับเพิ่งออกมาจากห้องทำงานของเขา ทั้งที่สภาพแวดล้อมรอบตัวเราคือเศษซากของเมืองที่พังทลายลงสู่ห้วงมิติที่บิดเบี้ยว
ฉันเงยหน้ามองเขา แววตาของฉันคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการตั้งคำถามจนเขาสัมผัสได้ “คนอื่น? หมายความว่ายังไง ศิลา... คุณไม่ได้เป็นคนสร้างลูปนี้ขึ้นมาเพื่อกักขังฉันคนเดียวหรอกเหรอ?”
ศิลาขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง แต่กลับเดินอ้อมไปทางด้านหลังของซากอาคารที่ถูกกระจกเงาฝังตัวอยู่ เขาชี้มือไปยังรอยขีดเขียนบนผนังปูนที่แตกร้าว ฉันขยับกายเข้าไปใกล้ด้วยความระแวง สายตาจ้องมองรอยจารึกที่ดูเหมือนจะถูกขูดด้วยของมีคม
มันไม่ใช่รอยขีดเขียนแบบสุ่ม แต่มันคือ ‘ขีด’ ที่บ่งบอกถึงจำนวนวัน—หรืออาจจะเป็น ‘รอบ’ ของเหตุการณ์ที่ซ้ำรอยกัน มันมีมากเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะทำได้ในชั่วชีวิตเดียว
“ริน... ลองอ่านสิ” ศิลาพูดเบาๆ “รอยขีดพวกนี้ไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยคนคนเดียว แต่มันทำขึ้นโดยคนที่มีความทรงจำแบบเดียวกับเธอ คนที่พยายามจะหนีออกจากกระจกบานที่เก้าเหมือนกับที่เธอทำ”
ฉันเอื้อมมือที่สั่นเทาไปสัมผัสรอยขีดเหล่านั้น เนื้อหยาบของปูนบาดผิวหนังจนเลือดซึมออกมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัวไม่ใช่ความเจ็บ แต่มันคือตัวอักษรเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้รอยขีดเหล่านั้น มันเป็นลายมือที่ฉันจำได้แม่นยำ... ลายมือของแม่
*‘ถ้าเจ้าอ่านข้อความนี้ แสดงว่าข้าตายไปแล้วในเงาที่เก้า แต่จงจำไว้... อย่าเชื่อใจผู้ที่สวมหน้ากากเป็นนักบุญ เพราะมันคือเงาที่ไม่มีวันตาย’*
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งในน้ำแข็งก้อนใหญ่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง ฉันหันกลับมามองศิลาที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาของเขาสะท้อนแสงวับวาวจากเศษกระจกจนดูเหมือนไม่มีแววตาของมนุษย์อยู่ภายใน
“แม่เคยติดอยู่ที่นี่...” ฉันพูดเสียงสั่น พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของสติที่เหลืออยู่ “แล้วเธอก็ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ เธอหายไปในนี้ เพราะคุณ... ใช่ไหม? ศิลา คุณเป็นคนกักขังเธอเอาไว้ในฐานะของทดลองชิ้นแรก”
ศิลาหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่เต็มไปด้วยความสมเพช “คำว่า ‘กักขัง’ เป็นคำที่หนักเกินไปสำหรับสถานะที่เธอเป็นอยู่ ริน เธอและแม่ของเธอ... พวกเธอไม่ใช่คน แต่เป็นกระจกที่ส่องสะท้อนความต้องการของคนอื่น และหน้าที่ของฉันคือการดูแลไม่ให้กระจกเหล่านี้แตกสลายไปก่อนที่จะสะท้อนความจริงอันยิ่งใหญ่ได้สมบูรณ์”
เขาเดินเข้ามาใกล้ฉันจนลมหายใจเย็นเฉียบปะทะกับใบหน้า ฉันถอยหลังจนแผ่นหลังชนกับกำแพงปูนที่มีรอยขีดเขียนนับร้อยนับพัน ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากผนัง—มันเหมือนกับว่ามีคนนับร้อยกำลังจ้องมองฉันอยู่จากภายในกำแพงนั้น
“ถ้าฉันเป็นแค่กระจก...” ฉันพูดพร้อมกับหยิบมีดสั้นที่เก็บได้จากเศษซากเมื่อครู่ขึ้นมาจ่อที่คอตัวเอง “งั้นถ้าฉันแตกสลายตรงนี้ ความจริงที่คุณต้องการจะจบลงด้วยไหม?”
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย มุมปากของเขาที่เคยเรียบเฉยเริ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
“เธอกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ริน... มีดเล่มนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าตัวตาย” เขาขยับเข้ามาใกล้จนปลายมีดที่ฉันถือแตะที่อกของเขา “มันมีไว้เพื่อ ‘กรีด’ พื้นผิวของโลกนี้ให้ขาดออกต่างหาก”
ทันใดนั้น แผ่นดินที่ฉันเหยียบอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกระจกนับล้านบานทั่วโลกมิตินี้แตกละเอียดพร้อมกันจนกลายเป็นฝุ่นผงละเอียด เงาสะท้อนจากทุกทิศทางเริ่มหลอมรวมกันเป็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมาจากกำแพงที่ฉันเพิ่งอ่านข้อความไป
ใบหน้าของร่างนั้น... คือใบหน้าของฉันเองในวัยสาว ทว่านัยน์ตากลับว่างเปล่าราวกับหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง เธอหยิบมีดสั้นอีกเล่มออกมาจากความมืดมิดในอกของตัวเอง แล้วยื่นมือมาหาฉัน
“ยินดีต้อนรับสู่รอบที่หนึ่งหมื่นสองพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดนะ... ลูกรัก” ร่างนั้นเอ่ยด้วยเสียงของแม่ แต่ดวงตาที่จับจ้องมากลับฉายแววอำมหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของฉันให้แหลกคามือ
กระจกเงาต้องสาปขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันที่ไม่มีทางย้อนกลับในครั้งนี้ด้วยนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 30
ร่องรอยของคนก่อนหน้า
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!