"อย่าหันกลับไป"
เสียงนั้นไม่ได้กระซิบผ่านโสตประสาท แต่มันสั่นสะเทือนอยู่ในกระดูกสันหลังของฉัน ริน... ความเย็นเฉียบจากฝ่ามือที่แตะอยู่บนไหล่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าชุดเดรสสีหม่น ราวกับน้ำแข็งแห้งที่กำลังกัดกินผิวหนัง ฉันหยุดหายใจ หัวใจที่เคยเต้นรัวกลับนิ่งสนิทราวกับมันกลัวว่าหากจังหวะชีพจรของฉันดังเกินไป สิ่งที่อยู่ข้างหลังจะรู้ตัวว่าฉันกำลังตื่นตระหนก
ฉันบังคับดวงตาให้มองตรงไปข้างหน้า ณ ใจกลางถนนสายหลักของเมืองร้างแห่งนี้ ทุกอย่างหยุดนิ่ง... ราวกับภาพถ่ายที่ถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลา เศษกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ควรจะปลิวไหวตามลมกลับค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ หยดน้ำฝนที่ค้างบนขอบหน้าต่างตึกแถวไม่ยอมหยดลงพื้น เมืองทั้งเมืองดูเหมือนจะกลั้นหายใจเพื่อเฝ้ามองดูการปะทะกันระหว่าง 'ฉัน' กับ 'สิ่งที่ซ้อนทับอยู่ในตัวฉัน'
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ริน"
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล... คุ้นเคยจนน่าเกลียด มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงของฉัน แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ฉันไม่เคยรู้จัก ศิลา... เขาหายไปไหน เขาที่เป็นคนบอกว่านี่คือการบำบัด เขาที่เป็นคนผลักฉันเข้ามาในมิตินี้ กลับทิ้งให้ฉันเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาเองก็อาจจะหวาดกลัว
ฉันรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ถามออกไปโดยไม่ขยับปาก "ที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน"
มือที่ไหล่ขยับ... มันเริ่มบีบเบาๆ อย่างหยอกเย้า ร่างเงาที่ซ้อนทับอยู่ด้านหลังค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจเย็นเยียบรินรดข้างหู กลิ่นอายของดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาและกลิ่นเหล็กสนิมคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
"บ้านไม่ใช่สถานที่หรอกนะริน แต่มันคือ 'กระจก' ที่เก็บซ่อนความจริงที่เธอพยายามลบมันทิ้ง" เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "เธอคิดว่าศิลาช่วยเธออยู่หรือ? เขาไม่ได้กำลังรักษาเธอหรอก เขาแค่กำลังทำความสะอาด 'เศษเสี้ยว' ของตัวตนที่เขาควบคุมไม่ได้ต่างหาก"
ฉันกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความเจ็บปวดช่วยดึงสติให้ตื่นจากอาการตัวแข็งทื่อ ฉันตัดสินใจก้าวขาเดิน... เพียงก้าวเดียว ทุกอย่างรอบตัวก็สั่นไหวเหมือนภาพในกระจกที่ถูกกระแทกจนร้าว ตึกรามบ้านช่องที่เคยหยุดนิ่งเริ่มบิดเบี้ยว รูปร่างของอาคารยืดขยายออกเหมือนน้ำตาเทียนที่ละลาย
"ฉันไม่สนว่าเขาจะต้องการอะไร" ฉันพูดพึมพำขณะเดินฝ่าความเงียบงันที่กดทับ "แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นตุ๊กตาให้พวกคุณเชิดอีกต่อไป"
"งั้นเหรอ?" ร่างนั้นหัวเราะร่า รอยเท้าที่ฉันเหยียบลงบนพื้นถนนเริ่มปรากฏเป็นคราบสีดำสนิท ราวกับตัวตนของฉันกำลังกัดกินเมืองนี้ให้เน่าเฟะ "งั้นลองดูสิว่า ถ้ากระจกทุกบานในเมืองนี้แตกพร้อมกัน เธอจะยังเหลืออะไรให้ค้นหาอีกไหม?"
ทันใดนั้น เสียงกระจกแตกละเอียดก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง! บานหน้าต่างนับพันในเมืองที่ดูเหมือนตายแล้วระเบิดออกพร้อมกัน เศษแก้วใสคมกริบปลิวว่อนกลางอากาศเหมือนฝนดาวตกที่ซ่อนความตายไว้ภายใต้ความสวยงาม
ฉันหันขวับกลับไปเพื่อจะเผชิญหน้ากับต้นตอของเสียงนั้น แต่สิ่งที่ฉันเห็นกลับทำให้ลมหายใจสะดุดจนแทบขาดใจ ข้างหลังฉันไม่มีร่างใดๆ เลย... มีเพียงเงาของฉันเองที่ทอดยาวลงบนพื้น แต่ทว่าเงาที่ควรจะเป็นรูปร่างของหญิงสาว กลับกลายเป็นรูปทรงของชายหนุ่มที่คุ้นตา... ศิลา...
เขายืนซ้อนทับอยู่กับเงาของฉัน รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนเงานั้นกำลังแย้มออกมาขณะที่เขายื่นมือออกมาจากพื้นดิน พยายามจะฉุดดึงฉันลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง
"ยินดีด้วยนะริน" เสียงของเขาไม่ได้มาจากข้างหลัง แต่มาจากทั่วทุกทิศทาง "ในที่สุดเธอก็รู้เสียทีว่า... คนที่ถูกกักขังอยู่ในกระจกบานที่เก้าน่ะ ไม่ใช่ฉัน แต่เป็น 'เธอ' ต่างหาก"
พื้นดินใต้เท้าฉันเริ่มยุบตัวลง ฉันคว้าขอบถนนที่กำลังกลายเป็นเศษกระจกแหลมคม เลือดสีแดงสดหยดลงบนความมืดมิดที่รอรับอยู่ด้านล่าง ฉันมองลงไปและเห็นภาพตัวเองในกระจกเงาอีกบานที่สะท้อนจากส่วนลึกของเหว... ภาพของฉันที่ไม่ได้ดูหวาดกลัว แต่กำลังฉีกยิ้มกว้างอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับถือมีดสั้นเล่มเดียวกับที่ฉันเคยเห็นในบันทึกเก่าๆ ของแม่
ขอบคุณที่เดินทางผ่านรอยร้าวของความทรงจำมากับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 29
ความเงียบของเมืองที่ตายแล้ว
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!