"คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่าคะ ริน? หรือว่าความทรงจำที่คุณพยายามไขว่คว้า มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกระจกที่แตกละเอียดจนบาดมือคุณเอง?"
เสียงของศิลาดังแว่วผ่านความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันสนและตำราเก่า เขาไม่ได้มองมาที่ฉัน ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวคู่นั้นจดจ้องอยู่กับการเขียนบันทึกบางอย่างลงในสมุดปกหนังสีดำสนิท แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียวในห้องทำหน้าที่ขับเน้นสันกรามที่คมชัดและรอยยิ้มที่มุมปากซึ่งอ่านไม่ออก
ฉันบีบมือตัวเองจนข้อนิ้วขาวซีด นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่ที่ดูดกลืนร่างของฉันลงไปราวกับบึงโคลน "ฉันไม่ได้โกหกค่ะ... ฉันแค่จำไม่ได้ว่าทำไมในกระจกบานนั้น ถึงไม่มีเงาของฉันตอนที่ฉันยิ้ม"
ศิลาหยุดปากกาในมือ เขาสบตาฉัน—สายตาที่แฝงความสมเพชปนสมน้ำหน้าอย่างร้ายกาจ "เพราะตัวตนที่แท้จริงของคุณไม่ได้อยู่ในเงาที่สะท้อนออกมาอย่างไรล่ะคะ สิ่งที่คุณเห็นน่ะ มันคือ 'ส่วนเกิน' ที่คุณพยายามฝังกลบไว้ในจิตใต้สำนึกตั้งแต่เหตุการณ์ที่บ้านพักตากอากาศนั่น... ริน คุณรู้จักเด็กผู้หญิงที่ชื่อ 'รินดา' ไหมคะ?"
ชื่อนั้นหลุดออกมาเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาทส่วนที่ลึกที่สุดของฉัน รินดา... ชื่อที่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้เรียก แต่มันกลับก้องอยู่ในหัวฉันทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแก้วแตก
"นั่นชื่อแม่ฉัน..." ฉันพึมพำ เสียงสั่นเครือ
"ผิดค่ะ" ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าวเดินผ่านมุมมืดของห้องเข้ามาใกล้ฉันจนฉันได้กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์ที่เย็นเยียบจากตัวเขา "รินดาไม่ใช่แม่คุณ แต่รินดาคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายที่คุณแบ่งแยกออกมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดในคืนที่เพลิงลุกท่วมบ้านหลังนั้น คุณไม่ได้สูญเสียความทรงจำเพราะอุบัติเหตุหรอกนะคะ คุณสูญเสียมันเพราะคุณ 'เลือก' ที่จะฆ่าตัวตนหนึ่งทิ้ง เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด"
บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลงฉับพลัน ฉันหายใจไม่ออก ราวกับมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นมาบีบคอไว้ ความทรงจำที่เคยพร่าเลือนเริ่มปรากฏเป็นภาพซ้อนทับ กลิ่นควันไฟ... เสียงกรีดร้องที่ฟังดูคล้ายเสียงของฉันเอง... และเงาในกระจกที่ยืนยิ้มอย่างบิดเบี้ยวในขณะที่ฉันร้องไห้
"คุณเป็นใครกันแน่?" ฉันเค้นเสียงถาม รวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิด "ทำไมถึงรู้เรื่องรินดา... ทำไมถึงรู้เรื่องไฟ..."
ศิลาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาห่างจากฉันเพียงคืบ ดวงตาคู่นั้นดำมืดจนฉันเผลอมองเห็นเงาของตัวเองที่ขยับเขยื้อนต่างไปจากท่าทางของฉันในกระจกเงาที่ผนังห้อง "ฉันก็คือคนที่คุณจ้างมาเพื่อ 'สะกด' รินดาอย่างไรล่ะคะ ริน... ไม่ใช่ในฐานะจิตแพทย์ แต่ในฐานะคนเฝ้าประตู"
เขาวางสมุดปกหนังเล่มนั้นลงบนโต๊ะ เปิดหน้าที่มีรูปวาดลายเส้นดินสอสีดำสนิท เป็นรูปหญิงสาวสองคนหันหลังชนกันในกระจกบานหนึ่ง แต่น่าประหลาดที่ภาพวาดนั้นเริ่มมีหยดสีแดงสดซึมออกมาจากตัวกระดาษ ราวกับบาดแผลที่กำลังเปิดออก
"ถ้าฉันคือคนเฝ้าประตู... แล้วใครกันคะที่เพิ่งจะไขกุญแจห้องนั้นออกมา?"
ศิลาผละออกไป แล้วชี้มือไปยังบานกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง—บานเดียวกับที่ฉันไม่เคยกล้ามองตรงๆ ตลอดเวลาที่เข้ามาที่นี่
ฉันหันไปมอง ภาพสะท้อนของฉันในกระจกไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว ร่างของหญิงสาวอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนฉันทุกประการกำลังยืนซ้อนอยู่ข้างหลังฉัน มือของเธอค่อยๆ เอื้อมมาวางบนไหล่ฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบผ่านเสื้อผ้าเข้ามาจนฉันขนลุกเกรียว
เธอกระซิบที่ข้างหูฉัน เสียงนั้นเป็นเสียงของฉันเอง... แต่เย็นเยียบและทุ้มต่ำกว่ามาก
"ถึงเวลาสลับตัวกันแล้วนะ... รินดา"
ในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาไม่ได้เข้ามาช่วย เขากลับถอยหลังไปช้าๆ แล้วยิ้มให้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ราวกับเขากำลังเฝ้าดูนาฬิกาทรายที่ทรายเม็ดสุดท้ายเพิ่งจะร่วงหล่นลงสู่ก้นโหล พื้นห้องใต้เท้าฉันเริ่มสั่นสะเทือนและแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกที่ถูกกระแทกอย่างแรงจากด้านล่าง และสิ่งที่โผล่พ้นรอยแยกขึ้นมานั้นไม่ใช่เศษหิน แต่เป็นนิ้วมือสีขาวซีดนับสิบที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาเพื่อดึงตัวฉันลงไปสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางอยู่เคียงข้างความมืดมิดกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 4
จิตแพทย์ผู้กุมความลับ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!