"คุณกำลังโกหกฉันอีกแล้วใช่ไหมคะ คุณศิลา"
รินวางถ้วยชาเซรามิกราคาแพงลงบนโต๊ะไม้โอ๊คแรงกว่าที่ตั้งใจไว้ เสียงกระทบของมันก้องกังวานในห้องทำงานที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าผ่านแว่นตากรอบบาง สายตาของเธอไม่ได้มองหาความเมตตา แต่มองหา 'รอยร้าว' ในหน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ศิลาไม่ตอบในทันที เขายังคงจิบชาด้วยท่าทีนิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในยามไร้ลม ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ทำให้รินรู้สึกอยากจะกรีดร้อง "การโกหกเป็นกลไกป้องกันตัวของสมองที่บาดเจ็บ ริน... คุณรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือคะ?"
"อย่าใช้คำศัพท์ทางจิตเวชมากลบเกลื่อนความจริงเลยค่ะ" รินแค่นยิ้ม มุมปากของเธอกระตุก "กระจกบานที่เก้าในห้องใต้ดินนั่น... มันไม่ใช่แค่กระจกเงาธรรมดา และฉันรู้ว่าคุณรู้ว่าทำไมฉันถึงจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนที่แม่หายตัวไป"
ศิลาวางถ้วยชาลงช้าๆ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบราวกับมีดผ่าตัดคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ผนังว่างเปล่าด้านหลังรินเพียงครู่เดียว "บางที ความทรงจำอาจไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่ถูก 'ใครบางคน' ขังไว้หลังผนังที่คุณพยายามจะมองข้ามไปตลอดชีวิต"
รินรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดขึ้นมาตามแนวสันหลัง เธอเม้มริมฝีปากแน่น บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะอัดแน่นด้วยความกดอากาศที่เพิ่มขึ้นจนหายใจลำบาก เมื่อศิลากลับไปแล้ว เธอทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังนุ่ม มือสั่นเทาหยิบยาดมขึ้นมาสูดกลิ่นหอมเย็นๆ ของสมุนไพร แต่มันกลับไม่ช่วยให้หัวใจที่เต้นรัวของเธอสงบลงเลย
*ครืด... ครืด...*
เสียงนั้นดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ลอดออกมาจากหลังวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ซีดจางของผนังห้อง เสียงเหมือนเล็บมือยาวๆ กำลังขูดขีดไปบนปูนแห้งๆ ค่อยๆ ไล่ระดับจากต่ำขึ้นสูง ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามตะเกียกตะกายออกมา
รินลุกขึ้นยืนพรวดพราด ลมหายใจขาดห้วง "ใครอยู่ตรงนั้น?" เธอถามออกไป เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงกระซิบอันคุ้นเคยจะดังขึ้น... มันเป็นเสียงของเธอเอง แต่เป็นเสียงที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
*"ริน... ที่รัก... ปล่อยฉันออกไปเสียที"*
เธอผงะถอยหลังจนชนเข้ากับชั้นหนังสือ หนังสือเล่มหนึ่งร่วงลงมาบนพื้น ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอไม่ได้ฝันไป เสียงนั้นชัดเจนราวกับว่าผู้พูดกำลังประชิดอยู่ติดหูเธอ รินตัดสินใจคว้ามีดปอกผลไม้บนโต๊ะ แล้วเดินตรงไปที่ผนังนั่นด้วยความบ้าคลั่ง เธอใช้ปลายมีดกรีดลงบนวอลเปเปอร์อย่างไม่ใยดี กระดาษที่เปื่อยยุ่ยหลุดร่อนออกเผยให้เห็นรอยร้าวลึกบนปูนที่เป็นรูปทรงคล้ายกับใบหน้าของมนุษย์
ทว่า สิ่งที่อยู่หลังรอยร้าวนั้นไม่ใช่ก้อนอิฐธรรมดา แต่มันคือพื้นผิวมันวาวของ 'กระจกเงา' ที่ถูกฝังไว้ในผนัง
รินชะงักงันเมื่อเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานนั้น ทว่าในเงาสะท้อน... รินที่อยู่ในกระจกไม่ได้ถือมีดเหมือนเธอ เธอกำลังกอดอกและมองมาด้วยสายตาเย็นชาที่รินไม่เคยรู้จักมาก่อน
"คุณไม่ใช่ฉัน" รินกระซิบ น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัว
เงาในกระจกขยับปากพูดโดยไม่มีเสียงออกมา แต่รินกลับได้ยินมันดังก้องอยู่ในหัวสมองอย่างชัดเจน
*"ฉันคือคุณ... ที่คุณทิ้งไว้ในความทรงจำไงล่ะ ริน"*
มือของเงาสะท้อนค่อยๆ ยื่นออกมาจากพื้นผิวของกระจกที่กลายเป็นของเหลวหนืดเหมือนปรอท มันไขว่คว้าลำคอของรินอย่างรวดเร็วและรุนแรง รินพยายามดิ้นรน แต่แรงมหาศาลจากสิ่งที่ควรจะเป็นเพียงภาพลวงตากลับจับเธอมัดไว้แน่น
ในวินาทีที่อากาศในปอดเริ่มหมดลง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ศิลาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบ ใบหน้าของเขาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นรินกำลังยืนข่วนผนังอยู่เพียงลำพัง ทว่าสิ่งที่ทำให้รินใจสลายยิ่งกว่าคือ ในจังหวะที่เธอกำลังจะสิ้นสติ เธอเหลือบไปเห็นเงาของศิลาที่ทอดผ่านพื้น...
เงาของเขากำลังถือถุงมือสีดำเหมือนกับที่เงาในกระจกกำลังบีบคอเธออยู่เป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน
รินเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ว่า ใครคือคนที่ขังเธอไว้ในกรงขังแห่งความจำนี้มาโดยตลอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 3
เสียงจากอีกฟาก
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!