"อย่า... หยุดเดี๋ยวนี้!"
รินตะโกนก้องในใจ ขณะที่กล้ามเนื้อแขนของเธอสั่นระริก ปลายมีดผ่าตัดคมกริบจ่อแนบเนื้อบริเวณหน้าท้อง แผ่นเหล็กเย็นเยียบตัดกับความร้อนรุ่มของบาดแผลที่เริ่มซึมลึกด้วยหยาดเลือดสีแดงสด ภาพเงาสะท้อนในคมมีดนั้นไม่ใช่ภาพของหญิงสาวที่หวาดกลัว แต่เป็นใบหน้าของศิลา—ชายผู้กุมชะตาชีวิตเธอ—ที่กำลังคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน มันไม่ใช่รอยยิ้มของหมอที่ปรารถนาดี แต่เป็นความเบิกบานของผู้ล่าที่กำลังชมดูเหยื่อขยี้ตัวเอง
"ฝืนไปก็ไร้ประโยชน์ ริน" เสียงของศิลาก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่มันดังมาจากมวลสารที่ลึกที่สุดในสมองเธอ "ความเจ็บปวดคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอมีตัวตน... และตอนนี้ เธอสมควรได้รับรางวัลจากความอ่อนแอของเธอไม่ใช่หรือ? ปล่อยมันไปสิ กรีดลงไปให้ลึกกว่าเดิม แล้วโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้จะจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่แสนสงบสุข"
รินกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความเย็นยะเยือกของมีดผ่าตัดเสียดแทงผิวหนังจนเธอรู้สึกถึงปลายประสาทที่กำลังร่ำร้อง แต่ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะใกล้จะดับวูบ ความทรงจำเศษเสี้ยวหนึ่งก็ผุดขึ้นมา... ไม่ใช่ภาพของความสุขในห้องสีขาวสะอาดตาที่ศิลาพร่ำบอก แต่มันคือกลิ่นเหม็นไหม้ของเศษกระดาษและเสียงกรีดร้องที่ถูกกักขังอยู่ในกระจกบานที่เก้า
"แกไม่ใช่หมอ..." รินเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก สายตาของเธอไม่ได้จดจ้องไปที่เงาสะท้อนบนใบมีดอีกต่อไป แต่เธอมองทะลุผ่านมันไปยังความมืดมิดในซอกตู้ที่บิดเบี้ยว "แกเป็นเพียงปรสิตที่อาศัยรอยร้าวในความทรงจำของฉันเพื่อเติบโต"
"งั้นหรือ?" ศิลาหัวเราะเบาๆ ในมโนภาพ แววตาที่สะท้อนในมีดขยับตามการเคลื่อนไหวของเธอ "ถ้าฉันเป็นเพียงปรสิต แล้วมือที่กำลังกุมมีดอยู่นี่ล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะฉันชี้นำ ใครกันที่เป็นคนกดปลายมีดลงไป?"
รินไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เธอตัดสินใจทำสิ่งที่ศิลาไม่คาดคิด แทนที่จะฝืนดึงมีดออก ซึ่งอาจทำให้บาดแผลฉกรรจ์กว่าเดิม เธอใช้นิ้วชี้ที่ว่างอยู่อีกข้างบีบเข้าที่ข้อศอกของตัวเองจนสุดแรง จนเกิดเสียงกระดูกลั่นเบาๆ แรงกระตุกเฉียบพลันทำให้ความควบคุมของศิลาที่เกาะกุมแขนเธออยู่นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง
นั่นคือช่องว่างที่เธอรอคอย!
รินสะบัดมือขวาอย่างแรงจนมีดผ่าตัดหลุดกระเด็นไปปักลงบนพื้นไม้ มันแฉลบผ่านผิวหนังเธอไปเพียงเสี้ยววินาที สร้างรอยถลอกยาวเลือดซิบ แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับเรียกสติให้กลับคืนมาอย่างแจ่มชัด เธอหอบหายใจรุนแรง หยาดเหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบใบหน้า ห้องทั้งห้องเริ่มสั่นไหว ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกน้ำสาดจนสีละลาย ความสุขปลอมๆ ที่ศิลาเคยสร้างขึ้นมา—กลิ่นดอกลิลลี่จางๆ เสียงเพลงเปียโนบรรเลงขับกล่อม—ทุกอย่างพังทลายลงกลายเป็นเศษแก้วแตกกระจาย
"เธอทำลายมันแล้ว..." เสียงของศิลาเปลี่ยนไป น้ำเสียงที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด "เธอทำลายสวรรค์ที่ฉันมอบให้เพื่อแลกกับความจริงที่เน่าเฟะเนี่ยนะ? ริน เธอคิดว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอมีอะไรดีนักหนา นอกจากความพินาศ?"
รินยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงและรอยแผลที่หน้าท้องจะแสบจนแทบยืนไม่อยู่ เธอมองไปรอบห้องที่บัดนี้เผยให้เห็นสภาพที่แท้จริง... ผนังห้องไม่ได้ทาสีขาวสะอาดตาอย่างที่เธอเคยเห็น แต่มันกลับเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนภาษาแปลกประหลาดที่ดูเหมือนจะดิ้นได้ราวกับตัวหนอน และกระจกบานใหญ่ที่เคยตั้งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ตอนนี้เหลือเพียงกรอบไม้ผุพังที่ว่างเปล่า
"ความเป็นตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมามอบให้" รินเอ่ยเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่ดวงตาของเธอกลับเด็ดเดี่ยว "และถ้าความจริงมันเน่าเฟะ ฉันก็จะใช้มันนี่แหละ สลักชื่อตัวเองลงไปใหม่ แทนที่จะรอให้คนขี้ขลาดอย่างแกมาเขียนนิยายชีวิตให้ฉัน!"
ศิลาเงียบไป แต่ความเงียบนั้นกลับน่าสะพรึงกลัวกว่าการตะโกนด่าทอ เงาสะท้อนของเขาในทุกซอกมุมของห้องค่อยๆ บิดเบี้ยวและพุ่งมารวมตัวกันที่กลางห้อง ก่อร่างกลายเป็นรูปร่างของชายหนุ่มที่สวมชุดกาวน์เปื้อนเลือด ใบหน้าของเขาไม่ใช่ศิลาที่เธอเคยเห็นอีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าที่เรียบเนียนไร้เครื่องหน้า ราวกับหน้ากากที่รอการเติมแต่ง
เขาก้าวเข้ามาหาเธอหนึ่งก้าว แต่แทนที่จะเป็นเสียงฝีเท้า กลับเป็นเสียงกระจกที่แตกละเอียดตามหลังเขาทุกย่างก้าว "น่าประทับใจ แต่เธอลืมไปอย่างหนึ่งนะริน..."
ศิลาหยุดตรงหน้าเธอ มือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งแตะลงบนแก้มของรินเบาๆ แผ่วเบาจนน่าขนลุก "ถ้าฉันคือปรสิตที่อาศัยอยู่ในความทรงจำเธอ... แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนอนุญาตให้ฉันเข้ามาตั้งแต่แรก?"
รินชะงัก แววตาของเธอสั่นระริกเมื่อความทรงจำช่วงวัยเด็กที่เคยหายไปเริ่มไหลบ่ากลับมา ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังยืนถือกุญแจไขตู้กระจกที่บ้านเก่า บานที่เก้า... บานที่เธอนึกว่าถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาด้วยฝีมือของพ่อแม่ แต่แท้จริงแล้ว... เธอเองนั่นแหละที่เป็นคนเปิดมันออกด้วยตัวเอง
และในตอนนั้นเอง ที่ประตูห้องนอนของเธอ—ห้องที่ถูกขังไว้จากภายนอก—กลับค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เสียงบานพับประตูดังเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาแทนที่ศิลา บุคคลที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นคนที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... พ่อของเธอที่ควรจะตายไปแล้วในกองเพลิงวันนั้น
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ ก่อนจะชี้มาที่รินแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เธอจำได้ดีกว่าเสียงของใครทั้งหมด
"ถึงเวลาที่ลูกต้องกลับเข้าไปในกระจกเสียที... ริน"
กระจกเงาต้องสาปหวังว่ารินจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของความจริงที่บิดเบี้ยวนี้นะคะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 39
ตื่นขึ้นจากมายา
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!