เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 12

เงาที่หายไป

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
“อย่าขยับตัวตามฉันแบบนั้น... มันน่ารำคาญ” เสียงของรินแหบพร่า ขณะที่เธอจ้องมองเข้าไปในกระจกเงาบานใหญ่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือสั่นเทาของเธอขยุ้มเส้นผมตัวเองจนยุ่งเหยิง ความเงียบในห้องนอนยามวิกาลช่างบีบคั้นจนแทบจะกลายเป็นก้อนมวลที่จับต้องได้ รินพยายามขยับนิ้วชี้ไปตามกรอบแก้วใส แต่ทว่า... สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับว่างเปล่า ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่เกิดจากฝุ่นเกาะ แต่เป็นความว่างเปล่าที่ 'ไร้เงาสะท้อน' ของเธอเอง รินสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บปวดที่ขั้วปอด ในกระจกเงามีเพียงเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ และผนังสีเทาหม่นด้านหลัง แต่มันไม่มีร่างของผู้หญิงที่ชื่อรินอยู่ตรงนั้น เธอทดลองเอียงคอ... ในกระจกก็ยังคงเป็นภาพห้องว่างๆ ที่ไร้ชีวิต เธอโบกมือไปมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในบานกระจกกลับปรากฏเพียงอากาศธาตุที่เคลื่อนไหวอย่างอ้างว้าง “ศิลา! คุณทำอะไรกับฉัน!” รินตะโกนก้อง เสียงของเธอสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านจนเกือบถึงขีดจำกัด เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาหยุดลงที่ประตูห้องพอดี ร่างสูงโปร่งของศิลาในชุดสูทเนี้ยบกริบปรากฏขึ้นในกรอบประตู เขาไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองไปที่กระจกเพียงแวบเดียว ก่อนจะขยับยิ้มที่มุมปาก—ยิ้มที่ทำให้รินรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง “คุณตื่นเร็วกว่าที่ผมคิดไว้ตั้งสิบนาทีนะ ริน” ศิลาเดินเข้ามาใกล้ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างใจเย็น “คุณกำลังมองหาอะไรอยู่หรือครับ... เอ้อ ขอโทษที ฉันหมายถึง มองหาอะไรอยู่หรือคะ?” “เงาของฉัน...” รินชี้ไปที่กระจกด้วยมือที่สั่นเทา “มันหายไปไหน? ศิลา นี่มันเรื่องตลกบ้าบออะไรกัน หรือว่าฉันตายไปแล้วจริงๆ?” ศิลาเดินมาหยุดข้างหลังเธอ ร่างของเขาสะท้อนในกระจกอย่างเด่นชัด เขาดูเหมือนเทพบุตรผู้สุขุมที่ก้าวออกมาจากภาพวาด แต่รินกลับรู้สึกเหมือนเขากำลังดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดในห้องนี้ไปจนหมดสิ้น เขาเอื้อมมือมาวางบนไหล่ของเธอ สัมผัสเย็นเยียบทะลุผ่านเนื้อผ้าลงมาจนรินสะดุ้งสุดตัว “เงาไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ให้มองเห็นเสมอไปหรอกนะริน” ศิลาโน้มตัวลงมา กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพิษสง “เงาคือส่วนหนึ่งของความทรงจำที่คุณพยายามฝังกลบไว้ในห้องใต้ดินของจิตใจ เมื่อตัวตนของคุณเริ่มจางหาย ความเชื่อมโยงระหว่างโลกความจริงกับความนึกคิดก็ย่อมบิดเบี้ยวเป็นธรรมดา” “ฉันไม่ใช่คนบ้า!” รินสะบัดไหล่หนี พลางหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา “คุณพยายามทำให้ฉันเชื่อว่าฉันสูญเสียความทรงจำ แต่ความจริงคือคุณกำลังลบฉันออกไปจากโลกนี้ทีละส่วนใช่ไหม? คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่!” ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นฟังดูแห้งแล้งและเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน เขาเดินไปที่กระจกบานนั้นแล้วใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามพื้นผิวแก้ว “คุณถามหาเหตุผลจากคนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมคุณงั้นหรือ? ริน... การที่เงาของคุณหายไป ไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังจะตาย แต่มันหมายความว่า ‘คนอื่น’ กำลังจะเข้ามาแทนที่” “หมายความว่ายังไง...” “หมายความว่าพื้นที่ในร่างกายนี้น่ะ มันเริ่มคับแคบเกินไปสำหรับสองวิญญาณแล้วไงคะ” ศิลาหันกลับมามองเธอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งแววตาของความเป็นมนุษย์ “คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือว่าคืนวันนั้นเกิดอะไรขึ้นที่ริมหน้าผานั่น? ใครกันที่เป็นคนผลัก... แล้วใครกันที่เป็นคนถูกผลักลงไปในความมืด” รินรู้สึกเหมือนภาพในหัวกำลังแตกสลาย เหมือนกระจกที่ถูกกระแทกจนร้าว ภาพจำเลือนรางของเด็กหญิงสองคนในชุดสีขาวกำลังยืนอยู่ริมขอบเหว หนึ่งคนมีความสุข อีกคนหนึ่งมีความแค้นที่ฝังลึกเกินกว่าจะอภัย และในเสี้ยววินาทีที่ความทรงจำเริ่มปะติดปะต่อ ศีรษะของรินก็ปวดร้าวราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง “หยุดพูดเดี๋ยวนี้!” รินยกมือปิดหู กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “คุณไม่อยากรู้หรือว่า เงาที่หายไปน่ะ มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่ ‘ย้ายฝั่ง’ มาอยู่ในกระจก เพื่อรอเวลาที่จะดึงคุณเข้าไปแทนที่ต่างหาก” ศิลาหยิบตลับยาเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาเปิดมันออก เผยให้เห็นเม็ดยาสีม่วงเข้มที่ดูผิดธรรมชาติ “กินมันซะริน ถ้าคุณยังอยากจะคงสภาพความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้อีกสักคืน หรือถ้าอยากจะเลือกทางลัดไปพบกับ ‘เงา’ ของคุณ ก็แค่บอกมา... ผมยินดีจะปลดปล่อยคุณ” รินมองยาในมือของศิลา สลับกับกระจกบานนั้น ทันใดนั้นเอง หัวใจของเธอก็หยุดเต้นไปวูบหนึ่ง เมื่อเห็นภาพสะท้อนในกระจกเริ่มขยับเองได้ แม้รินจะยืนนิ่งสนิท แต่เงาที่ควรจะหายไปกลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นในกระจกเงาอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่เงาของรินที่เธอกำลังสวมใส่... แต่มันคือเงาของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต เงาในกระจกค่อยๆ ยกนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเอง แล้วส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวมาให้ริน “นั่นไม่ใช่เงาของฉัน...” รินพึมพำด้วยความสิ้นหวัง ศิลาเหยียดยิ้มกว้างกว่าเดิม “ยินดีต้อนรับสู่กระจกบานที่เก้าอย่างเป็นทางการค่ะริน... ถึงเวลาที่คุณจะต้องเลือกว่า ระหว่าง ‘ความทรงจำที่บิดเบี้ยว’ กับ ‘ความจริงที่กำลังจะฆ่าคุณ’ คุณจะยอมให้ใครเป็นเจ้าของร่างนี้ต่อไป” ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับวูบลงเหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา แต่สิ่งที่น่าขนลุกกว่าความมืดคือ เสียงกระซิบที่ดังออกมาจากกระจกบานนั้นโดยตรง เสียงที่คุ้นเคยราวกับเป็นเสียงของตัวเธอเองในอดีตที่ตะโกนก้องว่า... “ถึงตาฉันบ้างแล้วนะ ริน” กระจกเงาต้องสาปขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดในครั้งนี้ไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%