คราบไอน้ำจากลมหายใจของเธอเองค่ะ ที่ระเหยไปเกาะอยู่บนบานกระจกเงาโบราณในห้องแต่งตัว มันหนาทึบเสียจนเงาสะท้อนโครงหน้าของรินพร่าเลือนราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกน้ำชะลอจนละลาย
"เธอพยายามจะซ่อนอะไรจากฉันอีก ศิลา"
น้ำเสียงของรินแห้งผาก แผ่วเบา แต่สั่นเครือด้วยความหวาดระแวง เธอใช้ปลายนิ้วก้อยเรียวเล็ก ค่อยๆ ปาดเช็ดคราบไอน้ำบนพื้นผิวแก้วออกเป็นวงกลมแคบๆ เพื่อมองทะลุผ่านมันไปให้ชัดเจนขึ้น ดวงตากลมโตคู่สวยบวมช้ำจากการอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน รอยคล้ำใต้ตาขับเน้นให้ใบหน้าของเธอดูราวกับคนใกล้สติแตกเข้าไปทุกที
ศิลายืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องนอน สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจับจ้องมาที่เธอไม่กระพริบ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาในยามนี้ ช่างดูเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวเสียเหลือเกินสำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะจิตใจเปราะบางเช่นเธอ
"ผมไม่ได้ซ่อนอะไรไว้เลย ริน... มีแต่ตัวคุณต่างหากที่พยายามปิดหู ปิดตา และปิดกั้นความทรงจำส่วนนั้นเอาไว้เอง" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับครูผู้กำลังปลอบโยนเด็กน้อย แต่มันช่างบาดลึกและกดดันประสาทสัมผัสของเธอจนแทบหายใจไม่ออก "ความจริงมันไม่ได้น่ากลัวเท่ากับจินตนาการที่คุณสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองหรอกนะคะ"
"โกหก!" รินหันขวับกลับมาตวาดใส่เขา เสียงของเธอสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน "ถ้าไม่มีอะไรซ่อนอยู่ แล้วทำไม... ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงนั้น? ทำไมผู้หญิงในกระจกถึงได้... ขยับตัวก่อนที่ฉันจะทำล่ะ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องทันที บรรยากาศรอบตัวกดต่ำลงจนอึดอัด ศิลาไม่ได้ตอบโต้ในทันที เขากวาดสายตามองไปที่บานกระจกเงาบานนั้น—กระจกเงาต้องสาปที่ส่งต่อเรื่องราวปริศนามาถึงบทนี้—ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้รินทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
"ถ้าอย่างนั้น... ก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ" ศิลาท้าทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่ได้สติหลอนไปเอง ลองหันกลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งสิ... แล้วถามมันดูว่า มันคือใครกันแน่"
รินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก หัวใจของเธอดังกระหน่ำรัวราخواณกลองศึก เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองกระจกเงาอีกครั้ง
ภาพสะท้อนในวงกลมใสที่เธอเพิ่งเช็ดคราบไอน้ำออก ปรากฏใบหน้าของเธอยืนจ้องมองกลับมา แต่มันแปลกไป... รอยยิ้มบนริมฝีปากของเงาในกระจกนั้นไม่ได้ลอกเลียนแบบท่าทางของเธอ รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้น เกินกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ปกติจะทำได้ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้เศร้าสร้อยหวาดกลัวเหมือนเธอ แต่มมันฉายแววเย้ยหยัน เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้บางอย่าง
รินตัวแข็งทื่อ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เธออ้าปากพยายามจะเปล่งเสียงถามคำถามออกไป แต่ลำคอตีบตันจนส่งเสียงได้เพียงแค่ลมหายใจหอบถี่
ทันใดนั้นเอง... สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
พื้นผิวแก้วเบื้องหน้าเธอไม่ได้สะท้อนภาพนิ่งอีกต่อไป แต่มันเกิดระลอกคลื่นระยิบระยับราวกับผิวน้ำในยามที่ถูกโยนก้อนหินลงไป คราบไอน้ำที่หลงเหลืออยู่บนกระจกเริ่มรวมตัวกันเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่ ไหลย้อยลงมาเป็นทางยาวราวกับน้ำตาที่กำลังหลั่งรินจากดวงตาของเงาสะท้อน
รินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อเห็นรอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนผิวแก้ว บริเวณริมฝีปากของเงาในกระจก
ไม่ใช่รอยร้าวจากการแตกหัก... แต่มันคือการ "แยกตัว" ของเนื้อกระจกราวกับมันยืดหยุ่นได้เหมือนเนื้อหนังของมนุษย์!
และแล้ว เสียงกระซิบแผ่วเบา เย็นเยียบ และแหบพร่า ก็ลอดผ่านรอยแยกนั้นออกมา... เสียงที่ดังก้องกังวานอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของเธอโดยตรง มากกว่าที่จะเดินทางผ่านอากาศภายนอก
*"ในที่สุด... ก็หากุญแจเจอบานแรกแล้วสินะ รินตัวจริง..."*
เสียงนั้นกระซิบเบาๆ แต่ทุกถ้อยคำกลับบาดลึกลงไปในโสตประสาท รินผงถอยหลังด้วยความตื่นตระหนกจนสะดุดเข้ากับขอบเตียง ล้มลงไปกองกับพื้นห้องอย่างไม่เป็นท่า ความหวาดกลัวระดับสูงสุดแผ่ซ่านไปทั่วไขสันหลัง ทำให้ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้าชาดิก
ศิลายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้เลือนหายไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาเผยร่องรอยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด แต่มันไม่ใช่ความตกใจกลัว... มันคือความตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะได้เห็นผลการทดลองอันน่าทึ่งบรรลุผล
รินพยายามใช้มือยันพื้นถอยหลังหนีให้ห่างจากกระจกบานนั้นให้มากที่สุด แต่สายตาของเธอกลับถูกตรึงไว้ด้วยภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตาได้
มือเรียวบางของเงาสะท้อนในกระจก ค่อยๆ ยกขึ้นมาแตะกับพื้นผิวด้านในของแก้ว รอยแยกที่ปากเริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของรินแทบหยุดเต้นสนิท คือการที่ปลายนิ้วเรียวของเงาในกระจกนั้น... ทะลุกรอบแก้วออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอกจริง! ปลายเล็บสีแดงสดแตะต้องเข้ากับความว่างเปล่าในห้องนอนของเธอ ทิ้งร่องรอยความเย็นยะเยือกไว้ในอากาศที่มันสัมผัสผ่าน
*"ตราบใดที่เธอยังจำไม่ได้ว่าเราสองคนสลับร่างกันตั้งแต่เมื่อไหร่..."* เสียงแหบพร่านั้นกระซิบลอดรอยแยกออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันชัดถ้อยชัดคำและใกล้ชิดเสียจนลมหายใจเย็นเฉียบเป่ารดอยู่ข้างใบหูของเธอเอง ทั้งที่เงายังคงอยู่ห่างออกไปหลายเมตร *"ฉันก็จะกลายเป็นเจ้าของร่างนี้อย่างสมบูรณ์... และเธอ จะเป็นฝ่ายที่ต้องถูกขังไว้ในกระจกแทนฉัน ตลอดกาลค่ะ ริน..."*
รินกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความหวาดผวาขีดสุด เธอยกมือขึ้นปิดหูและหลับตาปี๋ ไม่อยากรับรู้เสียงนั้นอีกต่อไป แต่เสียงหัวเราะคิกคักแหลมสูงของเงาสะท้อนกลับยังคงดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในหัวไม่ยอมหยุดหย่อน
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รินค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความหวาดระแวง หยดน้ำตาไหลอาบสองแก้ม เธอมองตรงไปยังบานกระจกเบื้องหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ความผิดปกติทั้งหมดหายวับไปกับตา กระจกเงากลับคืนสู่สภาพเดิม เรียบเนียน เย็นเยียบ และสะท้อนภาพห้องนอนที่ว่างเปล่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว...
บนพื้นพรมหน้ากระจก มีรอยเปียกชื้นเป็นรูปทรงของปลายนิ้วมือมนุษย์ห้านิ้ว ประทับอยู่ตรงนั้นอย่างชัดเจน... และมันกำลังส่งไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งขึ้นมาในอากาศ
ศิลาก้มลงมองรอยเปียกชื้นนั้นช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรินที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ความหวังอันน้อยนิดของเธอพังทลายลงในพริบตา
"ยินดีต้อนรับสู่ความจริงนะคะ ริน... และระวังตัวให้ดีล่ะ เพราะตอนนี้ เงามันไม่ได้แค่พูด... แต่มมันกำลังจะก้าวข้ามออกมาหาคุณแล้วค่ะ"
ด้วยความลึกลับจากใจ... กระจกเงาต้องสาปค่ะ
เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 19
เงาสะท้อนที่พูดได้
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!