เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานดังระรัวราวกับกองทัพมดที่กำลังแตกตื่น หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นในความสลัวของห้องประชุมสะท้อนภาพพาดหัวข่าวในโลกโซเชียลที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟด้านนอก เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าความสงบสุขชั่วคราวระหว่างเราได้หมดลงแล้วค่ะ
"ขอโทษทีนะที่ขัดจังหวะซีนซึ้ง... แต่ดูเหมือนว่าตำรวจจะมาถึงข้างล่างตึกแล้วนะครับคุณคิน และข่าวฉาวเรื่องแปลนรีสอร์ตกําลังดังกระฉ่อนโลกโซเชียลในตอนนี้เลยล่ะ!"
เสียงของธันวาที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะบนมุมปาก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่เพิ่งก่อตัวขึ้นระหว่างฉันกับอคิราห์ขาดผึ่งลงทันที รินรดาผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการป้องกันตัวสั่งให้ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แต่ทว่าข้อมือกลับถูกคว้าไว้ด้วยมือหนาของสถาปนิกหนุ่มเสียก่อน แรงบีบกระชับที่ส่งผ่าน30เปอร์เซ็นต์ของความร้อนจากฝ่ามือเขาไม่ได้น่ากลัวเท่ากับดวงตาคมกริบที่ตวัดมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของธันวาอย่างเยือกเย็น
"นายมาทำอะไรที่นี่ ธันวา" อคิราห์เอ่ยเสียงเรียบ แต่เจือไปด้วยความกดดันจนคนฟังต้องชะงัก รอยยิ้มของคู่ปรับตัวฉกาจหุบลงเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับความนิ่งสงบผิดคาดของอีกฝ่าย
"ก็มาดูผลงานของตัวเอง... อ้อ ไม่ใช่สิ มาดูความพินาศของโปรเจกต์ที่พวกคุณร่วมกันสร้างต่างหาก ข่าวบอกว่าแปลนรีสอร์ทถูกขโมยไปขายให้คู่แข่ง แถมยังมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ ตำรวจคงไม่ได้มาแค่เยี่ยมเยียนหรอกนะรินรดา" ธันวาหันมาสบตาฉันพร้อมกับยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย ฉันเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจเมื่อถูกปรักำลังโดยไร้ทางสู้
"พูดจาให้มันระวังปากหน่อยนะธันวา คุณไม่มีหลักฐานอะไรด้วยซ้ำ!" ฉันสวนกลับทันควัน เสียงสั่นด้วยความอัดอั้นตันใจ แต่ยังคงเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอย่างไม่ยอมแพ้
"หลักฐานเหรอ? ตอนนี้ตำรวจเขาถือหมายค้นและหมายจับยืนรออยู่ชั้นล่างแล้วล่ะครับคนสวย..." ธันวาไหล่ง์อย่างไม่ยี่หระ สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องราวกับผู้ชนะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่เอกสารบนโต๊ะ
ทว่า ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น อคิราห์ก็ก้าวขึ้นมาบังร่างฉันไว้ครึ่งหนึ่ง แผ่นหลังกว้างของเขาให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดในยามที่พายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส ทำให้หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับเริ่มสั่นไหวด้วยจังหวะที่แปลกออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
"ต่อให้มีตำรวจสิบคนหรือหมายค้นอีกกี่ฉบับ ถ้าฉันบอกว่ายังไม่มีใครออกจากห้องนี้ได้ ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องเธอทั้งนั้น" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของอคิราห์ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยความมั่นใจที่เปี่ยมล้นจนธันวาถึงกับหุบยิ้มสนิท
"คุณคิน! อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะ ตำรวจกำลังขึ้นมาจริงๆ ฉันได้ยินเสียงลิฟต์ตัวหลักกำลังเคลื่อนตัวมาแล้ว" ฉันกระซิบบอกเขาพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อสูทของเขาเบาๆ ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินความจำเป็นทำให้ฉันรับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวภายใต้เนื้อผ้าชั้นดี หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
อคิราห์ก้มลงมองมือเรียวที่แตะอยู่บนแขนของเขา แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะหันมาสบตาฉันตรงๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก สะท้อนเงาของฉันที่กำลังตื่นตระหนกอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน
"กลัวเหรอ?" เขาถามเสียงเบา มีความอ่อนโยนเจืออยู่ในทีจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดของสถาปนิกปากจัดคนเดิม
"ไม่ได้กลัว... แต่ฉันไม่อยากให้โปรเจกต์ที่เราเหนื่อยด้วยกันพังเพราะแผนสกปรกของใครบางคนต่างหาก" ฉันเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ว่าหัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อใบหน้าของเราอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ความเงียบงันชั่วขณะทำให้เสียงลมหายใจของกันและกันเด่นชัดขึ้นในความรู้สึก
"หึ..." อคิราห์หลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่สั่นพร่าและทรงพลังเสียจนฉันต้องหลบสายตา "ถ้าอย่างนั้นก็เชื่อใจฉัน... เหมือนที่ฉันเชื่อใจเธอก็พอ"
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะหยุดความหวาดกลัวทั้งหมดในใจของฉันลงได้ รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับความอบอุ่นที่จู่ๆ ก็พรั่งพรูเข้ามาในอก ทั้งที่เราควรจะกำลังเครียดกับปัญหาคดีความและข่าวฉาวตรงหน้า แต่ทำไมระยะห่างระหว่างเราถึงได้ลดลงจนแทบจะไม่เหลือพื้นที่ว่างเลยล่ะคะ
"ยินดีต้อนรับสู่ความเป็นจริงครับคุณคิน คุณริน..." ธันวาปรบมือเบาๆ สองสามครั้งเพื่อดึงสติเรากลับมา "แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณจะไม่มีเวลามาสวีทกันแล้วนะ เพราะเสียงฝีเท้าหน้าประตูนั่น... คงไม่ใช่แฟนคลับที่มารอขอลายเซ็นแน่ๆ"
ประโยคเยาะเย้ยของธันวายังไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงผลักเปิดอย่างแรง ร่างของนายตำรวจในเครื่องแบบสองนายก้าวเข้ามาในห้องประชุม พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ และสีหน้าที่จริงจังจนบรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น
"ขอโทษนะครับคุณอคิราห์ และคุณรินรดา... พวกเราได้รับแจ้งจากทางบริษัทคู่แข่งว่ามีหลักฐานการขโมยแบบแปลนและข้อมูลลับทางธุรกิจ ทางเราจึงต้องเชิญตัวพวกคุณทั้งคู่ไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจโดยด่วนครับ"
ตำรวจหนุ่มเอ่ยพร้อมกับแสดงหมายค้นและคำสั่งควบคุมตัวชั่วคราว ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อธันวาขยับรอยยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แอบส่งสายตาเย้ยหยันมาทางฉันและเขาอย่างไม่ปิดบัง
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเรากำลังจนมุมและเตรียมตัวจะยอมจำนนต่อหลักฐานปลอมๆ นั้น อคิราห์กลับไม่รอช้า เขาก้าวขาออกมายืนบังหน้าฉันไว้อย่างมิดชิด มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้มั่นก่อนจะดึงให้ขยับตามไปยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างปกป้อง พร้อมกับหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด
"เชิญตรวจค้นได้ตามสบายครับคุณตำรวจ..." อคิราห์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาคมกริบกลับกวาดมองไปที่ธันวาก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น "แต่ก่อนจะไปถึงสถานีตำรวจ... ผมคิดว่าเราควรมาดูกล้องวงจรปิดตัวสำรองที่ผมเพิ่งกู้คืนมาเมื่อห้านาทีก่อนพร้อมกันเสียก่อน ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนแอบเอาแฟลชไดร์ฟไปเสียบเข้าคอมพิวเตอร์หลักของโปรเจกต์นี้ตอนตีสองเมื่อคืนนี้!"
ดวงตาของธันวาเบิกกว้างขึ้นทันที รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าแข็งค้างและสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในเสี้ยววินาที ขณะที่หน้าจอแท็บเล็ตในมือของอคิราห์สว่างวาบขึ้น พร้อมกับภาพเคลื่อนไหวของบุคคลต้องสงสัยที่กำลังยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าโต๊ะทำงานของฉัน และใบหน้านั้นก็ปรากฏชัดเจนบนจอภาพ... เป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าทำเรื่องแบบนี้!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและหัวใจเต้นแรงไปกับความใกล้ชิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
แปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณ•ตอนที่ 12
สถานะที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!