แฟ้มผลงานหนากว่าสามนิ้วถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดัง *ปึก* จนแก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทถึงกับกระเพื่อม น้ำสีเข้มฉาบผิวแก้วเป็นวงกว้าง รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด ปลายปากกาไอแพดในมือถูกเคาะกับคางเบาๆ อย่างใช้ความคิด เที่ยงคืนครึ่งแล้ว... และในห้องทำงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่บนชั้นส,ย.ของตึกระฟ้าใจกลางเมือง เหลือเพียงเสียงคีย์บอร์ดที่ถูกพิมพ์กระแทกกระทั้นเป็นระยะ กับลมหายใจอุ่นๆ ของคนสองคนที่ติดอยู่ในพื้นที่ปิดตายนี้ด้วยกัน
“ถ้าแก้ดีเทลฝ้าเพดานตรงนี้ไม่ได้ตามที่ธันวาพรีเซนต์ไว้ เราเตรียมแพ็คกระเป๋าตกรอบการประมูลได้เลยคุณริน”
เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดของอคิราห์ดังขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่เงยหน้าจากจอแม็คบุ๊ก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาleesกําลังกวาดมองตัวเลขงบประมาณมหาศาลด้วยความเคร่งเครียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเล็กน้อยบ่งบอกถึงความกดดันที่สะสมมาตลอดสัปดาห์
รินรดาเบ้ปากใส่จอคอมพิวเตอร์ของอีกฝ่าย แม้เขาจะหันหลังให้อยู่ก็ตาม “พูดเหมือนมันง่ายนะคะคุณคิน ประเด็นคือโครงสร้างเดิมของตึกมันรับน้ำหนักบิลต์อินเพิ่มไม่ได้ ถ้าฝืนทำตามแบบที่พ่อคุณธันวาเสนอ มีหวังฝ้าได้ถล่มลงมาทับหัวคณะกรรมการบริษัทตอนตรวจงานพอดี”
“แต่ทางนั้นเขาใช้คอนเนกชันกดดันบอร์ดบริหารไปครึ่งทางแล้ว ถ้าเราไม่มีดีเทลสำรองที่ว้าวพอจะหักล้าง ความพยายามสามเดือนที่ผ่านมาก็เท่ากับศูนย์” อคิราห์ถอดแว่นตากอบกุมดั้งจมูกด้วยความอ่อนล้า เขานวดขมับตัวเองช้าๆ ท่าทางเย่อหยิ่งถือดีเมื่อกลางวันหายวับไปกับตา เหลือเพียงชายหนุ่มร่างสูงที่ดูแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
รินรดามองภาพนั้นโดยไม่รู้ตัวว่าแววตาตัวเองเปลี่ยนไป ความดื้อรั้นและท่าทีตั้งป้อมจะเอาชนะเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วเข้ามาในอก เธอกับเขาเป็นเหมือนน้ำกับไฟมาตลอด เจอกันทีไรมีแต่สงครามประสาท แต่พอเห็นผู้ชายที่เคยเนี้ยบกริบไร้ที่ติ กำลังนั่งไหล่ห่ออยู่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนยับยู่ยี่ เนคไทหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง มันก็อดทำให้ใจกระตุกไม่ได้
หญิงสาวลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะทำงานไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา มือเรียวเอื้อมหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดออกจากโต๊ะ ก่อนจะวางแก้วชาอุ่นๆ ที่เธอเพิ่งชงจากตู้กดน้ำร้อนของออฟฟิศลงไปแทน
อคิราห์เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมเข้มคู่นั้นไหววูบเมื่อสบเข้ากับดวงตาเรียวรีที่มองมาอย่างนิ่งสนิท “อะไร”
“ชาคาโมมายล์ค่ะ ดื่มซะบ้าง หน้าคุณตอนนี้เหมือนคนอดนอนมาสามวันซ้อนแถมกำลังจะตายในสนามรบ” รินรดาเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เธอย่อตัวลงเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเขา นิ้วเรียวเขี่ยเอกสารแปลนงานที่กองเกะกะให้พ้นทาง “เลิกเครียดสักสิบนาทีได้ไหมคะ เรื่องแบบ... เดี๋ยวฉันช่วยดูซีกโครงสร้างใหม่อีกแรง รับรองว่าไม่ให้ไอ้คุณธันวาได้เอาไปเหยียบย่ำเล่นแน่นอน”
อคิราห์นิ่งงันไปชั่วขณะ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขากำแก้วชาอุ่นๆ ที่เธอนำมาให้แน่น ความเงียบโรยตัวปกคลุมทั่วห้องทำงาน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหู
“ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นคะ กลัวฉันวางยาพิษล้างบางคู่แข่งเหรอ” รินรดาแกล้งแซวกลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมาในอก เมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอมันใกล้กันเกินกว่ามาตรฐานความสัมพันธ์ของคู่กัด
“เปล่า...” อคิราห์ตอบเสียงแหบพร่า ปลายเสียงสั่นไหวเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่ทันตั้ง
ตัว เขามองใบหน้าเนียนใสที่ไม่มีเครื่องสำอางหนาเตอะหลงเหลืออยู่ ปอยผมที่หลุดรุ่ยไม่เป็นทรงทำให้เธอดูลดความดุร้ายลงไปครึ่งต่อครึ่ง “แค่แปลกใจ... ปกติเห็นเธอจ้องจะแทงข้างหลังฉันตลอดเวลา”
“ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมนะคะคุณคิน” รินรดาย่นจมูกใส่หมั่นไส้ “ถ้าฉันอยากแทงข้างหลังคุณจริง ป่านนี้เอาแปลนงานไปขายให้ธันวาได้เงินไปเที่ยวรอบโลกแล้วค่ะ ไม่มานั่งหลังขดหลังแข็งแก้ปัญหาหัวฟูอยู่ตรงนี้หรอก”
“รู้เหรอว่าฉันคิดอะไรอยู่” อคิราห์ขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น จนเข่าแทบจะชนกับขาเก้าอี้ที่เธอยืนอยู่ เขาสบตาเธอนิ่ง ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้กำแพงความเย่อหยิ่ง “บางที... ฉันก็เหนื่อยนะริน”
ประโยคสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ทำเอารินรัดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงตัดพ้อจากปากของสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้ใคร อคิราห์ในยามนี้ไม่ใช่เจ้านายจอมเผด็จการหรือคู่แข่งที่น่ากลัว แต่เขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังแตกสลายจากความคาดหวังและปมในอดีตที่ตามหลอกหลอน
“ถ้าเหนื่อยก็แค่พักค่ะ...” รินรดาเผลอยื่นมือออกไป ปลายปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหลังมือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ เป็นการสัมผัสปลอบโยนครั้งแรกที่ไร้ซึ่งการประชดประชัน “เราไม่ใช่หุ่นยนต์นะคะคุณคิน งานมันสำคัญก็จริง... แต่ชีวิตคุณ ร่างกายคุณ มันก็สำคัญเหมือนกัน”
อคิราห์สะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วอุ่นๆ ของเธอสัมผัสลงมา เขามองมือเธอก่อนจะเงยขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาคมกริบฉายประกายความไหววูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกปลอมบางอย่างกำลังกัดกินหัวใจที่ด้านชามานานนับปี
“เธอดีเกินไปแล้วริน...” เสียงกระซิบแผ่วเบาลอดไรฟัน อคิราห์พลิกมือกลับมากุมมือเรียวของเธอไว้โดยอัตโนมัติ ฝ่ามืออุ่นจัดกุมกระชับมือเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน “ทั้งๆ ที่เราควรจะเป็นศัตรูกันแท้ๆ”
“ใครบอกว่าเราเป็นศัตรูกันคะ” รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ พยายามดึงมือตัวเองกลับแต่ถูกเขาบีบแน่นขึ้นกว่าเดิม “เราแค่... คนที่ต้องมาติดแหง็กทำงานโปรเจกต์เดียวกันต่างหาก”
“แต่ในหัวฉันตอนนี้...” อคิราห์เว้นจังหวะ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ใกล้ชิดจนหัวใจของรินรดากระหน่ำเต้นไม่เป็นส่ำ “ไม่ได้คิดเรื่องงานเลยสักนิด”
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางพลันแคบลงถนัดตา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นชาคาโมมายล์อุ่นๆ ลอยวนอยู่รอบตัว รินรดาชะงักค้าง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อใบหน้าคมคายของอคิราห์โน้มเข้ามาใกล้ทีละนิด ระยะห่างระหว่างจมูกของพวกเขาลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตากลมโตกระพริบปริบด้วยความทำอะไรไม่ถูก สมองขาวโพลนคิดคำพูดจิกกัดโต้ตอบไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างรวดเร็ว
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
“คุณคินครับ! แย่แล้วครับคุณคิน!” เสียงร้อนรนของเลขาหนุ่มหน้าห้องดังทะลุบานประตูเข้ามาพร้อมกับการบิดลูกบิดเปิดผางเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต “ระบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางของบริษัทคู่แข่งโดนแฮกข้อมูล... และไฟล์งานพรีเซนต์รอบสุดท้ายของเราถูกปล่อยหลุดว่อนลงในอินเทอร์เน็ตแล้วครับ!”
ดาวตกคืนคริสต์มาส
***
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและอยู่เคียงข้างกันเสมอนะคะ นิยายเรื่องนี้จะพาทุกคนไปฟินและจิกหมอนไปด้วยกันจนจบแน่นอนค่ะ!
แปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณ•ตอนที่ 4
ไม่ใช่คนในครอบครัว
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!