"ถ้าคุณยังเดินอืดอาดแบบนี้ ผมคงต้องแบกคุณไป ซึ่งบอกไว้ก่อนว่าค่าตัวผมแพงมากนะครับคุณชาย"
เสียงกระซิบที่เจือด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นตัดผ่านความเงียบงันภายในเขาวงกตหินอัคนี คีตะปรายตามองร่างสูงโปร่งของรวินท์ที่กำลังพยายามใช้สันมือฟาดเข้ากับผนังหินแกรนิตหนาเตอะเพื่อหาจุดอ่อนของกลไก ลมหายใจของมาเฟียหนุ่มหอบถี่ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย ทว่าแววตายังคงความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งไว้ไม่เสื่อมคลาย
แม้ว่าเบื้องหลังของพวกเขาทั้งคู่ในเวลานี้ จะคือเสียงคำรามกึกก้องของอสูรกายหินขนาดยักษ์ที่กำลังบดขยี้ทางเดินทุกตารางนิ้วให้กลายเป็นจุลก็ตาม
"หุบปากไปน่า คีตะ... ถ้าสมองนายเอามาใช้คิดเรื่องทางออก มากกว่าเอามาบ่น ป่านนี้เราคงไม่ต้องมาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรอก" รวินท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะแห้งผากแต่ยังคงความเยเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์
"อ้าว! กลายเป็นความผิดผมซะงั้น ทั้งที่คนที่เดินสะดุดกับดักศิลาเวทมนตร์เมื่อสามนาทีที่แล้วคือคุณนะคุณชายมาเฟีย" คีตะแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีฟ้าเรืองรองจากระบบเกมเมอร์ลอยเคคว้างอยู่เบื้องหน้า นิ้วเรียวยาวรัวปัดหน้าต่างโฮโลแกรมเพื่อคำนวณเส้นทางหลบหนี "แต่เอาเถอะ... ระบบกำลังเรนเดอร์แผนที่ชั้นที่สามอยู่ อดทนไว้อีกนิด ถ้าไม่อยากตายคาอกผมซะก่อน"
"ใครอยากตายคาอกนาย ฝันไปเถอะ"
รวินท์พึมพำลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบเหลือบมองมือของคีตะที่เอื้อมมาฉุดกระชากข้อแขนของเขาให้วิ่งฝ่าไปตามทางแยกเบื้องหน้า ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือของอีกฝ่ายช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความหนยะเยือกของบรรยากาศในดันเจี้ยน มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจในอกข้างซ้ายของมาเฟียผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร กลับเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลไล่หลังมาติดๆ ผนังหินรอบด้านเริ่มปริแตก เศษหินขนาดเท่ากำปั้นร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน คีตะกัดฟันกรอด แผนที่ในระบบเกมเมอร์แสดงผลทางตันเบื้องหน้า... ไม่สิ มันไม่ใช่ทางตัน แต่มันคือห้องโถงกว้างที่ถูกปิดตายด้วยประตูศิลาโบราณสลักลวดลายประหลาด
"เวรเอ๊ย! ทางตันเหรอเนี่ย" คีตะสบถเสียงดัง ลากแขนรวินท์ให้พุ่งเข้าไปหลบหลังเสาหินขนาดใหญ่ ขณะที่อสูรกายหินมหึมาพุ่งทะลุความมืดเข้ามาพร้อมกับดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองมายังพวกเขาราวกับเหยื่ออันโอชะ
รวินท์ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ร่างเพรียวแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการฝึกฝนอย่างหนักพุ่งตัวออกไปด้านหน้า มือเรียวปลดเข็มขัดเหล็กกล้าคาร์บอนสูงที่พกติดตัวออกมาใช้งานทันที เสียงโลหะกระทบกับอากาศดังหวีดหิว เข็มขัดเส้นนั้นถูกสะบัดออกเป็นแส้เหล็กยาว แววตาของทายาทตระกูลมาเฟียเปลี่ยนเป็นดุดันและเด็ดเดี่ยวในเสี้ยววินาที
"คีตะ! หาทางเปิดประตูบานนั้นซะ ผมจะยื้อเวลาให้เอง!"
"อย่าทำเป็นเก่งน่ารวินท์! คุณสู้กับมันตรงๆ ไม่ไหวหรอก พลังชีวิตมันหลักล้านนะเว้ย!" คตะตะโกนกลับเสียงหลง หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นแส้ในมือรวินท์ฟาดเข้าที่ดวงตาของอสูรกายหินจนเกิดประกายไฟสпарส์สว่างวาบ แต่มันกลับสร้างความเสียหายให้ได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
อสูรกายหินคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว มันเหวี่ยงกรงเล็บขนาดมหึมาหมายจะตะปบCORPSEร่างของรวินท์ให้แหลکสลายในคราเดียว
"ชะมัด..." คีตะสบถคำหยาบออกมาเป็นชุด สัญชาตญาณเกมเมอร์ระดับท็อปฮันเตอร์สั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิด เขาดีดตัวพุ่งทะยานออกไปกลางอากาศ คว้าเข้าที่เอวสอบของรวินท์แล้วกระโจนหลบกรงเล็บมรณะได้อย่างเฉียดฉิว แรงลมจากการเหวี่ยงกรงเล็บนั้นรุนแรงจนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตของทั้งคู่ขาดวิ่น
ร่างของทั้งสองกระแทกเข้ากับพื้นห้องโถงฝุ่นตลบ คีตะกลิ้งไถลไปกับพื้นโดยมีรวินท์ทับอยู่ด้านบน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงคำรามก้องของอสูรกายและเศษหินที่ยังคงร่วงหล่นลงมาเรื่อยๆ ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกัน ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววท้าทายของคีตะเวลานี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มล้ำลึกที่มองตรงมาอย่างมีความหมาย
"นาย... ช่วยผมอีกแล้วนะ คีตะ" น้ำเสียงที่เคยเยชาและหยิ่งผยองของรวินท์ในยามนี้กลับแผ่วเบาลงอย่างประหลาด ปลายนิ้วเรียวที่เปื้อนฝุ่นและคราบเขม่าควัน ค่อยๆ เอื้อมขึ้นไปแตะที่ข้างแก้มเนียนของคีตะอย่างลืมตัว สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับขนนก แต่กลับร้อนรุ่มจนแผดเผาความรู้สึกของคนถูกสัมผัสให้สั่นสะท้าน
คีตะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกวนประสาทที่เคยมีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ "ะ... ผมไม่ได้ช่วยคุณฟรีๆ หรอกนะ คุณติดหนี้ชีวิตผมครั้งใหญ่เลยล่ะคุณชาย... แล้วก็ ช่วยขยับออกไปหน่อย ตัวคุณหนักเป็นบ้าเลย"
รวินท์มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคีตะกระตุกวูบอย่างรุนแรงอีกครั้ง
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ... เจ้าเด็กอัจฉริยะ"
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวตัดบรรยากาศสีชมพูฉับพลัน อสูรกายหินเริ่มพังทลายประตูศิลาโบราณเบื้องหลังพวกมันจนแตกละเอียด เศษหินชิ้นยักษ์กำลังจะถล่มลงมาทับร่างของทั้งคู่ที่ยังคงนอนกอดก่ายกันอยู่บนพื้น
คีตะแววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบทันที มือข้างหนึ่งตวัดหน้าต่างโฮلوแกรมกดใช้งานสกิลลับขั้นสุดท้าย "ระบบ! เปิดใช้งานสกิล [โอבר-คล็อก: Overclock] พิกัด 0.0!"
แสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งออกจากร่างของคีตะ ร่างของเขากระโจนขึ้นอุ้มรวินท์พุ่งทะยานผ่านช่องว่างประตูศิลาที่กำลังพังทลายออกไปได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่กลุ่มก้อนหินมหึมาจะถล่มปิดตายทางเข้าด่านแรกไว้เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์แบบ
พวกเขาทั้งคู่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นหญ้านุ่มชื้นของดันเจี้ยนชั้นที่สอง ความเงียบสงบปรากฏขึ้นตรงหน้า มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของทั้งสองคนที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้า มองดูท้องฟ้าจำลองยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับของระบบเกมเมอร์
"เรา... รอดแล้วสินะ" คีตะพึมพำเบาๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนล้า
ทว่า... ความโล่งใจยังไม่ทันได้ซึมซับเข้าสู่ร่างกาย เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงนับสิบดวงที่สาดส่องเข้ามา
"เจอตัวแล้วครับคุณหนู... นายท่านใหญ่ส่งพวกเรามารับตัวกลับบ้านครับ"
ร่างของชายชุดสูทสีดำนับสิบคนก้าวออกมาจากเงาดำ ทว่าสิ่งที่ทำให้คีตะต้องลืมตาโพรงขึ้นด้วยความตกใจ ไม่ใช่บรรดาบอดี้การ์ดเหล่านั้น... แต่เป็นชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกคนเดิม ที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุด พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความลับอันตราย
"ทำได้ดีมาก... รวินท์, คีตะ ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบที่แท้จริง... ของเกมรุกฆาตนี้"
ชาโดว์ฮันเตอร์ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าด่านอันตรายนี้มาด้วยกันนะครับ!
เดอะเกมเมอร์: รุกฆาตหัวใจคุณหนูมาเฟีย•ตอนที่ 6
ทางรอดที่หนึ่งเดียว
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดอะเกมเมอร์: รุกฆาตหัวใจคุณหนูมาเฟีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!