กลิ่นคาวสนิมเหล็กและควันพิษสีม่วงเข้มคละคลุ้งไปทั่วห้องโถงหินอัคนีชั้นใต้ดินของดันเจี้ยนระดับ S เสียงคำรามก้องของบอสประจำชั้นยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าสัตว์อสูรตรงหน้า กลับเป็นคมดาบสีเงินวาววับที่จ่ออยู่ตรงลำคอระหงของผมในตอนนี้
"ทำได้ดีมาก รวินท์... ในเมื่อแกจัดการหนูสกปรกตัวนี้ไม่ลง งั้นก็ให้ฉันจัดการแทนก็แล้วกัน"
น้ำเสียงเยียบเย็นและเต็มไปด้วยจิตสังหารของ 'ภาคภูมิ' หัวหน้าหน่วยกิลด์เงาอัคคีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รวินท์ คุณหนูตระกูลมาเฟียผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าผม ร่างกายของเขามีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้จนหอบหายใจถี่กระชั้น หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อดีลงสู่พื้นหิน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบไม่ใช่บาดแผลเหล่านั้น... เป็นแววตาไหวระริกที่ฉายชัดความลังเลต่างหาก
ผมแค่น้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ดวงตาคมกริบมองสบกับแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังวิถีกระสุนให้อย่างไม่คาดฝัน ถึงปากจะชอบหาเรื่องและกัดกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าไอ้คุณหนูมาเฟียเลือดเย็นคนนี้จะเลือกเอาตัวเองมารับคมดาบแทนเกมเมอร์ปากจัดอย่างผม
"ถอยไป... ภาคภูมิ" เสียงทุ้มต่ำของรวินท์เอ่ยลอดไรฟัน ความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นกดดันจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงราวกับติดลบ "นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำขาด"
"หึ คำขาดงั้นเหรอ? แกคิดว่าตัวเองเหลืออำนาจอะไรในตระกูลมาเฟียอีกรึไง รวินท์!" ภาคภูมิหัวנסลั่นอย่างบ้าคลั่ง คมดาบในมือขยับเข้ามาใกล้ผิวเนื้อของรวินท์จนเกิดรอยแดงจางๆ "ภารกิจนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดพวกแกทั้งคู่ตั้งแต่แรกแล้ว! ทั้งบอสระดับ S ทั้งกับดักระเบิดมานา... แกคิดว่าพ่อเลี้ยงของแกส่งแกมาที่นี่เพื่อเป็นฮีโร่หรือไงวะ!"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกความรู้สึกของผมอย่างจัง ปมในใจเกี่ยวกับการสูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์ลึกลับเมื่อหลายปีก่อนตื่นขึ้นมาประท้วงในอกอีกครั้ง ภาพความทรงจำสีเทาหม่นซ้อนทับกับเหตุการณ์ตรงหน้า ทุกอย่างเป็นแผน... พวกมันหลอกใช้พวกเราให้เข้ามาตายในสุสานใต้ดินแห่งนี้
ผมขบกรามแน่นจนสันนูน มือที่ถือปืนมานาสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธที่พุ่งพล่านจนแทบจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล
"นาย... โง่รึเปล่า รวินท์" ผมกัดฟันเอ่ยขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ดวงตาสบเข้ากับแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้น "รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นกับดัก ทำไมถึงยังพุ่งเข้ามาบังให้ฉัน..."
รวินท์ไม่ได้หันกลับมามอง แต่ผมสังเกตเห็นสันจมูกโด่งรั้นและลำคอที่ไหววิกขณะที่เจ้าตัวกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ไหล่กว้างที่เคยตั้งตรงอย่างหยิ่งผยองสั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่น้ำเสียงเรียบสนิทจะเอ่ยตอบกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้หัวใจของผมเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
"เพราะฉันไม่อยากเห็นนายตายต่อหน้าต่อตาอีกแล้ว... คีตะ"
ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับค้อนทั่งกระแทกเข้าที่กลางใจ บรรยากาศรอบตัวคล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เคมีระหว่างเราสองคนเปลี่ยนไปในพริบตา จากคู่กัดที่จ้องจะเอาชีวิตกัน กลับกลายเป็นความเปราะบางที่เชื่อมโยงเราเข้าหากันด้วยสายใยอันตราย
ภาคภูมิแค่นเสียงเหยียดหยาม "ซึ้งกินใจชะมัด! งั้นก็ตามไปตายพร้อมกันซะเถอะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ภาคภูมิก็เงื้อดาบหมายจะฟันทะลุร่างของรวินท์เพื่อปลิดชีพเราทั้งคู่ในดาบเดียว จังหวะชีวิตและความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย สติสัมปชัญญะของเกมเมอร์อัจฉริยะทำงานด้วยความเร็วยิ่งกว่าแสง มือขวาที่ถือปืนมานาตวัดขึ้นเล็งเป้าหมายอย่างไร้ความลังเล ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง รวินท์กลับพลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุน มือเรียวคว้าจับข้อมือของผมไว้แน่น แรงปะทะจากการเคลื่อนไหวทำให้ร่างของเราเซถลาเข้าหากันจนแผ่นอกแนบชิด
กลิ่นกายเฉพาะตัวผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก ดวงตาคมกวาดมองสำรวจใบหน้าของผมอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับระยะห่างที่ใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน
"จับฉันไว้ให้แน่น..." รวินท์กระซิบชิดริมหิมฝีปาก แววตาที่เคยเย็นชากลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่น่าหลงใหลที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น "แล้วหลับตาลงซะ"
ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยปากด่าหรือถามอะไร แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ระเบิดขึ้นจากพื้นหินเบื้องล่าง มานาสีครามเข้มพวยพุ่งทะลักขึ้นมากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถง แรงระเบิดผลักร่างของเราให้ลอยหวือไปกลางอากาศ ท่ามกลางเศษหินและประกายไฟที่แตกกระจายราวกับดวงดาวร่วงหล่น
รวินท์ใช้ร่างกายของเขาโอบกอดปกป้องผมไว้ในอ้อมแขน แผ่นหลังของเขารับแรงกระแทกจากแรงระเบิดและเศษซากหินที่ถล่มลงมาอย่างเต็มรัก ความเจ็บปวดแล่นริ้วผ่านสีหน้าของร่างสูง แต่เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นไปอีกราวกับกลัวว่าผมจะหายลับไปในความมืด
สติของผมเริ่มพร่าเลือนจากแรงอัดอากาศ ทว่าก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง ภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคือใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยเลือดของรวินท์ เจ้าตัวก้มลงมาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกัน และเอ่ยกระซิบเบาๆ ท่ามกลางเสียงถล่มของดันเจี้ยนที่กำลังพังทลาย
"ถ้าเรา... รอดไปได้ นายต้องเป็นแฟนฉัน... คีตะ"
*ปัง!*
เสียงระเบิดครั้งใหญ่ตัดขาดทุกเสียงรอบตัว พร้อมๆ กับที่ประตูเหล็กหนาหนักทางด้านทิศเหนือของห้องโถงที่ถูกพังทลายลงด้วยกำลังมหาศาล ร่างเงาสوงสง่าของใครบางคนก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาท่ามกลางควันไฟหนาทึบ ดวงตาสีอำพันภายใต้ฮู้ดสีดำสนิทกวาดมองสภาพความพินาศตรงหน้า ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างน่ากลัว
"แหม... ดูท่าทางฉันจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานของพวกเธอสินะครับ... คุณหนูมาเฟียผู้ตกอับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าดงกระสุนและกองเลือดมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เดอะเกมเมอร์: รุกฆาตหัวใจคุณหนูมาเฟีย•ตอนที่ 10
หักหลังในแดนร้าง
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดอะเกมเมอร์: รุกฆาตหัวใจคุณหนูมาเฟีย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!