เช็คเกอร์สีเงินรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นวางนิ่งสนิทอยู่บนพื้นโต๊ะหินอ่อนขัดเงา
มูลค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวกระดาษราคาแพงหรือหมึกพิมพ์ หากแต่อยู่ที่ตัวเลขเจ็ดหลักบนบรรทัดลายเซ็น ซึ่งถูกกรอกไว้เรียบร้อย พร้อมให้ผู้รับกรอกชื่อลงไปได้ทันทีทุกเมื่อที่ต้องการ ลภัสปรายตามองมันด้วยหางตา ราวกับสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ทรัพย์สินก้อนโตที่จะพลิกชีวิตคนให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน แต่เป็นเพียงเศษกระดาษเปื้อนหมึกที่รังแต่จะทำให้มือของเธอสกปรกหากเอื้อมไปแตะต้อง
"ตัวเลขนี้มากพอจะทำให้คุณย้ายไปทำงานที่ไหนในโลกก็ได้ หรือแม้แต่จะพักผ่อนไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย... คุณลภัส"
เสียงทุ้มต่ำของธนาธรดังขึ้นจากมุมห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของตึกแกรนด์ทาวเวอร์ กระจกใสบานใหญ่เบื้องหลังเขาเผยให้เห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครในยามพลบค่ำ แสงไฟจากตึกระฟ้าข้างเคียงระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ถูกกักขังไว้เบื้องล่าง โลกทั้งใบดูราวกับอยู่ใต้ฝ่าเท้าของผู้ชายคนนี้ แต่สำหรับลภัส มันเป็นเพียงกรงขังขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการฉ้อฉล
นักข่าวสาวไม่ได้ขยับตัว เธอทิ้งน้ำหนักตัวลงบนพนักเก้าอี้หนังสีดำอย่างสบายอารมณ์ แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏในหน้าข่าวสังคม แต่มักจะเผยออกมาในยามที่เธอกำลังต้อนเหยื่อจนมุม
"คุณธนาธรประเมินค่าความจริงต่ำไปหน่อยไหมครับ... อ้อ ขออภัย ผมหมายถึง... คุณธนาธรประเมินคุณค่าของผมต่ำไปหน่อย" ลภัสจงใจใช้สรรพนามกวนประสาทเพื่อทดลองความอดทนของอีกฝ่าย เธอยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างไม่เกรงกลัว
ธนาธรหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยย่นบนใบหน้าของนักธุรกิจเขี้ยวลากดินขยับตามแรงยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เขาประสานมือไว้บนโต๊ะโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย "ความจริงเป็นสิ่งสวยงามครับคุณลภัส แต่บางครั้ง... มันก็มีราคาแพงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะแบกรับไหว ผมกำลังช่วยให้คุณไม่ต้องเหนื่อยยาก ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่มีวันชนะ"
"ไม่มีวันชนะ?" ลภัสทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอ "คุณคิดว่าสิ่งที่ฉันถืออยู่ในมือตอนนี้ เป็นเรื่องของการแพ้ชนะอย่างนั้นหรือครับ คุณธนาธร คุณยังไม่รู้จักฉันดีพอ... คนอย่างฉันไม่เคยเดิมพันด้วยเงิน เพราะเงินมันซื้อความรู้สึกตอนที่ได้เห็นพวกคุณดิ้นพล่านเวลาความจริงปรากฏไม่ได้"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาหวิวตัดกับความตึงเครียดที่แผ่ซ่านในอากาศ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็เปิดออกอย่างไร้เสียง ภาคินก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บอย่างประณีตรับกับใบหน้าเรียบเฉยที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สายตาของสถาปนิกอาวุโสเหลือบมองเช็คบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาสบตากับลภัส นัยน์ตาของคนทั้งคู่สื่อสารกันโดยไม่ต้องเอื้อnเอ่ยคำใด มันคือความเข้าใจอันลึกซึ้งของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งของระบบ แต่กลับวิ่งเข้าหากันด้วยจิตวิญญาณที่ปฏิเสธความเน่าเฟะ
"ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าใช้วิธีนี้" ภาคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะดึงความสนใจของทุกคนในห้องมาที่เขา
ธนาธรหันไปมองสถาปนิกคู่บุญ รอยยิ้มจอมปลอมกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง "อ้าว ภาคิน มาพอดีเลย คุณน่าจะช่วยพูดกับเพื่อนร่วมงานของคุณหน่อยนะ เผื่อเขาจะฉลาดขึ้นมาบ้าง การตึกถล่มรอบก่อนเป็นแค่บทเรียนราคาแพง แต่ถ้าดึงดันต่อ... มันอาจจะมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตก็ได้"
คำพูดนั้นไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือคำประกาศิตจากผู้กุมอำนาจตัวจริง
ภาคินชะงักไปเล็กน้อย ภาพความทรงจำในคืนที่โครงสร้างเหล็กวิศวกรรมดีไซน์พิเศษพังครืนลงมาคร่าชีวิตคนงานอย่างไร้ความปรานีผุดขึ้นมาในหัว รอยแผลเป็นในใจที่เขาพยายามกลบฝังไว้ใต้ความสำเร็จถูกสะกิดให้กลับมาเจ็บแปลบอีกครั้ง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติก่อนจะก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างลภัส
"ชีวิตคนเรามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอครับคุณธนาธร" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรพรรณ "แต่บางครั้ง... การเลือกที่จะไม่ขายวิญญาณให้ใคร มันก็ทำให้เรานอนหลับได้สนิทกว่าการนั่งอยู่บนกองเงินที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนอื่น"
ลภัสหันไปมองหน้าภาคินแวบหนึ่ง ประกายในแววตาของนักข่าวสาวอ่อนลงชั่วขณะ เธอสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกทางจิตวิญญาณที่ชายหนุ่มส่งผ่านมา
"ได้... ในเมื่อพวกคุณเลือกทางนี้เอง" ธนาธรแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาไร้ความปราณี เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความสั้นๆ เพียงคำเดียว "งั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เตือน"
ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือของลภัสก็สั่นรัวขึ้นมาพร้อมกัน เสียงแจ้งเตือนอีเมลและข้อความข่าวสารดังระรัวราวกับมีคนรัวกลองสงคราม
ลภัสหยิบขึ้นมาดู แววตาที่เคยแข็งกร้าวและมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่ กลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากสีเทาแห่งความท้าทายกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา
ข้อมูลลับสุดยอดในแฟลชไดรฟ์ที่เธอกลefaซ่อนไว้ในเซฟที่บ้านพัก... ถูกประกาศประจานบนหน้าหนึ่งของสำนักข่าวทุกแห่งทั่วประเทศแล้ว โดยบิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเธอเป็นผู้รับสินบนและปล่อยข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียงบริษัท!
และที่เลวร้ายยิ่งกว่า... หน้าจอแสดงภาพกล้องวงจรปิดหน้าบ้านของเธอขณะนี้ กำลังมีชายชุดดำกลุ่มใหญ่เดินตรงเข้าไปพังประตูรั้วอย่างบ้าคลั่ง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงามืดของตึกระฟ้าไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 11
แรงกระแทกจากเบื้องบน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!