สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 10

หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์

ผลงานโดย คนมองเมือง
กลิ่นหมึกพิมพ์ใหม่และสารละลายเคมีคละคลุ้งอวลอยู่ในห้องทำงานขนาดเล็กของสำนักพิมพ์อิสระ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันที่หนักหน่วงราวกับก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม บนโต๊ะไม้สักตัวเก่า หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าถูกกางออกเด่นชัด พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งขนาดมหึมาด้วยตัวอักษรหนาเตอะสะท้อนเข้าตาอย่างจัง *“รอยร้าวใต้ฐานราก: แฉสถาปัตยกรรมลวงตา ทุนใหญ่เบื้องหลังตึกมรณะ”* ลภัสยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นนั้น แรงกระแทกจากการตีพิมพ์ข่าวชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หมึกสีดำบนกระดาษราคาถูก แต่มันคือระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเธอแผดเสียงดังระรัวติดต่อกันไม่หยุดหย่อน ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง แต่เธอเลือกที่จะปล่อยให้มันดังอย่างไร้การตอบรับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ตึกระฟ้าของธนาธรกรุ๊ปยังคงตั้งตระหง่านท้าทายท้องฟ้าสีเทา แต่ทว่าในมุมมองของเธอเวลานี้ โครงสร้างเหล็กและกระจกเหล่านั้นช่างดูเปราะบางราวกับปราสาททรายที่กำลังถูกคลื่นซัดเข้าใส่ ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ธนาธรกรุ๊ป บรรยากาศภายในห้องประชุมกระจกใสกลับเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ธนาธรยืนมองภาพเมืองเบื้องล่างผ่านกระจกบานใหญ่ แก้ววิสกี้ในมือไหวว้อนตามจังหวะการหมุนข้อมืออย่างเชื่องช้า บนโต๊ะประชุมหรูหรา หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันถูกวางแผ่หลาอยู่ตรงกลาง หน้ากระดาษที่ตีแผ่แปลนวิศวกรรมอันดำมืดและเส้นสายการทุจริตถูกเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าของเจ้าพ่ออสังหาฯ ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ความโกรธเกรี้ยวไม่ได้ถูกระเบิดออกมาเป็นเสียงคำราม หากแต่มันถูกกักเก็บไว้ภายใต้ดวงตาที่หรี่แคบลงอย่างอันตราย "มันกล้ามาก..." น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พนักงานฝ่ายกฎหมายและผู้บริหารระดับสูงหลายคนนั่งตัวลีบแทบไม่กล้าหายใจ "จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าให้ข่าวนี้ลามไปถึงตลาดหลักทรัพย์เด็ดขาด" "ท่านครับ แต่ตอนนี้สำนักข่าวอื่นๆ เริ่มโทรมาขอสัมภาษณ์แล้ว แรงกระแทกจากการเปิดประเด็นนี้ทำให้หุ้นของเราในช่วงเช้าร่วงลงไปสิบเปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ" เลขาฯ หนุ่มรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ธนาธรวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนของเหลวสีอำพันกระฉอก เขายิ้มเย็นที่มุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ "ปล่อยให้พวกมันเห่าไป... คนพวกนี้ก็แค่ฝุ่นละอองที่ลมพัดผ่าน เดี๋ยวก็จางหาย แต่ถ้าใครมันยังขวางทางก้าวเดินของฉัน..." เขาเว้นจังหวะ สายตาดุดันคมปลาบ "ก็ต้องทำให้มันหายไปตลอดกาล" ตัดภาพกลับมาที่อพาร์ตเมนต์เก่าคร่ำครึ ภาคินนั่งเงียบเชียบอยู่บนโซฟาหนังเทียมที่ขาดวิ่น แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงบนหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน เขากวาดสายตาอ่านทุกบรรทัด ทุกถ้อยคำที่ลภัสเรียบเรียงขึ้นมาอย่างประณีต มันคือความจริงที่เขาเองเป็นผู้ส่งมอบหลักฐานให้ แต่เมื่อมันถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นสาธารณะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและภาระทางจิตใจกลับถาโถมเข้ามาซัดกระหน่ำในอก เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้งตามนัดหมาย ภาคินลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ปรากฏร่างของลภัสยืนอยู่ตรงนั้น เธอยังคงสวมเสื้อสูทสีเข้มตัวเดิม แต่ขอบตาดำคล้ำบ่งบอกถึงการไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน เธอก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เชื้อเชิญ ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเขา "คุณเห็นมันหรือยัง?" ลภัสเปิดฉากทันที น้ำเสียงของเธอแห้งผากแต่เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อน "นี่คือแรงกระแทกครั้งแรก... และมันกำลังทำให้ตึกของธนาธรเริ่มสั่นสะเทือนแล้วจริงๆ" ภาคินถอนหายใจยาวนาน มือหนายกขึ้นเสยผมลวกๆ เขามองหน้านักข่าวสาวด้วยแววตาที่อ่านยาก "คุณกำลังเล่นกับไฟกองใหญ่ ลภัส... ข่าวนี้ไม่ได้แค่ทำให้หุ้นตก แต่มันกำลังไปแตะผลประโยชน์มหาศาลของคนที่มีเงินซื้อชีวิตใครก็ได้บนเมืองนี้" "แล้วคุณคิดว่าฉันกลัวตายหรือไง?" ลภัตส้าวเท้าเข้ามาประชิด ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดแคบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจ "ถ้าฉันกลัว ฉันคงไม่เลือกเดินมาเคาะประตูห้องสถาปนิกเงียบๆ อย่างคุณตั้งแต่แรกหรอก ภาคิน... คุณต่างหากที่กลัว กลัวว่าความลับที่คุณเก็บซ่อนไว้มันจะหลุดออกมาพร้อมกับซากปรักหักพังพวกนั้น" ภาคินนิ่งงัน คำพูดของเธอมีความคมกริบยิ่งกว่าใบมีด มันกรีดลึกลงไปถึงปมในใจที่เขาพยายามปิดตายมานานหลายปี ดวงตาสองคู่ประสานกันในความเงียบ มีทั้งความหวาดระแวง ความท้าทาย และแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ สองคนต่างยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ แต่วันนี้พวกเขากลับยืนอยู่บนเรือลำเดียวกันท่ามกลางพายุคลั่ง "คุณไม่ได้เป็นแค่แค่นักข่าวธรรมดาจริงๆ สินะ" ภาคินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาอ่อนลงชั่วขณะเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เด็ดเดี่ยวของหญิงตรงหน้า "คุณดื้อรั้นเกินกว่าจะปลอดภัยในเมืองนี้" "ความปลอดภัยมันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับคนอย่างเราอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?" ลภัสตอบกลับทันควัน มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันเล็กน้อย "เอาล่ะ... เลิกพูดเรื่องความปลอดภัยของฉันได้แล้ว ในเมื่อเราเปิดเกมแรกไปแล้ว ธนาธรไม่มีทางนิ่งเฉยแน่ เขากำลังจะเอาคืน และเราต้องเดินเกมตานต่อไปก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว" เธอยื่นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลอีกแฟ้มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อโค้ตออกมาวางกระแทกบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังทึบ ภาคินก้มมองแฟ้มนั้น ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย "นี่คืออะไร?" "ฉันได้มันมาเมื่อตอนตีสาม... ก่อนที่หนังสือพิมพ์จะวางแผงแค่สองชั่วโมง" ลภัสลดเสียงกระซิบลง ราวกับกลัวว่าจะมีใครแอบฟังแม้กระทั่งในห้องปิดทึบนี้ "มันไม่ใช่แค่เรื่องการฮั้วประมูลหรือโครงสร้างอาคารที่ได้มาตรฐานต่ำ... แต่มันคือรายชื่อบัญชีลับที่โอนเงินเข้าออกระหว่างบริษัทอสังหาฯ ของธนาธร กับชื่อของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงโยธาธิการ" ภาคินรีบเปิดแฟ้มออก ไล่สายตาอ่านตัวเลขและลายเซ็นที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มผู้เคยสุขุมเยือกเย็นมาตลอดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามขมับ ตัวเลขมหาศาลเหล่านั้นคือหลักฐานมัดตัวที่สามารถส่งคนเข้าไปนอนในคุกได้ชั่วชีวิต "คุณได้มันมาจากไหน?... นี่มันอันตรายเกินไป ลภัส!" ภาคินเงยหน้าขึ้นมองเธอ น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด ทว่า ก่อนที่ลภัสจะได้เอ่ยปากตอบคำถาม บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่กำลังเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าประตูห้องพักของเขา เสียงกุญแจกระทบกันดังแกร๊ก... และก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว ลูกบิดประตูก็ถูกบิดเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงามืดของตึกระฟ้าไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%