กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความชื้นของฝนยามค่ำคืนที่เกาะอยู่ตามกระจกใสบานใหญ่ ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานกว้างบนชั้นที่ส,องร้อยของตึกแฝดสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ ภาคินวางแก้วเซรามิกสีดำลงบนโต๊ะไม้โอ๊คผิวเรียบ เสียงกระทบเบาหวิวจนแทบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ ทว่าก้องกังวานในความเงันงันของพื้นที่
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ลภัสไม่ได้ขยับตัว เธอไม่ได้สนใจแม้แต่จะแตะต้องแก้วน้ำที่เขาวางไว้ให้ตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ดวงตาสีเข้มคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรงเหลี่ยมจับจ้องมาที่เขา ราวกับกำลังสแกนหาจุดเปราะบางใต้สูทแบรนด์ดังที่ตัดเย็บอย่างประณีตไร้ที่ติ
"คุณเก่งเรื่องการซ่อนความจริงไว้หลังเส้นคอนกรีตนะ ภาคิน" สุ้มเสียงของเธอเรียบสนิท แต่แฝงแรงกระแทกไว้ทุกพยางค์ "แต่บางที การสร้างตึกที่สูงเสียดฟ้า ก็ไม่ได้แปลว่ารากฐานข้างล่างมันจะมั่นคงเสมอไป... จริงไหมครับ—อภัยด้วย ผมหมายถึง คุณน่าจะรู้ดีกว่าใคร ว่าความเน่าเฟะมันอยู่ลึกลงไปแค่ไหน"
ภาคินเงยหน้าขึ้น ช้าๆ นัยน์ตาคู่คมปลาบไหววูบเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยหน้ากากความสุขุมเยือกเย็นตามวิสัยของสถาปนิกผู้คุมโปรเจกต์หมื่นล้าน เขายกมือขึ้นปลดกระดุมสูทเม็ดบนออกอย่างใจเย็น ผ่อนลมหายใจยาวลึกผ่านริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย
"ความจริงก็เหมือนโครงสร้างเหล็กกล้า ลภัส" ภาคินเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดขาด "ถ้าคุณดึงเสาหลักออกเพียงต้นเดียวเพื่อสนองความสะใจชั่วคราวของนักข่าว อาคารทั้งหลังจะพังทลายลงมาทับผู้บริสุทธิ์นับพัน... คุณเคยคิดถึงผลลัพธ์นั้นบ้างหรือเปล่า หรือว่าตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์ของคุณมันมีค่ามากกว่าลมหายใจของคนงานที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ข้างล่างนั่น"
ลภัสแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดันผ่านระยะห่างบนโต๊ะทำงาน
"อย่ามาอ้างความรับผิดชอบทางสังคมกับฉัน, ภาคิน!" น้ำเสียงของเธอเริ่มไต่ระดับความดุดันขึ้นทีละน้อย "คุณใช้คำว่า 'ภาพฝันของเมืองหลวง' มาบังหน้าความจริงที่ว่า คอนเทนเนอร์เหล่านั้น การถมทรายก้นอ่าว และเสาเข็มที่ตอกลงไปอย่างไร้จิตสำนึก มันกำลังกลืนกินชีวิตของใครหลายคน... รวมถึงครอบครัวของคุณเองด้วยไม่ใช่หรือไง"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกดูดออกไปจนแทบหายใจไม่ออก ประโยคสุดท้ายพุ่งตรงเข้าปักกลางใจ ช3ายหนุ่มชะงักไปอึดใจหนึ่ง สันกรามคมสันขึ้นรูปชัดเจนเมื่อเขาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อกระตุก
ภาพในอดีตฉายวาบเข้ามาในหัวของภาคินอย่างไม่ทันตั้งตัว—กลิ่นควันปูนผสมฝุ่นผง ภาพแผ่นปูนพรีคาสต์ขนาดมหึมาที่ร่วงหล่นลงมาทับคนงานก่อสร้างกะทันหัน เสียงกรีดร้องที่ถูกกลบด้วยเสียงไซเรนรถพยาบาล และร่างไร้วิญญาณของน้องชายแท้ๆ ซึ่งเป็นวิศวกรควบคุมงานหน้าใหม่ในขณะนั้น ร่างที่ถูกเซ็นอนุมัติให้กลบฝังความจริงภายใต้สัญญาจ้างมูลค่ามหาสมุทรโดยกลุ่มทุนที่ชื่อว่า 'ธนาธร'
เขาลดสายตาลงต่ำ มองลอดผ่านกระจกใสลงไปยังแสงไฟระยิบระยับของมหานครเบื้องล่าง เมืองที่ดูงดงามราวกับอัญมณีจากมุมนี้ แต่เบื้องล่างคือสุสานขนาดใหญ่ของความฝันผู้คน
"คุณคิดว่าผมยอมก้มหัวให้ธนาธรเพราะเงินเหรอ, ลภัส?" ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว แต่แววตาไหวระริกด้วยไฟแค้นที่ถูกกักขังมานานนับทศวรรษ "คุณคิดว่าคนที่เคยยืนมองโลงศพของน้องชายตัวเองถูกเลื่อนเข้าเตาเผา โดยที่แม้แต่ชื่อของเขาในข่าวหน้าหนึ่งยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ตีพิมพ์... จะยอมใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปเพื่อความร่ำรวยของพวกมันอย่างนั้นเหรอ"
ลภัสชะงักไป ดวงตาที่เคยดุดันและแข็งกร้าววูบไหวลงทันที เธอมองลึกลงไปในแววตาของสถาปนิกหนุ่ม และพบความเจ็บปวดรูปแบบเดียวกันกับที่เธอเคยเผชิญ—ความเจ็บปวดจากการถูกโครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคมบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
"แล้วทำไม..." เสียงของเธอแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว "ทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่ ทำไมยังช่วยพวกมันวาดภาพฝันลวงตาอยู่แบบนี้"
"เพราะกรงทองจะไม่มีวันพังลงมาได้ด้วยการยืนตะโกนด่าอยู่ข้างถนน" ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายความเป็นมืออาชีพและความเยือกเย็นของเขาผสมผสานกับความดุดันเด็ดเดี่ยวของเธอ เกิดเป็นสนามแม่เหล็กทางจิตวิญญาณที่รุนแรงและซับซ้อน
"ผมสร้างตึกหลังนี้ให้สูงที่สุด เพื่อที่วันหนึ่ง เมื่อมันพังทลายลงมา แรงกระแทกของมันจะมากพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของไอ้พวกอัปยศที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร" ภาคินกระซิบถ้อยคำนั้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ทว่าเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า
ลภัสเงยหน้ามองเขา หัวใจในอกเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะการตระหนักรู้ว่า แท้จริงแล้วพวกเขาวิ่งอยู่บนลู่วิ่งแห่งอุดมการณ์เดียวกัน แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากคนละขั้วของความเจ็บปวด
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดเพิ่มเติม เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงก็กรีดร้องลั่นตึก พร้อมกับแสงไฟฉุกเฉินสีแดงส้มที่กะพริบวาบสลับไปมาทั่วโถงทางเดินด้านนอก
*ตี๊ด! ตี๊ด! ตี๊ด!*
ระบบไฟฟ้าหลักของตึกดับลงพรืดเดียว ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่ทันที เหลือเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟสำรองบนเพดาน ภาคินขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณนักออกแบบโครงสร้างเตือนภัยเขาทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ—ไม่ใช่ระบบไฟขัดข้องธรรมดา แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนระดับต่ำที่ส่งตรงมาจากชั้นใต้ดิน
"เกิดอะไรขึ้น" ลภัสก้าวเข้ามาใกล้เขาโดยอัตโนมัติ มือเรียวเอื้อมแตะแขนเสื้อสูทของเขาไว้แน่นเพื่อทรงตัว
ภาคินไม่ตอบ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่ตอนนี้ดับสนิทไปแล้ว ก่อนที่หน้าจอจะติดขึ้นมาอีกครั้งด้วยระบบฉุกเฉิน แต่สิ่งที่ปรากฏบนจอภาพไม่ได้แสดงสถานะของอาคาร ทว่ามันคือหน้าต่างโปรแกรมถอดรหัสไฟล์ลับที่กำลังวิ่งรันตัวเลขอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานที่เด้งขึ้นมากลางจอ
*[WARNING: MASTER BLUEPRINT OVERRIDE DETECTED]*
*[FOUNDATION ANCHOR #04 - SEALED BY: THANATHORNBROTHER]*
หัวใจของภาคินกระตุกวูบ เมื่อตระหนักว่าข้อมูลลับสุดยอดที่เขากับลภัสตามหากำลังถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์กลางโดยฝีมือใครบางคนที่มีสิทธิ์ระดับผู้บริหารสูงสุด และจุดเชื่อมต่อของมันไม่ได้มาจากไหน... แต่อยู่ที่ห้องควบคุมนิรภัยชั้นใต้ดินที่น้องชายของเขาเคยเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน
ในความมืดที่สั่นคลอน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังก้าวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ที่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ของห้องทำงาน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงามืดของตึกระฟ้าไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 9
เส้นแบ่งเขตแดน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!