สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 14

ร่องรอยการทุจริต

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงกระดาษ A4 นับร้อยแผ่นถูกสลับสับเปลี่ยนบนโต๊ะทำงานไม้สักทองเนื้อแน่นดัง *“พรึบ... พรึบ”* เป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจผ่อนยาวของภาคิน สถาปนิกอาวุโสผู้มักรักษาท่าทีสุขุมเยือกเย็นเสมอมา แต่ในยามวิกาลเช่นนี้ ภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ รอยยับย่นบนหน้าผากของเขากำลังฟ้องว่า ความอดทนของมืออาชีพกำลังเดินทางมาถึงขีดจำกัด “คุณกำลังมองหาอะไรที่มันไม่มีอยู่จริง หรือกำลังพยายามกลบเกลื่อนร่องรอยที่คุณเองก็มีส่วนรู้เห็นกันแน่, ภาคิน” เสียงของลภัสคมกริบราวกับใบมีดโกน เธอยืนกอดอกพิงบานกระจกใสบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างคือมหานครที่ยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟจากตึกระฟ้า—ตึกที่หล่อเลี้ยงด้วยผลกำไรมหาศาล แต่วันนี้กำลังจะพังทลายลงด้วยกระดาษรายงานชุดเดียวกันนี้ ภาคินเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารหนาเตอะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังนักข่าวสาวสายสืบสวนผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด เขายังคงรักษาความนิ่งงันไว้ได้เป็นอย่างดี แม้ในใจจะรู้ดีว่า ตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนกราฟผลการทดสอบแรงอัดคอนกรีตชุดนี้ มันคือ ‘คำพิพากษาประหารชีวิต’ โครงการ ‘ดิ เอลิเซียม’ ของธนาธรอย่างแท้จริง “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ผมพยายามกลบเกลื่อน, ลภัส” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าก้องกังวานในความเงียบ “แต่มันคือสิ่งที่พวกเรากำลังพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้า โดยไม่รู้เลยว่า แรงสั่นสะเทือนของมันจะถล่มหัวใครก่อนกันแน่” ลภัสแค่นหัวเราะในลำคอ เธอเดินตรงเข้ามา ใช้ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนแผ่นกระดาษกราฟฟิกที่แสดงค่าความหนาแน่นและกำลังรับแรงอัดของเสาเข็มต้นหลัก โซน A-12 ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของอาคารสูง 60 ชั้น “ผลการทดสอบจากห้องแล็บอิสระชี้ชัดเจน ค่าความต้านทานแรงอัดต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดถึงร้อย 35 นั่นหมายความว่า เนื้อปูนข้างในเปราะเหมือนขนมปังปี๊บเมื่อต้องรับน้ำหนักมหาศาลในระยะยาว แต่ในรายงานฉบับส่งมอบให้ทางกรุงเทพมหานครกลับระบุว่า ‘ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสูงสุด’... คุณจะอธิบายตัวเลขที่หายไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์นี้ว่าอย่างไร สถาปนิกผู้ทรงเกียรติ?” ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เคมีระหว่างความถูกต้องตามอุดมการณ์กับความจำเป็นภายใต้ระบบทุนนิยมปะทะกันอย่างเงียบเชียบในห้องทำงานแคաբๆ นี้ ภาคินไม่หลบตา เขาเพียงแต่ขยับตัวเล็กน้อย เอื้อมมือไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาหมุนเล่นในอุ้งมือ “คุณก็รู้ว่าระบบมันทำงานอย่างไร, ลภัส” ภาคินเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่นัยยะบาดลึก “ตึกระฟ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐ ปูน หรือเหล็กกล้าเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกค้ำจุนด้วย ‘เวลา’ และ ‘งบประมาณ’ การสั่งรื้อถอนเสาเข็มต้นนั้นใหม่ทั้งล็อต ไม่เพียงแต่ทำให้ธนาธรสูญเงินหลายร้อยล้าน แต่มันหมายถึงความล่มสลายของความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์ และตำแหน่งหน้าที่การงานของคนนับร้อย... รวมถึงตัวผมด้วย” “แปลว่าคุณยอมเอาชีวิตคนนับพันที่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในตึกนั้น มาแลกกับความอยู่รอดของตัวเลขในงบดุลอย่างนั้นหรือ?” ลภัสสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกกดทับไว้ “อย่ามาพูดจาภาษาคนมีความรู้เพื่อฟอกขาวให้ความโลภของมหาเศรษฐีหน่อยเลย ภาคิน คุณเป็นสถาปนิก คุณออกแบบโครงสร้างให้มั่นคงไม่ใช่หรือไง ทำไมตอนนี้คุณถึงพูดจาเหมือนคนไร้หัวใจไปได้” คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ทำให้ภาคินสะท้านสะเทือน เขายังคงรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ได้ราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไร้ลมพัด ทว่าแววตาของเขากลับไหววูบไปชั่วขณะ—ร่องรอยแผลเป็นจากอดีตที่เขาเคยพยายามต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ สุดท้ายก็ถูกบดขยี้ด้วยอำนาจเงินตราของคนแบบธนาธรจนแทบไม่เหลือชิ้นดี “หัวใจเหรอ?” ภาคินทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเอง “คุณคิดว่าผมไม่เคยมีมันหรือไง, ลภัส? ตอนที่ผมเริ่มอาชีพนี้ ผมก็เคยคิดแบบคุณ เชื่อมั่นว่าเส้นสายและปลายปากกาจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ความจริงอันโหดร้ายของเมืองใหญ่สอนผมว่า โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ แต่มันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนที่ซ่อนอยู่ใต้พรมหนาเตอะต่างหาก” เขาวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง *“กริ๊ก”* ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างทึบของเขาภายใต้แสงไฟทอดทับลงบนเอกสารการทุจริตชิ้นสำคัญนั้น “แต่... ผมไม่ได้บอกว่าผมยอมจำนน” ภาคินพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงและจริงจังขึ้นจนลภัสต้องชะงัก “รายงานฉบับที่คุณถืออยู่ ไม่ใช่ฉบับที่ผมเซ็นรับรอง” ลภัสเบิกตากว้างเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องของนักข่าวสายสืบสวนประมวลผลอย่างรวดเร็ว “หมายความว่าอย่างไร?” “หมายความว่า มีการปลอมลายเซ็นของผมเกิดขึ้นในระบบส่งมอบงานขั้นสุดท้าย” ภาคินหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาเทียบให้ดู ลายเส้นตวัดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพิจารณาด้วยแว่นขยาย “มีคนในสำนักงานของผม หรืออาจจะสูงกว่านั้น... จงใจข้ามขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อเร่งวันเปิดตัวโครงการให้ทันกำหนดการของธนาธร” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ลภัสก้มลงมองเอกสารทั้งสองแผ่นสลับกัน ความรู้สึกโกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตระหนักรู้ถึงภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวพวกเขาทั้งสองคนมากกว่าที่คิด “ถ้าคุณไม่ได้เซ็น... แล้วใครเป็นคนทำ?” ลภัสถามเสียงกระซิบ ราวกับเกรงว่าจะมีใครแอบฟังอยู่หลังประตู ก่อนที่ภาคินจะได้ทันเอ่ยปากตอบคำถามนั้น เสียงเตือนภัยบางอย่างก็ทำลายความเงียบลง *“ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...”* เสียงสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้และระบบความปลอดภัยของอาคารสำนักงานดังขึ้นกะทันหัน แสงไฟสีส้มสลัวบนเพดานดับวูบลง เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงก่ำที่กะพริบวับวาบสาดส่องใบหน้าของทั้งคู่ให้กลายเป็นสีเลือด บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความบีบคั้นและอันตรายในชั่วพริบตา ไม่ทันที่ลภัสจะได้หันไปมองทางประตู เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก—มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของยามรักษาความปลอดภัยปกติ แต่เป็นจังหวะการเดินที่เป็นระเบียบ รวดเร็ว และมุ่งตรงมายังห้องทำงานของภาคินอย่างไร้ความลังเล ภาคินคว้าข้อมือของลภัสไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ แรงบีบที่อบอุ่นและเด็ดเดี่ยวส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านผิวสัมผัส ดวงตาของสถาปนิกหนุ่มใหญ่ฉายแววระแวดระวังขั้นสุด “ดูเหมือนว่า... พวกมันไม่ได้รอให้เราเอาหลักฐานไปเปิดโปงพรุ่งนี้เช้าแล้วล่ะครับ” ภาคินกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบคม ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่หยุดกึกอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเขาพอดี ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงามืดของตึกระฟ้าไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%