สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 13

พันธมิตรชั่วคราว

ผลงานโดย คนมองเมือง
“ถ้าข้อมูลชุดนี้หลุดไปถึงมือตำรวจ คุณธนาธรคงไม่ได้แค่สูญเสียใบอนุญาตโครงการ... แต่อาจหมายถึงอิสรภาพที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขาด้วยซ้ำนะครับ คุณลภัส” เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังขึ้นทำลายความเงียบงดงามแต่หนทึบของบาร์ลับชั้นใต้ดินย่านหลังสวน แสงไฟสีอำพันสลัวสาดกระทบกรอบแว่นโลหะและสันจมูกคมสัน เขานั่งไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะไม้สักหนาเบาๆ เป็นจังหวะที่คำนวณไว้แล้วอย่างแม่นยำ ราวกับกำลังวางผังโครงสร้างอาคารที่รับน้ำหนักมหาศาล ตรงข้ามกันนั้น ลภัสไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวต่อคำขู่ทางอ้อมแม้แต่น้อย เธอนั่งหลังตรงในชุดสูทสีชาคริตที่ยับเล็กน้อยจากการวิ่งไล่ล่าหาข่าวตลอดทั้งสัปดาห์ ดวงตาสีนิลคู่นั้นจ้องมองทะลุผ่านเลนส์แว่นของสถาปนิกหนุ่มราวกับจะชำแหละชั้นผิวหนังเพื่อส่องดูความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน “คุณกำลังประเมินความสามารถในการรับแรงกดดันของฉันต่ำไปหน่อยนะ ภาคิน” เธอยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “และในขณะเดียวกัน คุณก็กำลังประเมินความโลภของเจ้านายคุณต่ำเกินไปเช่นกัน ธนาธรไม่ได้สร้างอาณาจักรหมื่นล้านขึ้นมาด้วยการเป็นคนดี เขากวาดล้างทุกคนที่ขวางทาง... รวมถึงสถาปนิกมือหนึ่งที่ออกแบบโครงสร้างตึกระฟ้าให้เขาด้วย” บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ มันคือการเผชิญหน้าระหว่างสองมืออาชีพจากต่างขั้ว ภาคินคือผู้สร้าง—ผู้รังสรรค์แท่งคอนกรีตสูงเสียดฟ้าให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญ แต่กลับต้องมองดูมันกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความเน่าเฟะ ส่วนลภัสคือผู้ทำลาย—ผู้ใช้ปากกาและสมุดบันทึกเป็นอาวุธเพื่อรื้อถอนคำโกหกที่ถูกเคลือบด้วยปูนซีเมนต์หนาเตอะ บนโต๊ะไม้ระหว่างพวกเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลวางคั่นกลาง มันคือเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างความลับกับความพินาศ “พิมพ์เขียวโครงสร้างฐานรากของโครงการโครโนสทาวเวอร์” ภาคินพยักเพยิดไปยังแฟ้มเบื้องหน้า “นั่นคือสิ่งที่ผมมี และมันพิสูจน์ได้ว่าเสาเข็มรับน้ำหนักถูกตัดลดสเปกเพื่อลดต้นทุนสามสิบเปอร์เซ็นต์... ตึกนั้นไม่มีทางรองรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว” ลภัสก้มมองแฟ้มนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ เธอตามหาหลักฐานชิ้นนี้มานานหลายเดือน เอกสารที่ยืนยันว่าตึกระฟ้ามูลค่าหมื่นล้านกำลังยืนหยัดอยู่บนความตายที่รอวันปะทุ แต่เธอก็รู้ดีว่าของฟรีไม่มีในโลกทุนนิยม “แล้วคุณต้องการอะไรล่ะ ภาคิน?” ลภัสเอ่ยเสียงเรียบ เอนหลังพิงพนักโซฟาหนัง “คนอย่างสถาปนิกผู้เพียบพร้อม ยอมเอาอนาคตและชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงส่งมอบหลักฐานให้ฉัน... คุณไม่ได้ทำเพราะความยุติธรรมหรอก จริงไหม? อุดมการณ์กินไม่ได้หรอกนะ” ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทางจิตวิญญาณ เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบบางเบา กลิ่นสโมกกี้คละคลุ้งในอากาศก่อนที่เขาจะวางมันลงช้าๆ “คุณพูดถูกครึ่งหนึ่งครับ คุณลภัส... อุดมการณ์กินไม่ได้ แต่มันทำให้ผมนอนหลับตอนกลางคืนได้สนิทขึ้น” ภาคินสบตาเธอนิ่ง “ผมไม่ได้ต้องการเงินจากคุณ สิ่งที่ผมต้องการคือ ‘พื้นที่’ ในหน้าหนังสือพิมพ์ของคุณ... พื้นที่ที่จะประกาศความจริงทั้งหมดให้สังคมได้รับรู้โดยไม่มีการเซ็นเซอร์จากอิทธิพลทุนใหญ่ และที่สำคัญที่สุด... ผมต้องการให้ชื่อของธนาธรถูกลากมาDismantle (รื้อถอน) ต่อหน้าสาธารณชน เหมือนกับตึกที่เขาสร้างขึ้นมาลวกๆ นั่นแหละ” ลภัสหรี่ตาลง ประเมินความเสี่ยงและผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว สมองของเธอกำลังประมวลผลคำพูดทุกพยางค์ของชายตรงหน้า ภาคินไม่ใช่คนดีผู้เสียสละ เขาคือนักแก้แค้นที่ใช้มันสมองอันชาญฉลาดในการวางกับระเบิด และเธอกำลังถูกดึงให้เข้ามาเป็นผู้กดชนวน “ฉันให้พื้นที่คุณได้... หน้าหนึ่งเต็มๆ พร้อมบทสัมภาษณ์เจาะลึก” ลภัสยื่นข้อเสนออย่างระมัดระวัง “แต่เราต้องแลกเปลี่ยนกันแบบแฟร์ๆ ฉันให้คุณเปิดโปงธนาธรในมุมมองสถาปนิก แต่คุณต้องให้รายชื่อ ‘นอมินี’ ทั้งหมดที่ถือโฉนดที่ดินผืนนั้นแทนเขาด้วย ข้อมูลในมือฉันยังขาดจิ๊กซอว์ตัวนี้อยู่” ภาคินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขายกมือขึ้นถอดแว่นสายตาออก ใช้ผ้าเช็ดเลนส์ช้าๆ เป็นการถ่วงเวลาเพื่อซ่อนประกายในดวงตาที่ไหววับ การเปิดเผยรายชื่อนอมินีหมายถึงการสาวไปถึงเครือข่ายอำนาจมืดที่ใหญ่กว่าธนาธรหลายเท่า ซึ่งนั่นหมายถึงอันตรายระดับที่อาจทำให้พวกเขาไม่มีลมหายใจเดินออกจากบาร์แห่งนี้ “คุณช่างเจรจานักนะ...” ภาคินสวมแว่นกลับเข้าที่เดิม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ตกลงครับ ผมจะให้รายชื่อนั้น... แต่ไม่ใช่ตอนนี้ จนกว่าบทความชิ้นแรกของคุณจะตีพิมพ์ออกไปเพื่อสร้างเกราะกำบังให้ผมเสียก่อน” “ข้อตกลงแฟร์ดีนี่” ลภัสเอื้อมมือเรียวไปแตะที่มุมแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเตรียมจะดึงมันมาทางฝั่งตน ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสโดนกระดาษแผ่นแรก มือหนาของภาคินก็ยื่นมาทับลงบนแฟ้มนั้นไว้พอดิบพอดี แรงกดจากฝ่ามือของเขาสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของเธอไว้ชั่วขณะ ความอุ่นจากผิวเนื้อผ่านทะลุความหนาของกระดาษ สร้างกระแสความรู้สึกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วปลายประสาท สัมผัสที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตของแหล่งข่าวและนักข่าว ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดไปชั่ววินาที ดวงตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มมองลึกลงไปในดวงตานักข่าวสาวอย่างมีความหมายแฝง “จำไว้ว่าเรากำลังเล่นกับไฟกองใหญ่ที่สุดในเมืองนี้นะครับ คุณลภัส... ก้าวพลาดก้าวเดียว เถ้าถ่านจะไม่เหลือแม้แต่ชื่อของเรา” เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก “ฉันไม่เคยกลัวไฟหรอก ภาคิน...” ลภัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง ไม่ยอมหลบสายตา “เพราะฉันนี่แหละ คือคนที่จะจุดไฟเผาตึกระหารพวกนั้นให้เป็นจุลเอง” รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของภาคิน เขาค่อยๆ คลายมือออก เปิดทางให้เธอดึงแฟ้มเอกสารนั้นไปครอบครอง เสียงกระดาษพลิกดังแกรกกรากท่ามกลางความเงียบงัน ลภัสก้มลงเปิดดูหน้าแรก ข้อมูลตัวเลข โครงสร้าง และรายชื่อผู้เกี่ยวข้องปรากฏชัดเจนต่อสายตา หัวใจของนักข่าวสาวพองโตด้วยความตื่นเต้น นี่คือหลักฐานชิ้นเอกที่จะสั่นคลอนรากฐานของเมืองใหญ่ได้ทั้งเมือง ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มผิดปกติ... เสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านหยุดชะงักลงอย่างไร้สาเหตุ ไฟนีออนสีอำพันเหนือศีรษะกะพริบไหวสามครั้งติดๆ กันราวกับกระแสไฟฟ้าขัดข้อง และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของคนทั้งสองเย็นเฉียบลงฉับพลัน คือเสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูบาร์ลับ—ประตูบาร์ที่ควรจะปิดตายและห้ามบุคคลภายนอกเข้าในเวลานี้ เป็นฝีเท้าที่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย และมันกำลังเดินตรงดิ่งมายังโต๊ะมุมอับที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ ลภัสเงยหน้าขึ้นขวับ สัญชาตญาณนักล่าความจริงกรีดร้องเตือนภัยอันตรายขีดสุด เธอมือสั่นเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กในกระเป๋าเสื้อสูท ขณะที่ภาคินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้ตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กรอบแว่นโลหะสะท้อนแสงไฟที่กำลังจะดับลง เงามืดทอดยาวทับร่างของพวกเขาจากด้านหลัง ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงจะก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่เอ่ยทักทายราวกับเจ้านายกำลังทักทายลูกน้องที่มาทำงานสาย “ดึกป่านนี้แล้ว... สถาปนิกคนเก่งกับนักข่าวสาวมือสะอาด มานั่งสุมหัวทำอะไรกันในที่อับแสงแบบนี้หรือครับ?” เสียงนั้นทำให้เลือดในกายของภาคินแข็งค้างทันที เพราะนั่นคือเสียงของ "ธนาธร" มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล—ผู้ชายที่ไม่ควรจะรู้สถานที่ลับแห่งนี้เด็ดขาด... เว้นแต่ว่า มี ‘หนอน’ อีกตัวหนึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางพวกเขาสองคนตั้งแต่วันแรก! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงามืดของตึกระฟ้าไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%