สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 3

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

ผลงานโดย คนมองเมือง
"ถ้าไม่อยากตายเหมือนคนเก่า... ห้ามขยับ" เสียงกระซิบนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ ราวกับลมหายใจที่หลุดรอดมาจากปากหลุมศพ ข้อมือของภาคินถูกพันธนาการไว้ด้วยอุ้งมือที่แข็งกระด้างราวกับคีมเหล็ก ในความมืดมิดสนิทของห้องจัดเลี้ยงที่ระบบไฟฟ้าล่มกะทันหัน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมปนเปไปกับกลิ่นอับชื้นของความตื่นตระหนกจากผู้คนนับร้อยที่กำลังแตกตื่น เสียงโวยวายและเสียงฝีเท้าอลหม่านดังสะท้อนก้องไปทั่วโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่นาทีนี้ ประสาทสัมผัสทุกส่วนของสถาปัตยกรรมอาวุโสกลับถูกดึงดูดให้จดจ่ออยู่เพียงแค่ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดต้นคอ ภาคินไม่ขยับตามคำเตือน เขายืนนิ่งราibl เสาเข็มตอกลึกในชั้นดินดาน สายตาคมกริบพยายามปรับโฟกัสกับความมืด ทว่าเงาร่างที่ยืนประชิดตัวเขานั้นกลับกลืนหายไปกับความมืดมิดอย่างไร้รอยต่อ "คุณคิดว่าความมืดจะช่วยซ่อนรอยเลือดบนมือคุณได้หรือครับ... คุณภาคิน" น้ำเสียงที่กระซิบเปลี่ยนจากความเยือกเย็น เป็นความเย้ยหยันที่คุ้นหูอย่างประหลาด แสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือของผู้มาร่วมงานคนหนึ่งสว่างวาบขึ้นในเสี้ยววินาที ท่ามกลางแสงสีขาวนวลที่สาดส่องตัดความมืด ภาคินเหลือบสายตาลงมองมือที่กุมข้อมือเขาไว้ มันไม่ใช่ฆาตกรรับจ้าง หรือมือสังหารจากองค์กรเงาใดๆ ของธนาธรอย่างที่สมองส่วนสัญชาตญาณเตือนภัย แต่มันคือเรียวนิ้วเรียวสวยที่สวมแหวนเงินเรียบง่าย... นิ้วของลภัส นักข่าวสาวสายสืบสวนผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร เมื่อความมืดกลับเข้าครอบงำอีกครั้งพร้อมเสียงถอนหายใจยาว ภาคินจึงค่อยๆ บิดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง เขายกมือขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ แม้จะมองไม่เห็นหน้ากันในความมืด แต่เขารู้ว่าเธอกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตานักล่าเช่นเคย "วิธีสร้างสถานการณ์ไฟฟ้าลัดวงจรเพื่อเข้าประชิดตัวเป้าหมาย... เป็นวิธีที่เชยไปหน่อยสำหรับนักข่าวสาวแถวหน้าอย่างคุณนะครับ คุณลภัส" ภาคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับไม่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหล "มันดีกว่าการยืนรอให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปในตึกที่กำลังจะถล่มลงมาทั้งหลังก็แล้วกันค่ะ... อ้อ ขอโทษทีครับ ผมติดพูดคำว่า 'ค่ะ' ตามความคุ้นชิน แต่สำหรับคุณ ผมควรใช้น้ำภาษาที่เป็นทางการหน่อยดีกว่า... คุณภาคิน" ลภัสสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเจือแววเยาะหยันอย่างเปิดเผย "คุณรู้ไหมว่าเมื่อกี้ ถ้าฉันไม่ดึงคุณไว้ คุณอาจจะไม่ได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้เพื่อปั้นหน้าสุขุมแบบนี้หรอกนะ" "หมายความว่าอย่างไรครับ" ภาคินถามเสียงต่ำ "หมายความว่า... มีคนไม่อยากให้ปากของคุณขยับพูดเรื่องโครงสร้างตึกเฟสสามอีกต่อไปแล้วนะสครับ" ลภัสก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นจนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าเจือจางปะทะเข้ากับจมูกของเขา "เมื่อกี้ ก่อนไฟจะดับ มีคนจ้องจะเล่นงานคุณจากมุมมืดของระเบียงชั้นลอย และถ้าฉันเดาไม่ผิด คนๆ นั้นน่าจะได้รับคำสั่งตรงมาจากนายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่คุณกำลังก้มหัวให้อยู่ในตอนนี้" ภาคินเงียบไปชั่วขณะ สมองของเขากำลังประมวลผลคำพูดของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ภาพแปลนอาคาร โครงสร้างเหล็กกล้า และรอยร้าวที่ถูกปกปิดไว้ใต้แผ่นหินอ่อนราคาแพงผุดขึ้นมาในหัว การที่ไฟดับกะทันหันไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบอาคาร แต่มันคือ 'การจัดฉาก' "คุณกำลังเข้าใจผิด..." ภาคินเอ่ยเสียงเรียบ "ผมไม่ได้ก้มหัวให้ใครทั้งนั้น" "เหรอครับ?" ลภัสเลียนแบบสำนวนของเขาอย่างจงใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความท้าทาย "ถ้าคุณไม่ได้ก้มหัวให้ธนาธร แล้วทำไมแบบจำลองโครงสร้างตึกของตระกูลวรินทร์ถึงมีลายเซ็นของคุณกำกับอยู่บนความบกพร่องที่พร้อมจะคร่าชีวิตคนนับพัน? หรือว่าคุณแค่รอเวลาให้ตึกมันสร้างเสร็จ แล้วค่อยมานั่งเสียใจทีหลังผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เหมือนสถาปัตยกรรมหลายๆ โปรเจกต์ที่คุณเคยทำมา?" คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลึกลงไปในรอยแผลเก่าที่ภาคินพยายามปกปิดมาตลอดชีวิตการทำงาน ความเงียบโรยตัวคั่นกลางระหว่างคนทั้งสองท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายรอบกาย ในความมืดมิดนั้น สายตาของภาคินที่มองไปยังทิศทางของลภัสเต็มไปด้วยประกายแสงที่วาวโรจน์ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเอาอดีตของเขามาประจาน แต่เป็นครั้งแรก... ที่มันทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความก้าวร้าวของนักข่าวสาวคนนี้ "คุณอยากรู้ความจริงจริงๆ หรือครับ คุณลภัส" ภาคินขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจของทั้งคู่เจืออยู่ในอากาศเดียวกัน ความกดดันรอบตัวทำให้บรรยากาศรอบกายราวกับถูกบีบอัด "คุณคิดว่าความจริงมีแค่ขาวกับดำ มีแค่คนผิดกับคนถูก เหมือนพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ของคุณอย่างนั้นหรือครับ" ลภัสชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่ได้ถอยหลังหนี แรงกดดันจากความสุขุมและน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังของชายตรงหน้าทำให้เธอต้องตั้งสกำแพงในใจให้แน่นขึ้น "ฉันเป็นนักข่าว หน้าที่ของฉันคือการหาความจริง ไม่ใช่ฟังคำแก้ตัวจากฆาตกรใส่สูท" เธอกลัดกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีแข็งกร้าว "ถ้าอย่างนั้น... ทำไมคุณถึงไม่ลองเปิดตาดูให้กว้างกว่านี้ล่ะครับ" ภาคินยื่นมือไปคว้าข้อมือของลภัสอย่างนุ่มนวล แต่หนักแน่นพอที่จะดึงให้เธอขยับตามเขาไป "ตามผมมา ถ้าคุณกล้าพอที่จะเห็นความเน่าเฟะที่ลึกกว่าแค่รอยร้าวบนผนังตึก" "นี่คุณจะพาฉันไปไหน..." ลภัสพยายามขัดขืนเล็กน้อย แต่พลังบางอย่างจากตัวเขากลับดึงดูดให้เธอก้าวเดินตามไปโดยไม่รู้ตัว ในวินาทีนั้นเอง เสียงประกาศจากระบบสำรองฉุกเฉินก็ดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟสีส้มสลัวของหลอดไฟฉุกเฉินที่สาดส่องลงมาจากเพดาน เผยให้เห็นภาพความโกลาหลภายในห้องจัดเลี้ยง และที่มุมหนึ่งของห้อง ใกล้กับประตูหนีไฟที่ควรจะปิดตาย ร่างของชายสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งกำลังนอนฟุบอยู่กับพื้น มีรอยเลือดไหลซึมออกมาจากขมับอย่างน่ากลัว ลภัสเบิกตากว้างเมื่อมองเห็นร่างนั้นชัดเจน เธอหันขวับกลับมามองหน้าภาคินทันที "นั่น... ลูกน้องของธนาธรนี่!" ลภัสอุทานเสียงเบา ภาคินก้มลงมองร่างไร้ลมหายใจนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ใบหน้าของเขาไม่มีความตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งปรากฏขึ้นชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไป "ยินดีต้อนรับสู่โลกของผมนะครับ คุณลภัส" ภาคินกระซิบเบาๆ ข้างหูเธอ "ตอนนี้... คุณถอนตัวไม่τηเเล้วล่ะครับ" และก่อนที่ลภัสจะทันได้เอ่ยปากโต้แย้งใดๆ ประตูหนีไฟบานนั้นก็เปิดผางออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับร่างของชายอีกคนก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาในแสงไฟฉุกเฉิน ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ลมหายใจของคนทั้งคู่ต้องสะดุดกักไว้ในลำคอ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางในโลกสีเทานี้ร่วมกันครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%