“เจ้าคิดจะสังหารข้าด้วยวิชาสามัญเพียงเท่านี้หรือ? หากวิถีกระบี่ของสำนักเมฆาคล้อยมีดีเพียงเท่านี้ เห็นทีข้าคงต้องเป็นผู้สอนบทเรียนราคาแพงให้เจ้าเสียแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำแต่ก้องกังวานดุจระฆังทองของเยี่ยเฟิงดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในถ้ำศิลาไร้ชื่อ กลิ่นอายของปราณสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มนั้นเย็นเยียบเสียจนหยาดน้ำที่หยดจากเพดานถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแค่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางดีดลงบนตัวกระบี่เหล็กธรรมดาในมือ แรงสะเทือนนั้นส่งผ่านกระแสปราณดั้งเดิมที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรเข้าปะทะกับดาบของศัตรูที่กำลังรุกคืบเข้ามา
*เคร้ง!*
เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ มู่หลานซินที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่มุมมืดของถ้ำถึงกับต้องเบิกตากว้าง นางเห็นเพียงร่างของศัตรูที่บังอาจบุกเข้ามาลอบสังหารเยี่ยเฟิงกระเด็นถอยหลังไปกว่าสิบก้าว โลหิตสีคล้ำพุ่งออกจากปากของมันเป็นสายราวกับถูกกระบี่ที่มองไม่เห็นทิ่มแทงเข้าที่กลางอก
“ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์... ท่านกลับมาใช้วิชานี้ได้อีกครั้งอย่างนั้นหรือ?” มู่หลานซินเอ่ยถาม น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความประหลาดใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน
เยี่ยเฟิงไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณสีเงินยวงก็มลายหายไปในอากาศราวกับแสงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบัง “นี่ไม่ใช่กระบี่ไร้ลักษณ์ที่แท้จริงหรอกหลานซิน มันเป็นเพียงการรีดเค้นพลังดั้งเดิมในร่างที่อ่อนแอออกมารีดเค้นถึงขีดสุด... กฎเกณฑ์สวรรค์นั้นเข้มงวดเกินไป หากข้าไม่หลอมร่างใหม่ให้แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล กรงขังแห่งโชคชะตานี้ข้าไม่มีวันพังทลายลงได้”
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางลานหิน ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอแต่แฝงด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่การฝึกฝนลมปราณทั่วไป หากแต่เป็นการโคจรพลังย้อนศรเพื่อหลอมรวมธาตุไฟและไอเย็นจากผืนดินเข้าสู่เส้นชีพจรที่เคยตีบตัน
เขารู้ดีว่าร่างกายนี้เป็นเพียงภาชนะที่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ แต่ทว่า ในส่วนลึกของจิตวิญญาณแห่งจอมเซียนที่เขาเคยเป็น มันยังมี 'คมกระบี่ที่ถูกลืม' ซ่อนเร้นอยู่
“ข้าจะเปิดจุดชีพจรทั้งเก้า หากเจ้าเห็นข้ากระอักเลือด อย่าได้เข้าใกล้... พลังที่ข้ากำลังดึงมานั้นมหาศาลจนคนธรรมดาอาจร่างแหลกสลายได้เพียงแค่สัมผัส” เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เด็ดขาด
มู่หลานซินเดินเข้ามาใกล้ ร่างอรชรในชุดสีขาวบริสุทธิ์ของนางดูราวกับดอกบัวท่ามกลางพายุคลั่ง นางคุกเข่าลงข้างกายเขาก่อนจะวางฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่ม “แม้ร่างของท่านจะเป็นดั่งเตาหลอมที่พร้อมจะมอดไหม้ แต่จิตวิญญาณของท่านคือตะวันจันทราที่ไม่เคยดับสูญ... ข้าจะช่วยท่านประคองกระแสปราณเอง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”
ความร้อนระอุเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเยี่ยเฟิง ผิวหนังของเขาปรากฏรอยอักขระโบราณสีทองเลือนรางทว่าน่าเกรงขาม มันคืออักขระเซียนที่ติดตัวเขามาจากภพภูมิที่ล่มสลาย การปรับสภาพร่างกายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรื้อสร้างเส้นชีพจร แต่มันคือการ 'สลักนาม' แห่งเซียนจันทราลงบนเนื้อหนังเพื่อต่อต้านกฎแห่งสวรรค์
เวลาผ่านไปเนิ่นนานดุจนิรันดร์ ภายในถ้ำอบอวลไปด้วยไอหมอกสีขาวขุ่นที่เกิดจากพลังงานมหาศาล เยี่ยเฟิงรู้สึกได้ว่ากระแสพลังที่เคยติดขัดเริ่มไหลลื่นดุจสายน้ำที่พุ่งผ่านผาหิน เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่ที่ไร้ขอบเขต นั่นคือวิถีแห่งความไร้ลักษณ์ที่เขาโหยหา
ขณะที่สภาวะพลังกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากพลันดังสะท้อนเข้ามาจากปากถ้ำ เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงไฟสลัวที่พวกมันถือมาด้วย ผู้นำกลุ่มคือชายวัยกลางคนที่มีแววตาเหี้ยมเกรียม สวมชุดเกราะหนังหมาป่าสีดำสนิท มันมองเข้ามาในถ้ำด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายเลือด
“เยี่ยเฟิง! ข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ความผิดฐานทรยศนิกายโทษตายสถานเดียว... อย่าคิดว่าพวกเราไม่รู้ว่าเจ้ากำลังรวบรวมลมปราณเพื่อทะลวงขั้นพลัง!”
เยี่ยเฟิงยังคงหลับตาแน่น แววตาของเขายังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอน มู่หลานซินค่อยๆ ถอนมือออกและลุกขึ้นยืน ร่างของนางตระหง่านอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม มือเรียวงามกุมด้ามกระบี่ของนางไว้แน่นจนขึ้นข้อขาว
“พวกเจ้าช่างตาบอดเสียจริง” เยี่ยเฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ ในดวงตาของเขามีประกายแสงสีเงินยวงวาบผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที “ข้าไม่ได้กำลังทะลวงขั้นพลัง... ข้ากำลังรอให้พวกเจ้าเดินเข้ามาใน 'รัศมีสังหาร' ของข้าต่างหาก”
สิ้นเสียงนั้น เยี่ยเฟิงก็ดีดตัวขึ้นจากพื้นในชั่วพริบตา กระบี่เหล็กในมือไม่ได้อยู่ในฝักอีกต่อไป แสงสีฟ้าหม่นของจันทราลับขอบฟ้าฉาบไล้คมกระบี่ให้ดูน่าสะพรึงกลัวดุจเงาแห่งมัจจุราช
ชายชุดเกราะผู้นำกลุ่มชะงักค้าง แววตาที่เคยเหี้ยมเกรียมกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นวงแหวนปราณที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบร่างของเยี่ยเฟิง—มันไม่ใช่หนึ่ง... ไม่ใช่สอง... แต่มันคือวงแหวนที่ซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น!
"วิถีเซียน... เจ้าไม่ใช่มนุษย์!" เสียงอุทานด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นพร้อมกับกระบี่ในมือของเยี่ยเฟิงที่วาดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกมนุษย์เคยได้ยล
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่แห่งเซียนจันทราครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา•ตอนที่ 2
คมกระบี่ที่ถูกลืม
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
