"กระดูกหักห้าท่อน เส้นชีพจรขาดสะบั้นราวกับเศษไหมที่ถูกฉีกกระชาก... ช่างเป็นร่างกายที่เปราะบางและไร้ค่าเสียจริง"
เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นจากริมฝีปากที่แห้งผาก ร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบค่อยๆ กระตุกเกร็ง เยี่ยเฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่ที่เคยทอประกายคมปลาบดุจกระบี่เซียนผู้สยบเมฆา บัดนี้กลับฉายแววสับสนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งค้างปี
รอบกายเขามิใช่แดนเซียนที่ลอยล่องอยู่เหนือหมู่เมฆ แต่มันคือเรือนไม้ผุพังที่ส่งกลิ่นอับชื้นของสำนักตระกูลเล็กๆ ที่เขาคุ้นเคยในฐานะเศษซากแห่งอดีตชาติ ความทรงจำมหาศาลไหลบ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก ราวกับมวลน้ำมหาศาลที่จ่อรอการระเบิดทำลายกำแพงแห่งกาลเวลา
'เยี่ยเฟิง... ศิษย์สวะแห่งสำนักอัคนีผลาญ ผู้ถูกทุบตีจนตายเพียงเพราะไปขวางทางเดินของศิษย์สายใน'
เขาพยายามขยับนิ้ว ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่สมองราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แต่สำหรับบุรุษผู้เคยเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาแล้ว ความเจ็บปวดทางกายนี้เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กน้อยในมหาสมุทร เขายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า สายตาจ้องมองคราบเลือดบนพื้นด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"หนึ่งหมื่นปีที่บำเพ็ญเพียร... สุดท้ายกลับต้องมาติดอยู่ในร่างสวะที่มีอายุขัยไม่เกินสิบแปดปีงั้นหรือ"
เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงอันยากจะหยั่งถึง มือเรียวบางที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำคว้าก้อนหินที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วกรีดลงบนฝ่ามือตนเอง เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เขาใช้นิ้วแตะเลือดนั้นแล้วเขียนอักขระโบราณลงบนอากาศเบื้องหน้าทันที
*ฟึ่บ!*
อากาศรอบกายสั่นสะเทือน พลังปราณเบาบางที่กระจัดกระจายอยู่ในห้องถูกบีบอัดจนกลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดเล็ก เยี่ยเฟิงมิได้ร้องขอสวรรค์ แต่เขา 'สั่ง' ให้มวลพลังเหล่านั้นไหลเข้าสู่ตันเถียนที่แห้งผาดดุจผืนดินขาดน้ำ
"หากสวรรค์เล่นตลกส่งข้ากลับมาในร่างที่ไร้ทางสู้ ข้าก็จะเป็นผู้ฝืนลิขิตนั้นด้วยกระบี่ในมือของข้าเอง"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนไม้ ประตูที่ผุพังถูกถีบจนหลุดออกจากบานพับ เสียงหัวเราะเยาะหยันที่คุ้นเคยดังประสานกันเข้ามา บุรุษร่างกำยำในชุดศิษย์สายในยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ในมือถือกระบี่เหล็กกล้าที่ส่งประกายวับวาว
"ไอ้สวะเยี่ยเฟิง! ยังไม่ตายอีกรึ? ข้าอุตส่าห์ปรานีสั่งสอนเจ้าไปตั้งหลายกระบวนท่า คิดไม่ถึงว่าหนังเจ้าจะเหนียวถึงเพียงนี้"
ผู้พูดคือ 'จางหู่' ศิษย์สายในที่คอยกลั่นแกล้งร่างนี้มาตลอดหลายปี มันมองเยี่ยเฟิงที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยสายตาดูแคลน ราวกับมองมดปลวกที่เตรียมจะบดขยี้ให้จมดินอีกครั้ง
เยี่ยเฟิงไม่ได้ตอบโต้ เขายังคงนั่งสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหิน สายตาทอดมองไปที่จางหู่ด้วยความว่างเปล่า ทว่าภายในใจของเขากลับกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว 'ลมปราณขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม... สำหรับโลกใบนี้อาจถือว่าเก่งกาจ แต่ในสายตาข้า มันเป็นเพียงเด็กน้อยที่เพิ่งหัดแกว่งดาบ'
"ข้าถามไม่ได้ยินหรือ! หรือว่าความเจ็บปวดทำให้เจ้ากลายเป็นใบ้ไปแล้ว?" จางหู่ก้าวเข้ามาใกล้ เงื้อมือขึ้นหมายจะกระชากคอเสื้อของเยี่ยเฟิงขึ้นมาสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น เงาหนึ่งพุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามาดั่งสายลม ปลายกระบี่สีเงินวาววับจ่อเข้าที่ลำคอของจางหู่จนเลือดซึมออกมา กลิ่นอายที่เยือกเย็นและบริสุทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วห้องจนทุกคนต้องชะงักงัน
"ใครที่อนุญาตให้เจ้าล่วงเกินศิษย์ในสำนักโดยไม่มีเหตุผลอันควร" เสียงเย็นชาที่แฝงไปด้วยอำนาจและสง่างามดังขึ้น
มู่หลานซิน ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง นางอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตา ปราศจากเครื่องประดับตกแต่ง แต่รัศมีของนางนั้นสูงส่งจนคนรอบข้างไม่อาจกล้าสบตา ดวงตาคู่สวยดุจจันทร์เพ็ญทอดมองเยี่ยเฟิงเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับจางหู่ด้วยท่าทีดุดัน
เยี่ยเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าของสตรีผู้นี้ ความทรงจำที่เลือนลางจากอดีตชาติกะพริบไหวในมโนภาพ 'มู่หลานซิน... เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?' เขาคิดในใจ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยดุจแผ่นน้ำแข็ง
"ศิษย์พี่มู่... ข้า... ข้าเพียงแค่มาตรวจสอบอาการของมัน" จางหู่เสียงสั่น มันรู้ดีว่านางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนัก แม้แต่อาจารย์ยังต้องเกรงใจ
"ตรวจสอบอาการด้วยกระบี่ของเจ้าหรือ?" มู่หลานซินขยับกระบี่ในมือเพียงเล็กน้อย เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วเบา ก่อนที่กระบี่ในมือของจางหู่จะร่วงหล่นลงพื้นและหักเป็นสองท่อนโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของนางด้วยซ้ำ
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วเรือนไม้ จางหู่และพรรคพวกถอยกรูดออกไปทันทีด้วยความหวาดกลัว ทิ้งให้เยี่ยเฟิงและมู่หลานซินเผชิญหน้ากันในความเงียบงัน
มู่หลานซินลดกระบี่ลง นางเดินเข้ามาหาเยี่ยเฟิงอย่างช้าๆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยมาปะทะจมูก นางยื่นมือที่เรียวบางออกมาเพื่อจะประคองเขาขึ้น ทว่าเยี่ยเฟิงกลับขยับตัวหลบอย่างแผ่วเบา เขาเงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ แววตาของเขาที่เคยไร้ค่า บัดนี้กลับมีบางอย่างที่ลึกซึ้งและหยิ่งทะนงจนมู่หลานซินต้องชะงักไป
"ข้าลุกเองได้" เยี่ยเฟิงกล่าวสั้นๆ น้ำเสียงนั้นนิ่งเรียบแต่ทว่ากังวานด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกประหลาดใจ
เขาลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงที่ฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในจังหวะนั้นเอง พลังปราณในร่างที่เขากำลังรวบรวมกลับเกิดการตีกลับอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนเขาต้องทรุดฮวบลงอีกครั้ง แต่มู่หลานซินคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน
เมื่อผิวสัมผัสแตะกัน กระแสพลังอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านจากนางเข้าสู่ร่างของเขา เยี่ยเฟิงเบิกตากว้างเมื่อพบว่าพลังนั้นมิใช่พลังปราณธรรมดา แต่มันคือพลังบริสุทธิ์ที่เขาสามารถนำไปใช้เปิดจุดชีพจรที่อุดตันอยู่ได้
"เจ้า... รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าเพิ่งทำอะไรลงไป?" เยี่ยเฟิงเค้นเสียงถาม
มู่หลานซินไม่ตอบ แต่นางมองเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ราวกับนางกำลังมองเห็น 'เงา' ของคนคนหนึ่งที่นางเฝ้ารอมานานแสนนาน "ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า แต่นับแต่นี้... อย่าได้คิดจะตายด้วยมือของศิษย์ชั้นต่ำพวกนั้นอีก ชีวิตของเจ้า ต่อไปนี้จะเป็นของข้า"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของนาง ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วสำนักเมฆาคล้อย สายฟ้าสีม่วงฟาดลงมากลางลานกว้างใกล้เรือนพักของเยี่ยเฟิง แรงสั่นสะเทือนทำเอาพื้นเรือนแตกละเอียด
เยี่ยเฟิงรีบเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่างทันที หัวใจเขาสั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง 'ทัณฑ์สวรรค์? ข้าเพิ่งจะกลับมา... เหตุใดทัณฑ์สวรรค์จึงตามมาถึงที่นี่ได้!'
สายฟ้าลูกที่สองฟาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านหลังคาเรือนไม้ตรงมาที่ร่างของเยี่ยเฟิงและมู่หลานซิน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่แห่งเซียนจันทราครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา•ตอนที่ 1
วิญญาณหวนคืนในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
