“คำกล่าวของผู้อาวุโสช่างหนักแน่นปานขุนเขา แต่เหตุใดในสายตาข้า... มันกลับดูไร้น้ำหนักเสียยิ่งกว่าธุลีดินที่เกาะอยู่บนคมกระบี่ของท่านเล่า?”
สิ้นคำกล่าวของเยี่ยเฟิง ความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็งก็เข้าปกคลุมลานฝึกวิชาของสำนักเมฆาคล้อย มวลอากาศรอบกายชายหนุ่มสั่นสะเทือนด้วยไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของผู้อาวุโสจ้าว ผู้คุมกฎที่มีอำนาจล้นฟ้าในนิกาย ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติ
“ไอ้สวะ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาวาจาสามหาวต่อหน้าข้า!” ผู้อาวุโสจ้าวคำรามลั่น ฝ่ามือหยาบกร้านตบลงบนโต๊ะหินจนแตกกระจาย พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกมาเป็นคลื่นกระแทก จนศิษย์ร่วมสำนักต่างต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว
มู่หลานซินที่ยืนอยู่เคียงข้างเยี่ยเฟิงขยับกายบังเขาไว้เพียงครึ่งก้าว สายตาเย็นชาดุจจันทร์เพ็ญมองตรงไปยังผู้อาวุโสด้วยความสงบไร้ซึ่งความหวั่นเกรง นางมิได้เอ่ยคำใด แต่การกระทำของนางชัดเจนยิ่งกว่าวาจา—นางเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างบุรุษผู้นี้ แม้จะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งสำนักก็ตาม
“หลานซิน... เจ้าถึงกับยอมเสียสละชื่อเสียงของตระกูลเพื่อปกป้องเศษเดนที่ไร้รากฐานเช่นนี้หรือ?” ผู้อาวุโสจ้าวเค้นเสียงต่ำ
เยี่ยเฟิงยืดกายขึ้นตรง แววตาของเขาดุจดั่งห้วงเหวที่ไร้ก้นบึ้ง เขาขยับก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงฝีเท้าเบาราวกับแมวป่า แต่กลับกดทับจิตวิญญาณของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้อย่างน่าประหลาด “วิชาลับที่ท่านคุยโวว่าคือยอดเคล็ดวิชาของสำนักเมฆาคล้อย... ในสายตาของข้า มันก็แค่การร่ายรำที่ขาดทั้งวิญญาณและจังหวะจะโคน หากท่านต้องการจะสั่งสอนข้า ก็จงใช้สิ่งที่ท่านภูมิใจที่สุดออกมาเสียเถิด อย่าให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย”
“โอหัง!”
ผู้อาวุโสจ้าวหมดความอดทน เขาทะยานร่างเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า ฟาดฝ่ามือ ‘เมฆาพิฆาต’ ที่อัดแน่นด้วยปราณเซียนขั้นที่ห้ากระแทกเข้าที่อกของเยี่ยเฟิงโดยตรง พลังที่รุนแรงถึงขั้นทำลายศิลาได้ทั้งก้อนนี้ หมายจะบดขยี้อกของเยี่ยเฟิงให้แหลกละเอียดในคราเดียว
ทว่า... เยี่ยเฟิงมิได้ขยับหลบ
เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือจะปะทะร่าง ชายหนุ่มเพียงขยับนิ้วชี้และนิ้วกลางประทับเข้าที่จุดชีพจรใต้รักแร้ของผู้อาวุโสจ้าวด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายแต่ลุ่มลึกเกินหยั่งถึง
‘วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์... เคล็ดสกัดจุดดาราดับ!’
ความโกลาหลหยุดชะงัก พลังปราณที่เกรี้ยวกราดของผู้อาวุโสจ้าวพลันมอดดับลงดั่งไฟถูกน้ำสาด ผู้อาวุโสเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เขารู้สึกได้ว่าปราณในร่างถูกสกัดกั้นจนไหลเวียนผิดปกติ หากฝืนขยับตัวแม้เพียงน้อย เส้นชีพจรอาจขาดสะบั้น
“ท่านใช้พลังทำลายเกียรติผู้อื่น แต่ข้าใช้เพียงวิถีแห่งการย้อนกลับทำลายปราณของท่าน... ผู้อาวุโส นี่คือบทเรียนที่ข้าหยิบยื่นให้ เพื่อให้ท่านได้จดจำว่ากฎเกณฑ์ที่ท่านยึดถือ แท้จริงแล้วก็แค่กรงขังที่ท่านสร้างขึ้นมาหลอกตนเองเท่านั้น”
เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับบาดลึกดุจมีดโกน บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเหล่าศิษย์รอบข้างเปลี่ยนจากความดูแคลนกลายเป็นความยำเกรงอย่างสุดซึ้ง
ทันใดนั้น เสียงปรบมือที่แหบพร่าและเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืดของศาลาฝึกวิชา ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันตรายถึงชีวิต
“ยอดเยี่ยม... เยี่ยเฟิง ข้าไม่นึกเลยว่าบุรุษที่ถูกขับออกจากนิกายจะสามารถบรรลุถึงขั้น ‘ไร้ลักษณ์’ ได้เร็วเพียงนี้” บุคคลผู้นั้นคือเจ้าสำนักเมฆาคล้อย ที่ไม่มีใครพบเห็นมานานนับปี
เขามองมาที่เยี่ยเฟิงด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ “ข้ามีข้อเสนอให้เจ้า... หากเจ้าต้องการรื้อสร้างกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ดังที่เจ้าปณิธานไว้ จงรับกระบี่นี้ไป และสังหารผู้ที่ขวางทางเจ้าเสีย... รวมถึงลูกสาวของข้า มู่หลานซิน หากนางคิดจะขวางเจ้าด้วยเช่นกัน!”
เจ้าสำนักโยนกระบี่เล่มหนึ่งที่ส่งไอความมืดทมิฬออกมาลงแทบเท้าของเยี่ยเฟิง สายตาของมู่หลานซินที่ยืนอยู่ข้างกายเยี่ยเฟิงสั่นไหวอย่างรุนแรง ความเป็นความตายและทางเลือกที่บีบคั้นหัวใจกำลังพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองในวินาทีนี้
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางนี้ไปพร้อมกับข้าครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา•ตอนที่ 3
ตบหน้าผู้อาวุโสด้วยวิชาลับ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเซียนจันทรา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
