เสียงปิดประตูดังปัง... เป็นเสียงที่สั้น ห้วน และเด็ดขาดที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิต
มันไม่ใช่แค่เสียงกระทบกันของบานไม้กับวงกบ แต่มันคือเสียงสะท้อนของความเงียบงันที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พื้นห้องซ้อมดนตรีที่เคยเต็มไปด้วยเสียงฮัมเพลงเบาๆ ของมิน เสียงสายกีตาร์ที่ถูกดีดหยอกล้อกัน และกลิ่นแชมพูอ่อนๆ จางๆ ตอนที่เธอยืนอยู่ใกล้ผม—ตอนนี้มันว่างเปล่า ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
ผมยืนนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้นอยู่กลางห้อง มือข้างขวายังคงกำคอเจ้า ‘เทเลแคสเตอร์’ สีซันเบิร์สต์แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวโพลน คำพูดที่ผมพ่นออกไปเมื่อสิบนาทีមុนยังคงวนเวียนหลอนอยู่ในโสตประสาท มันเป็นคำพูดที่คมกริบเหมือนเศษแก้ว และคนที่โดนบาดจนเลือดอาบก็คือผู้หญิงที่เพิ่งเดินหนีผมไปหาไอ้ไทด์
“นายมันก็แค่นักแต่งเพลงที่เก่งแต่ทฤษฎี แต่เข้าไม่ถึงหัวใจคนฟัง...”
บ้าเอ๊ย! ผมสบถออกมาในลำคอด้วยความหงุดหงิดระคนเจ็บปวด ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นสักหน่อยวะ!
ไอ้ความซึนเดเระบ้าบออะไรนั่นมันกำลังกัดกินผมจนวินาศสันตะโร ปากเจ้ากรรมชอบสวนทางกับความรู้สึกทุกทีที่เห็นเธอยิ้มให้คนอื่น หรือทุกทีที่เธอทำท่าทางเหมือนไม่แคร์ความหวังดีของผม สัญชาตญาณป้องกันตัวงี่เง่ามันเลยสั่งให้ผมต้องพูดจาเชือดเฉือนเพื่อผลักไสเธอออกไป... แต่พอเธอถอยออกไปจริงๆ ทำไมหน้าอกข้างซ้ายมันถึงได้โหวงเหวงเหมือนคนตกหน้าผาแบบนี้วะครับ
ผมโยนกีตาร์ลงบนโซฟายาวเสียงดังตุ่น แรงกระแทกทำให้สายสั่นระรัวส่งเสียงครางฮัมต่ำๆ ออกมาคล้ายจะเยาะเย้ยความโง่เง่าของเจ้าของ ผมสาวเท้าก้าวฉับๆ ไปที่ประตูแล้วกระชากมันเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์คุกรุ่น หวังจะตามไปอธิบายให้รู้เรื่อง
แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทางเดินตึกคณะ... กลับทำให้เท้าของผมหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปู
ไอ้ไทด์กำลังยืนพิงผนังตึกด้วยท่าทางสบายๆ มือข้างหนึ่งถือกระป๋องน้ำอัดลม ส่วนอีกข้างยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้มิน พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นพิมพ์นิยมที่พวกผู้หญิงมักจะกรี๊ดกร๊าดกันนักหนา มินรับมันมาถือไว้ก้มหน้าลงมองพื้นเล็กน้อย เธอไม่ได้ยิ้มตอบ แต่ความเงียบของเธอกลับดูสนิทสนมกับไทด์มากกว่าความพยายามทั้งหมดที่ผมเคยมีร่วมกับเธอเสียอีก
“ไหวไหมมิน? หน้าซีดมากเลยนะ ไปหาอะไรเย็นๆ กินกันก่อนดีกว่า ปล่อยให้คนแถวนี้เขาอยู่กับความอีโก้ของตัวเองไปคนเดียวเถอะ” เสียงทุ้มนุ่มของไทด์ลอยเข้าหูผมชัดเจนทุกถ้อยคำ
หนามแหลมคมพุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจผมทันที ‘คนอีโก้สูง’ งั้นเหรอ? เออ... กูมันปากหมา อีโก้จัด แล้วก็หึงจนหน้ามืดตามัวแบบที่ไอ้ไทด์ไม่มีวันเข้าใจหรอกเว้ย!
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความหึงหวงและสำนึกผิดตีรวนกันจนปั่นป่วน แต่ก่อนที่ผมจะได้ก้าวขาออกไปกระชากแขนมินให้พ้นจากสายตาเจ้าเล่ห์ของไทด์ มินก็เงยหน้าขึ้น เธอปรายตามองมาที่ผมแวบหนึ่ง... สายตานั้นว่างเปล่า สนิทใจ และเย็นชา ชนิดที่ผมไม่เคยได้รับมันมาก่อน
มันไม่ใช่สายตาของยายปากเก่งที่ชอบเถียงผมฉอดๆ แต่มันคือสายตาของ ‘คนแปลกหน้า’ ที่เดินสวนกันบนถนน
“อืม... ไปสิไทด์ ฉันก็เริ่มหิวนแล้วเหมือนกัน” เสียงหวานใสเอื้อnเอ่ยออกมาเรียบๆ ก่อนที่เธอจะยอมเดินเคียงข้างตามไอ้ไทด์ลับตาไปจากมุมตึก
ปัง!
ผมกระแทกประตูปิดใส่หน้าตัวเองอย่างแรงอีกครั้ง ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความอัดอั้น ทรรศนคติบ้าๆ ที่ว่า ‘อยู่คนเดียวก็ได้’ มันพังทลายลงในพริบตา กำแพงที่ผมใช้เวลาสร้างมานานนับปีเพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว... ตอนนี้มันกลับกลายเป็นคุกขังตัวเองที่ไร้ทางออก
ตลอดสัปดาห์ถัดมา มินแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ‘การถอยห่าง’ ของเธอไม่ใช่แค่คำขู่
เวลาที่เราต้องเจอกันในห้องซ้อมของชมรมดนตรี เธอมักจะมาสายและกลับก่อนเสมอ ไดอะล็อกที่เคยเผ็ดร้อนและเต็มไปด้วยไฟฝันถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัด เธอนั่งแต่งเนื้อเพลงที่มุมห้องโดยใส่หูฟังครอบหูเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับสร้างบาเรียล่องหนขึ้นมากั้นขวางระหว่างเราสองคน
ผมพยายามหาจังหวะคุยกับเธอหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไปใกล้ เธอก็มักจะมีข้ออ้างที่จะเดินเลี่ยงไปหาคนอื่นเสมอ—บางทีก็ไปปรึกษาเรื่องคอร์ดกับไทด์ บางทีก็ไปยืนคุยเรื่องโปรเจกต์กับรุ่นพี่ในคณะ สายตาที่เคยเปล่งประกายเวลาพูดถึงท่อนฮุกเพลงใหม่ หม่นแสงลงจนผมแทบไม่กล้าสบตา
ความเงียบแบบนี้มันทรมานยิ่งกว่าการโดนเธอตะโกนด่าใส่หน้าเสียอีกนะครับ
เย็นวันหนึ่ง แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงสาดส่องลอดผ่านกระจกใสของห้องซ้อม สะท้อนฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศให้เห็นเป็นระยิบระยับ ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ดีดกีตาร์โปร่งไล่สเกลโน้ตเพลงเดิมซ้ำๆ เป็นรอบที่ร้อยของวัน แต่ไม่ว่าจะเล่นยังไง โน้ตตัวที่เจ็ดก็ยังคงโดดเดี่ยวและไม่ลงตัวเหมือนเดิม... เหมือนหัวใจผมตอนนี้ไม่มีผิด
ประตูห้องซ้อมถูกผลักเปิดออกเบาๆ ผมเงยหน้าขึ้นด้วยความคาดหวังเล็กๆ ว่าอาจจะเป็นเธอ... แต่กลับเป็นใบบัว เพื่อนสนิทของมินที่เดินถือกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“นี่คีย์...” ใบบัวเรียกผมเสียงเบา เธอวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะตรงหน้าผม “มินฝากเอามาคืน... เธอแก้เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายเสร็จแล้ว และเธอก็บอกว่า... โปรเจกต์คู่ระหว่างเธอกับนาย เธอขอถอนตัวตรงนี้เลยนะ”
ผมชะงัก กีตาร์ในมือแทบหลุดร่วง “ถอนตัว? หมายความว่ายังไงวะใบบัว? งานส่งอาจารย์อีกสองอาทิตย์จะสอบอยู่แล้วนะเว้ย!”
“ก็หมายความว่ามินเขาไม่อยากแต่งเพลงร่วมกับคนปากร้ายอย่างนายอีกแล้วไงล่ะคีย์” ใบบัวถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย เธอมองหน้าผมอย่างเอือมระอา “นายคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหนวะคีย์? คนอื่นเขาเข้ามาหาด้วยความจริงใจ แต่นายกลับใช้กำแพงงี่เง่าของตัวเองไปทำลายความรู้สึกเขา มินร้องไห้ลับหลังนายมาหลายคืนแล้วรู้บ้างไหม... เออ ช่างเถอะ ตอนนี้มินเขาไปยื่นเรื่องเปลี่ยนพาร์ทเนอร์กับอาจารย์ที่ตึกคณะเรียบร้อยแล้วล่ะ ไทด์เป็นคนอาสาช่วยเธอเองแหละ”
ราวกับมีฟ้าผ่าลงกลางกระบาลในวันฟ้าใส ชื่อของ ‘ไอ้ไทด์’ พุ่งเข้ามาซ้ำเติมแผลสดในใจผมจนเลือดซิบ
ผมไม่สนอะไรอีกต่อไปแล้วครับ ร่างกายมันขยับไปเร็วกว่าความคิด มือโยนกีตาร์ทิ้งลงบนโซฟาอย่างไร้ความทะนุถนอม สองเท้ายาวก้าวพรวดพราดผ่านหน้าใบบัวพุ่งออกจากห้องซ้อมด้วยความเร็วสูงสุด หัวใจเต้นโครมครามกระแทกซี่โครงจนเจ็บแปลบ
เป้าหมายเดียวในหัวตอนนี้คือการไปลากตัวมินกลับมาคุยกันให้รู้เรื่องต่อหน้าอาจารย์ ไม่ว่าเธอจะเกลียดผมแค่ไหน หรือจะด่าผมว่าไอ้คนปากเสียยังไง ผมก็ยอมรับมันทั้งหมด... ขอแค่เธออย่าเดินหนีหายไปแบบนี้ก็พอ
ผมวิ่งฝ่าฝูงชนในโถงทางเดินตึกคณะบริหารที่กำลังพลุกพล่าน สายตากวาดมองหาแผ่นหลังคุ้นเคยท่ามกลางฝูงคน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับร่างเล็กของมินที่กำลังยืนคุยอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาหน้าห้องพักอาจารย์ โดยมีไอ้ไทด์ยืนยิ้มกริ่มกุมมือเธอเบาๆ อยู่ข้างๆ
“อาจารย์ครับ! ผมไม่ยอมรับการเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ครับ!”
ผมพุ่งเข้าไปแทรกกลางวงสนทนาด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยและดังลั่น จนทุกคนในโถงทางเดินหันมามองเป็นตาเดียว มินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับมามองผมด้วยแววตาตื่นตะลึงและโกรธเคืองระคนตกใจ
อาจารย์ที่ปรึกษาขมวดคิ้วมุ่น ยกมือขึ้นปรามผม “คุณคีย์ มีมารยาทหน่อยครับ นี่มันเรื่องงานของนักศึกษา—”
“ผมขอโทษครับอาจารย์ แต่เรื่องนี้ผมต้องเคลียร์กับพาร์ทเนอร์ผมให้จบตรงนี้” ผมหันไปสบตากับมิน ดวงตาคู่สวยที่เคยดื้อรั้นตอนนี้มีรื้นน้ำตาบางๆ คลออยู่ แต่มันไม่ได้มองผมด้วยความอ่อนแออีกต่อไปแล้ว... มันคือความเด็ดเดี่ยวที่น่ากลัวที่สุด
มินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปัดมือของไทด์ที่แตะไหล่ออกเบาๆ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ โดยไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ เย็นชา และเชือดเฉือนหัวใจผมจนแหลกละเอียดเป็นจุล
“นายไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับฉันอีกแล้วคีย์...” มินสูดหายใจเข้าลึกๆ เชิดหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจแบบที่ผมเคยตกหลุมรัก “เพราะฉันตกลงเป็นพาร์ทเนอร์กับไทด์... และฉันก็แต่งเพลงท่อนสุดท้ายจบด้วยความช่วยเหลือของเขาแล้ว... โดยที่ไม่มีโน้ตตัวไหนของนายปะปนอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว”
โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุนลงตรงวินาทีนั้น
ขอบคุณที่เดินทางผ่านเสียงเพลงและหัวใจซึนๆ ไปด้วยกันนะครับ!
กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย•ตอนที่ 21
กำแพงที่สร้างขึ้นใหม่
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!