กลิ่นหอมของกระทะร้อนและเสียงฉ่าของเนื้อวัวหมักซอสสึเกะดังกลบเสียงความอึดอัดในตอนแรกได้เป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่ามันจะช่วยบรรยากาศบนโต๊ะอาหารได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น เพราะคนตรงข้ามผมยังคงใช้ตะเกียบคีบเห็ดเข็มทองลงหม้อด้วยความเร็วที่บ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นในใจ
“จะมองหน้าฉันอีกนานไหมคุณมือกีตาร์ ถ้าเนื้อในจานมันไหม้ขึ้นมา ฉันไม่รับผิดชอบค่าปรับของร้านให้นะ”
มินเงยหน้าขึ้นจากเตาปิ้งย่าง ดวงตากลมโตคู่นั้นตวัดมองผมด้วยความหงุดหงิดตามสไตล์ แต่ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีพีชอ่อนกลับเม้มเข้าหากันนิดๆ อย่างเผลอไผล ปากเก่งไม่เคยเปลี่ยน... ถึงแม้ว่าปลายนิ้วเรียวสวยที่คีบตะเกียบจะสั่นนิดๆ จากความเหนื่อยล้าในการซ้อมดนตรีตลอดสามชั่วโมงเต็มที่ผ่านมาก็ตาม
ผมแค่นเสียงในลำคอเบาๆ ยื่นมือไปตักข้าวญี่ปุ่นใส่ถ้วยให้เธอโดยไม่พูดอะไร พร้อมกับเลื่อนจานเนื้อที่ย่างสุกกำลังดีไปวางตรงหน้า
“กินเข้าไปเถอะครับ เสียงร้องของคุณเมื่อกี้มันแห้งจนเพี้ยนไปหลายโน้ตแล้ว ถ้าไม่อุดปากด้วยเนื้อดีๆ ตอนนี้ พรุ่งนี้ห้องซ้อมคงได้ยินเสียงคุณโวยวายใส่ไมค์โครโฟนแน่ๆ”
“นี่! ฉันไม่ได้เสียงเพี้ยนสักหน่อย!” มินวางตะเกียบกระแทกกับขอบจานเบาๆ ส่งค้อนวงใหญ่มาให้ “แล้วใครกันล่ะที่เล่นกีตาร์คอร์ด F#m สลับโน้ตผิดจังหวะจนฉันต้องร้องหลบเสียงสูงตามแทบไม่ทัน หะ... คุณคีย์?”
นั่นไง... เถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ
ผมเลิกคิ้วมองหญิงสาวที่นั่งกอดอกพองลมใส่ผมเหมือนแมวเปอร์เซียเวลาโดนขัดใจ ยอมรับเลยว่าภาพมินในโหมดหัวเสียแบบนี้มันมีเสน่ห์กว่าตอนที่เธอนั่งเงียบๆ เป็นไหนๆ ความสดใสที่ดื้อรั้นและไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ นี่แหละคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ผมอยากแต่งเพลงให้เธอร้องมาโดยตลอด
“ก็โน้ตมันไม่ลงตัวนี่ครับ” ผมตอบเสียงเรียบ หยิบตะเกียบของตัวเองขึ้นมาคีบเนื้อบ้าง “เหมือนท่อนฮุกที่คุณแต่งมานั่นแหละ มันทื่อและตรงไปตรงมาเกินไป ไม่มีมิติ เหมือนคนแต่งที่เอาแต่ฟอร์มจัดนั่นแหละครับ”
“นี่คุณว่าใครฟอร์มจัด!” มินโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกาวาวโรจน์ด้วยความหมั่นไส้ “เพลงนั้นฉันกลั่นมาจากความรู้สึกล้วนๆ นะยะ! ถ้ามันไม่ถูกใจหูทองคำของคุณนัก ก็เชิญไปหาคนอื่นมาร้องแทนก็แล้วกัน!”
บรรยากาศระหว่างเราไม่ได้ตึงเครียดเหมือนวันแรกที่รู้จักกันอีกแล้ว ไดอะล็อกปะทะฝีปากแบบนี้กลายเป็นจังหวะชีวิตประจำวันที่เราต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน มินถอยกลับไปนั่งพิงพนักเก้าอี้ตามเดิมเมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอเข้ามาใกล้ผมมากเกินไป กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางไอควันร้อนกรุ่นจากเตาปิ้งย่าง มันไม่ใช่กลิ่นฉุนของน้ำหอมราคาแพง แต่เป็นกลิ่นสะอาดสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ... กลิ่นที่มักจะลอยวนเวียนอยู่ในหัวผมทุกครั้งที่นั่งแกะเพลงคนเดียวตอนดึกๆ
“ผมไม่ได้จะหาคนอื่นสักหน่อย”
ผมพึมพำออกมาเบาๆ เกินกว่าจะให้มันดังชัดเจน แต่ความเงียบในช่วงที่เพลงแจ๊สเบาๆ จากลำโพงร้านดังขึ้นคั่นจังหวะ ก็ทำให้ประโยคสั้นๆ นั้นลอยไปเข้าหูคนฟังจนได้
มินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นกะพริบปริบๆ ความดื้อรั้นในแววตาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะรีบหลบสายตา ก้มหน้าก้มตาคีบเนื้อเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มมุมปากที่พยายามซ่อนไว้สุดฤทธิ์
“พูดอะไรไม่เห็นได้ยินเลย... เนื้อหมดแล้ว สั่งเพิ่มสิคะคุณโปรดิวเซอร์” เธอเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่ใบหูขาวเนียนกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
ผมแอบยิ้มมุมปาก ความซึนเดเระของเธอนี่มันน่าแกล้งให้เขินจนทนไม่ไหวจริงๆ
“ครับ จัดไปสำหรับคุณนักร้องนำผู้ยิ่งใหญ่”
เราใช้เวลาในช่วงเย็นนั้นร่วมกันอย่างไร้ความกดดัน การได้ออกนอกห้องซ้อมสี่เหลี่ยมแคบๆ มานั่งกินปิ้งย่างคุยกันเรื่องสัพเพเหระ—ตั้งแต่เรื่องครูสอนวิชาทฤษฎีตรรกะสุดน่าเบื่อ ไปจนถึงเรื่องกีตาร์ตัวโปรดของผม—มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วมินไม่ได้เป็นคนเข้าถึงยาก เธอแค่วางกำแพงหนาเตอะไว้ปกป้องความฝันที่เธอแบกไว้บนบ่าเท่านั้นเอง
ดึกมากแล้วหลังมื้ออาหาร เราเดินเคียงข้างกันไปตามทางเท้าใต้แสงไฟสีส้มสลัวของถนนสายรองใกล้กับมหาวิทยาลัย ลมหนาวระลอกแรกของฤดูกาลพัดผ่านมาทำให้มินเผลอยกมือขึ้นกอดอกตัวเองโดยอัตโนมัติ
ผมถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวเก่งของตัวเองออกทันทีโดยไม่ต้องคิด แล้วคลุมลงบนไหล่บางของเธออย่างนุ่มนวล
มินสะดุ้งเล็กน้อย หันมามองผมด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนใสภายใต้แสงไฟถนนดูนุ่มนวลขึ้นถนัดตา “ทำอะไรเนี่ย... นายไม่ได้หนาวสักหน่อย”
“ผมไม่ได้ทำให้คุณเพราะกลัวคุณหนาวหรอกครับ” ผมแก้ตัวเสียงเรียบ ซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อฮู้ดเพื่อซ่อนอาการใจเต้นรำคาญใจ “แต่ถ้าคุณไม่สบายขึ้นมา งานซ้อมสัปดาห์หน้าพังแน่ๆ ในฐานะหัวหน้าวง ผมแค่ไม่อยากปวดหัวเพราะเสียงเป็ดๆ ของคุณต่างหาก”
“ย่ะ! ปากเสียตลอด!” มินย่นจมูกใส่ แต่เธอก็ยอมกระชับเสื้อแจ็คเก็ตของผมให้แน่นขึ้น รอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏบนริมฝีปากเธอมันช่างสว่างไสวเสียจนผมต้องเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อควบคุมจังหวะหัวใจตัวเอง
เราเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าหอพักของมิน บรรยากาศเงียบสงบลงจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเบาๆ จากพุ่มไม้ข้างรั้ว
มินปลดเสื้อแจ็คเก็ตคืนให้ผม พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในรอบเดือนนี้ให้
“ขอบคุณนะ... สำหรับมื้อเย็น แล้วก็... สำหรับเพลงในวันนี้ด้วย นายเล่นกีตาร์เก่งจริงๆ นะคีย์” คำชมที่หลุดออกมาอย่างไร้ฟอร์มนั้นทำเอาผมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่อธิบายไม่ถูก
ผมรับเสื้อมาถือไว้ มองสบเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างลึกซึ้ง กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก—คำพูดที่ผมไม่เคยบอกใครมาก่อน
“จริงๆ แล้ว... โน้ตที่ผมอยากเล่นมากที่สุด ไม่ใช่เพลงของวงเราหรอกนะ แต่คือ...”
*“อ้าว, น้องมิน! อยู่นี่เอง พี่ตามหาซะทั่วเลย พอดีพี่เอาชีทสรุปวิชาแอดวานซ์มาให้... เอ๊ะ, มากับไอน้องคีย์วงดนตรีเหรอเนี่ย?”*
เสียงทุ้มห้าวของรุ่นพี่ปีสามจากคณะเดียวกันดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ "พี่กรณ์" ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวมินด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง ดวงตาของรุ่นพี่คนนั้นมองสลับระหว่างผมกับมินด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ผมหุบปากฉับทันที ความอบอุ่นเมื่อครู่วันนี้ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลังอย่างรวดเร็ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านจังหวะหัวใจในบทนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วมาลุ้นกันต่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะพาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปในทิศทางไหนครับ
กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย•ตอนที่ 12
มื้อเย็นในฐานะเพื่อนร่วมวง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!